“ว่าอย่างไรนะ? คนที่ท้าประลองกับจ้าวหลงคือศิษย์ฝึกหัดขั้นรวมพลังชั้นที่หนึ่งที่มาใหม่คนนั้นน่ะหรือ?”
“เ้าเด็กคนนี้ช่างอาจหาญยิ่งนัก!”
เมื่อข่าวเื่ที่เย่เฉินไปท้าประลองกับจ้าวหลงแห่งยอดเขาตี้หยางได้แพร่ออกไปบรรดาพวกนอกสำนักเหิงเยว่ก็เกิดความโกลาหลขึ้นทันทีทั้งเหล่าบรรดาศิษย์ที่กำลังซึมซับพลังสุริยันจันทราอยู่ในยามรุ่งสางต่างก็พากันวิ่งไปรวมตัวเพื่อดูการประลองในครั้งนี้
มองออกไประยะไกลบริเวณโดยรอบของลานประลองนั้นรายล้อมไปด้วยบรรดาศิษย์จำนวนมาก
ลานประลองแห่งนี้มีชื่อเรียกว่าลานเมฆวายุเป็สถานที่ที่ศิษย์ของสำนักเหิงเยว่จะใช้แลกเปลี่ยนทักษะกันและใช้แก้ไขปัญหาข้อพิพาทหลายปีมานี้มีบรรดาศิษย์ที่จะต้องสูญเสียแขนขาไปบนลานแห่งนี้เป็จำนวนกว่าแปดร้อยคนแต่ก็ยังไม่ถึงหนึ่งพันคน
ตอนนี้เย่เฉินแบกกระบี่เทียนเชวีย เอาไว้บนบ่ายืนอยู่บนลานเมฆวายุอย่างสง่าผ่าเผยท่ามกลางการผันแปรของสายลมและหมู่เมฆดุจอนุสาวรีย์ที่ไม่อาจพังทลายได้
“นั่นคือเย่เฉิน? ศิษย์ฝึกหัดคนใหม่ของสำนักเหิงเยว่หรือ?”
ด้านล่างของลานเมฆวายุมีเสียงพูดคุยโหวกเหวกดังขึ้น ผู้คนต่างชี้นิ้วไปทางเย่เฉินแต่เมื่อเอ่ยถึงอายุและระดับการฝึกตนของเย่เฉินแล้วทุกคนต่างมองเขาอย่างดูถูกและเหยียดหยาม
“ได้ยินมาว่าปรมาจารย์ทั้งสามยอดเขาล้วนแต่ไม่้ารับเขาเข้าเป็ศิษย์เขาจึงต้องกลายเป็เพียงศิษย์ฝึกหัดคนหนึ่งเท่านั้น”
“เป็ไปได้ไหมว่าการที่เขามาท้าประลองจ้าวหลงก็เพื่อที่จะเรียกร้องความสนใจจากปรมาจารย์ทั้งสามยอดเขาให้รับเขาเป็ศิษย์?”
“แปดส่วนคิดว่าใช่”
เย่เฉินไม่ได้ใส่ใจกับคำวิจารณ์ที่อยู่โดยรอบภายใต้แขนเสื้อเขากำมือแน่นใจที่อยากจะฆ่าคนนั้นกำลังพลุ่งพล่านจนร่างกายของเขาอดที่จะสั่นสะท้านไม่ได้
ที่นั่นมีศิษย์ของยอดเขาตี้หยางที่สวมชุดคลุมเต๋างดงามราวสิบกว่าคนห้อมล้อม จ้าวหลงแต่ละคนล้วนแต่มีท่าทีที่เย่อหยิ่งจนเหล่าบรรดาศิษย์ต่างไม่กล้ายั่วยุจึงค่อยๆหลีกทางให้
“สวัสดีศิษย์พี่จ้าวหลง”
“คารวะศิษย์พี่จ้าวหลง”
ระหว่างทางศิษย์ที่อยู่ทั้งสองด้านต่างโค้งตัวประสานมือแสดงความเคารพจากนั้นพวกเขาก็เอ่ยคำชมที่เต็มไปด้วยความเคารพนับถือ
อือ!
จ้าวหลงผู้เป็ศิษย์พี่ที่มีความโดดเด่นเอามือไพล่หลังไว้ มองตรงไปเบื้องหน้า สีหน้าจริงจัง ไม่นึกเลยจริงๆว่าเขาจะได้เป็ผู้าุโที่ได้รับการฝึกตนขั้นสูง?
ภายใต้สายตาของผู้คนที่จ้องมองมาจ้าวหลงก็มาถึงลานเมฆวายุ และปรายตามองไปยังเย่เฉินอย่างเหยียดหยามพลางหัวเราะเยาะ “เย่เฉิน ถึงข้าจะไม่ได้ไปทำอะไรเ้า เ้าก็มาหาเื่ข้าอยู่ดีเ้ายังอยากจะมีชีวิตอยู่อีกไหม?”
“ขึ้นมา”เย่เฉินไม่แยแสต่อคำพูดเย้ยหยันของจ้าวหลง เขาเอ่ยตอบสั้นๆ เพียงแค่สองคำ
“เ้าเป็ใคร กล้าดียังไงถึงพูดกับศิษย์พี่จ้าวหลงเช่นนี้?” ก่อนที่จ้าวหลงจะเอ่ยวาจาศิษย์ของยอดเขาตี้หยางก็ได้แผดเสียงออกมาจากด้านหลังของเขา “อย่างเ้าน่ะหรือ?ไม่จำเป็ต้องให้ศิษย์พี่จ้าวลงมือด้วยตนเองด้วยซ้ำ”
พูดจบศิษย์ผู้นั้นก็ก้าวขึ้นไปบนลานประลองทันที แต่กลับถูกจ้าวหลงขัดขวางเอาไว้เสียก่อน
“ในเมื่อศิษย์น้องเย่้าท้าประลองกับข้าก็ต้องมีของแลกเปลี่ยนกันเสียหน่อยยอดเขาตี้หยางของพวกเราปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันเสมอมาและไม่สามารถที่จะฝ่าฝืนกฎของลานเมฆวายุได้ ใช่หรือไม่?”
คำพูดที่แ่เบาดังขึ้นจ้าวหลงได้สะบัดเสื้อคลุมออกไป แตะเท้าลงพื้นเหาะขึ้นไปในอากาศแล้วพุ่งลงมาที่ลานประลองราวกับสายลม ท่าทางอันงดงามอิสระนั้นทำให้ศิษย์สตรีที่อยู่ด้านล่างของลานต่างส่งเสียงกรีดร้องออกมา
เมื่อได้ยินเสียงจ้าวหลงก็เอามือไพล่หลังอีกครั้ง
ดูเหมือนว่าเขานั้นจะปลาบปลื้มใจไปกับสายตาที่เชยชมและให้ความเคารพจนตอนนี้เขาแทบจะลอยขึ้นไป
ฟุ่บ!
เย่เฉินที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็ได้ดึงกระบี่เทียนเชวียออกมากระบี่ที่มีขนาดใหญ่และหนักนั้น ได้ตัดผ่านอากาศและเกิดเสียงดังหึ่งออกมา
“เข้ามาสิ!” ด้วยเสียงที่ดังกระหึ่ม เย่เฉินก็พร้อมแล้วสำหรับการต่อสู้ในครั้งนี้
“ไม่ต้องรีบร้อนไป”เมื่อชำเลืองมองไปที่เย่เฉินด้วยท่าทีที่เหนือกว่าจ้าวหลงก็ยกมุมปากขึ้นอย่างดูถูก “ั้แ่อดีตข้ามาลานเมฆวายุก็มักจะได้ชัยชนะเสมอมาศิษย์น้องเย่ไม่อยากเดิมพันกับข้าสักหน่อยหรือ?”
เย่เฉินรู้ดีถึงความหมายในถ้อยคำของจ้าวหลงจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย หากชนะแล้วจะเอาอะไรไปจากเขา!
บนลานเมฆวายุทั้งสองฝ่ายได้ทำการเดิมพัน แล้ววางเดิมพัน ผู้ชนะก็สามารถเอาการเดิมพันทั้งหมดไปได้เดิมพันนี้อาจจะเป็หินิญญา หรือจะเป็น้ำยาโอสถิญญา หรือบางทีอาจจะเป็วิชาลึกลับ เพียงทั้งสองฝ่ายยินดีสามารถนึกสิ่งของใดขึ้นมาได้ ก็สามารถนำมาเดิมพันได้ทั้งสิ้น
ตอนที่อยู่สำนักเจิ้งหยางเย่เฉินเคยขึ้นมายังลานเมฆวายุมากกว่าหนึ่งครั้งจึงเข้าใจกฎเกณฑ์ของที่นี่เป็อย่างดี
“เดิมพันอะไรกัน”เย่เฉินกล่าวอย่างเรียบนิ่ง ไร้อารมณ์ความรู้สึกใดๆ
“หากใครแพ้จะต้องเป็ทาสรับใช้ของอีกฝ่ายไปตลอดชีวิต” จ้าวหลงยิ้มอย่างเงียบๆประกายแห่งความเ้าเล่ห์ก็ปรากฏขึ้นในดวงตา
“การเดิมพันเช่นนี้ช่างจะเกินไป…” ด้านล่างตอนนี้เต็มไปด้วยความโกลาหล “เป็ทาสรับใช้ไปตลอดชีวิตเช่นนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการขายร่างกาย” ครั้งนี้เย่เฉินรู้สึกสนุกเป็อย่างมาก
“ศิษย์น้องเย่เ้าคิดว่าอย่างไรบ้าง?” จ้าวหลงมองไปยังเย่เฉินด้วยท่าทางสนใจเขายกคางสูงขึ้น ้ายั่วยุอีกฝ่าย
ภายใต้สายตาของผู้คนมากมายเย่เฉินยกมุมปากขึ้นเยาะเย้ย “ในเมื่อศิษย์พี่จ้าว้าเดิมพันพวกเราควรจะเดิมพันกันด้วยอะไรที่มันใหญ่กว่านี้อีกหน่อยจะดีกว่า”
เอ๊ะ?
จ้าวหลงเลิกคิ้วขึ้นและยิ้มอย่างขบขัน“ว่าแต่ศิษย์น้องเย่้าจะเดิมพันอะไร”
“เดิมพันด้วยชีวิต”
ฮึ!
เมื่อได้ยินดังนั้นก็มีเสียงของลมหายใจที่เยือกเย็นมาจากด้านล่าง
นี่เป็ความเคียดแค้นอย่างมากจึงต้องเล่นกันถึงตาย!
ลานเมฆวายุนี้เป็เื่ปกติมากที่จะได้เห็นเืแต่การเดิมพันด้วยชีวิต เป็สิ่งที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
เกรงว่าคงไม่มีใครคาดคิดว่าเย่เฉินจะเสนอมาเช่นนี้ศิษย์ฝึกหัดในระดับขั้นรวมพลังชั้นที่หนึ่งคนหนึ่งจะมาเดิมพันชีวิตกับระดับศิษย์ในขั้นรวมพลังชั้นที่หกนี่เย่เฉินเป็บ้าไปแล้วหรือว่าสมองของเขามีปัญหากันแน่
ตรงข้ามดวงตาของจ้าวหลงหรี่แคบลงเล็กน้อย
เขาคิดว่าการเดิมพันที่เขาวางไว้นั้นดูจะใหญ่มากพอแล้วแต่ไม่คิดเลยว่าเย่เฉินจะบ้าคลั่งยิ่งกว่า การเป็ทาสรับใช้ก็ยังสามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้แต่การเดิมพันด้วยชีวิตนี้ไม่ใช่เื่ตลกเลย หากไม่ระวัง ชีวิตอาจไม่เหลือรอด
“เ้าหนุ่มเ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังพูดอะไรอยู่?” น้ำเสียงที่เ็าเอ่ยขึ้นทั้งดวงตาที่ร้ายกาจของจ้าวหลงจ้องมองจากการเดิมพันที่ทั้งสองคนได้เอ่ยออกมานั้น ถ้าเทียบกันในด้านพลังแล้วจ้าวหลงดูจะอ่อนแอกว่าเย่เฉินอยู่
“ทำไม? กลัว?”
“กลัวอะไรกัน?” เมื่อได้ยินดังนั้นจ้าวหลงก็หัวเราะเสียงดังออกมาทันที จากนั้นเสียงหัวเราะของเขาก็หยุดลงและมองไปยังเย่เฉินด้วยสายตาที่ดูดุร้ายและเหยียดหยาม “ข้าตกลงในเมื่อเ้าอยากตายนัก อย่างนั้นเ้าจะมาโทษข้าไม่ได้นะ”
ยังไม่ทันจะพูดจบจ้าวหลงก็ก้าวเหาะขึ้นไปบนลานประลอง ราวกับลมที่พุ่งเข้าหาเย่เฉินพลังปราณของจุดตันเถียนก็พุ่งพรวดออกมา มีพลังปราณหมุนวนอยู่กับฝ่ามือของเขาเขาใช้ฝ่ามือทะยานฟ้าตบไปยังยอดกะโหลกศีรษะของเย่เฉิน
วัฟ!
เย่เฉินโบกแขนของเขาพร้อมใช้กระบี่เทียนเชวียพุ่งออกไปสกัดไว้
ปัง!
เมื่อจ้าวหลงใช้ฝ่ามือตีไปยังกระบี่เทียนเชวียก็มีเสียงของโลหะที่กระทบกันดังขึ้น ทำให้กระบี่เทียนเชวียส่งเสียงสั่นะเืไปทั่วและเมื่อเขาถูกแรงปะทะจากพลังของกระบี่เทียนเชวียเขาใจนต้องถอยหลังออกไปอีกทั้งมือทั้งสองของเขาก็ชาขึ้นมาในทันที
“ข้าประเมินเ้าต่ำไปแล้วจริงๆ”จ้าวหลงเอ่ยออกมาอย่างเ็า ในขณะที่ต้องจำนนล่าถอยออกไป
“ประเมินข้าต่ำไปเ้าก็อาจต้องตายอย่างอนาถ” เย่เฉินขยับกระบี่จวี้เชวียออกมาพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงอันเ็าที่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่นที่้าจะเอาชนะ
เวิง!เวิง! เวิง!
ในไม่ช้าเสียงของาแที่ฉีกออกก็ดังอย่างไม่หยุดหย่อน กระบี่เทียนเชวียที่หนักอึ้งส่งเสียงกระแทกอยู่กลางอากาศผู้ชมที่อยู่ด้านล่างของลานประลองล้วนแต่ต้องกลืนน้ำลายหากถูกทุบด้วยกระบี่เทียนเชวียที่หนักอึ้งอันนั้น ก็คงจะไม่เหลือชิ้นดี
“เ้าหนุ่มผู้นี้ไปเอาพละกำลังมาจากไหนมากมายเช่นนี้”
“ปริมาณพลังปราณของขั้นรวมพลังชั้นที่หนึ่งมีอยู่บางตามากไหนยังจะต้องแยกพลังปราณออกไปเพื่อควบคุมกระบี่เทียนเชวียอีกเมื่อเป็แบบนี้พลังปราณก็จะไม่เพียงพออีกทั้งความรวดเร็วยังลดลงด้วยน้ำหนักของกระบี่เทียนเชวียการที่เย่เฉินเลือกกระบี่เทียนเชวีย ช่างดูไม่ฉลาดเสียจริง”ศิษย์ผู้มีมุมมองยอดเยี่ยมคนหนึ่งได้วิเคราะห์ขึ้นมาแต่กลับต้องส่ายหน้าเมื่อเห็นวิธีการของเย่เฉิน
“แต่หากว่าคนระดับขั้นรวมพลังชั้นที่หนึ่งสามารถต่อกรกับจ้าวหลงได้ถึงสามยกก็นับได้ว่าเย่เฉินผู้นี้มีความสามารถแล้ว”
แกร้ง!
เสียงที่คมชัดได้ดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนาของคนด้านล่างยังไม่ทันจะถึงห้ายก กระบี่เทียนเชวียในมือของเย่เฉิน ก็ถูกจ้าวหลงปัดลอยออกไป
ตอนนี้หลายคนถึงกับถอนหายใจ หลายคนถึงกับเดินออกจากลานประลองไปนอกจากจะเป็ลานประลองที่มีเดิมพันอันน่ากลัวแล้ว ก็แทบจะไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้นเลย
“ข้าจะคอยดูว่าเ้าจะทำอะไรได้อีก”จ้าวหลงส่งเสียงะโออกมาอย่างเยือกเย็น จากนั้นก็ะโออกไปหนึ่งก้าวสะบัดมือเหวี่ยงเอาคมกระบี่สามสายออกมา จากนั้นติดตามคมกระบี่นั้นไปพร้อมกับมวลพลังที่ซัดสาด และท่าทางที่ดูบ้าคลั่งจากความ้าที่จะเอาชนะเย่เฉิน
เย่เฉินหัวเราะเยาะเมื่อไร้ซึ่งพันธนาการทางน้ำหนักของกระบี่เทียนเชวีย ทั่วทั้งตัวของเขาตอนนี้นั้นก็สบายขึ้นกว่าเดิมมากความเร็วของการไหลเวียนโลหิตที่ขัดข้องก็รวดเร็วขึ้นทันทีความปรารถนาที่เดือดพล่านก็ลุกไหม้ขึ้นทันที แม้แต่กระดูกในร่างกายก็มีเสียงดังออกมา
สู้!
เสียงะโดังขึ้นอย่างกะทันหันเย่เฉินกระทืบเท้าลงบนพื้น และพุ่งตัวออกไปเมื่อกระบี่ทั้งสามสายนั้นกำลังจะแทงทะลุร่างของเขา เขาก็กระโจนขึ้นไปราวกับวานรหลบหลีกคมกระบี่ไปได้
นี่คือวานรที่อยู่ในอสูรเดือดดาล
เย่เฉินสามารถหลบหลีกคมกระบี่ทั้งสามสายไปได้อย่างง่ายดายทำให้จ้าวหลงถึงกับตกตะลึง เขาติดตามคมกระบี่ทั้งสามนั้นไปอย่างใกล้ชิดเย่เฉินได้ข้ามศีรษะของเขาไปเรียบร้อยแล้วและเข้ามาใกล้เขาจนทำให้เขาที่โน้มตัวไปข้างหน้า ยากที่จะเปลี่ยนท่าทางได้
และทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ลงมาเดี๋ยวนี้”
เมื่อเย่เฉินได้ยินเสียงอันเ็านั้นเขาจึงได้รวบรวมพลังปราณอันแข็งแกร่งจากทั่วทั้งร่าง ส่งตรงไปยังขาด้านขวาและเตะลงไปยังใบหน้าของจ้าวหลงอย่างแรง