ตอนที่ 13 หนูว่า…หนูเริ่มชอบเขาแล้วล่ะ
‘พรุ่งนี้ออกไปพร้อมกัน’
หมายความว่า อาติจะไปส่งฉันงั้นเหรอ ฉันรีบพิมพ์ตอบกลับไปว่า
‘แต่หนูนัดกับฐานัสไว้แล้ว เราจะไปพร้อมกัน’
ที่ตั้งใจพิมพ์ไปแบบนั้นก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะตอบกลับมาว่ายังไง
ครืด ครืด
‘อย่าให้ต้องพูดซ้ำ’
ก็เดาไว้แล้วแหละ ว่าเขาต้องพิมพ์มาแบบนี้ ฉันหัวเราะเบาๆก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไปอีกครั้งว่า…
‘พิมพ์ ไม่ได้พูดสักหน่อย’
ก็แค่แกล้งกวนเล่นๆเฉยๆ ยังไงเขาก็ไม่มีทางตอบกลับมาอยู่แล้ว เฮ้อ สิ่งที่คอยเยียวยาหัวใจฉันได้ก็คือเวลาที่ได้คุยกับอาตินี่แหละ
‘ฝันดีนะคะ อาติ’
วันต่อมา
08.12 น.
ฉันตื่นขึ้นมาเพราะเสียงสายเรียกเข้า
“ฮัลโหล”
[คุณยังไม่ตื่นอีกเหรอ]
“เออ”
[เสียงตื่นนอน เซ็กซี่ดีนะครับ]
คำหยอดของเขาทำให้ฉันลุกขึ้นนั่งด้วยความใ ก่อนจะดูหน้าจออีกครั้งว่าใครโทรมา ลืมไป ฉันไม่ได้เมมเบอร์เขาเอาไว้
“มีอะไร โทรมาแต่เช้า”
[ไม่เช้าแล้วนะครับ ตอนนี้แปดโมงกว่าแล้วนะ]
“นั่นแหละ มีอะไร”
[จะให้ผมไปรับกี่โมงดี]
“รับไปไหน”
[ก็ไปบริษัท Tin ไงครับ]
“อ่อ นายมารับฉันตอน 10 โมงกว่าๆก็ได้”
[โอเคครับ ผมจะรอ]
“บาย” ฉันกดวางสายก่อนจะบิดี้เี ลุกขึ้นจากที่นอนไปเข้าห้องน้ำ
30 นาทีต่อมา
ฉันอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยก็เดินออกมาจากห้องนอน แต่สิ่งที่น่าใก็คือ ไม่ได้มีแค่อาจีคนเดียว
อาติ เขามาทำอะไรที่นี่ ไม่ไปทำงานหรือไง
“อาเจียวหลานรัก ตื่นแล้วเหรอ มานี่สิ” อาจียกยิ้มให้ฉันเหมือนปีศาจกระหายเื แถมยังเรียกฉันด้วยน้ำเสียงคมเข้ม ดูแปลกๆยังไงก็ไม่รู้
ฉันค่อยๆเดินเข้าไปนั่งที่โซฟาด้านข้างอย่างเชื่อฟัง โดยที่สายตายังจ้องมองอาติเพื่อ้าความช่วยเหลือ แต่ดูสิ เขากลับเสมองไปทางอื่นโดยทำเป็นั่งนิ่งไม่สนใจกันสักนิด
“อาจี มีอะไรเหรอคะ” ฉันเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“เมื่อวานเราพาใครมาที่ห้อง”
“คะ?”
“เมื่อวานพาผู้ชายขึ้นห้องเหรอ”
ให้ตายสิ!! อาติฟ้องอาจีแน่ๆ ไม่อย่างนั้นอาจีจะรู้ได้ยังไง
“เขาเป็เพื่อน…” ฉันตอบเสียงอ่อย
“แต่ยังไงมันก็ไม่ถูกต้อง เป็สาวเป็นางพาผู้ชายขึ้นห้องได้ยังไง โดยเฉพาะห้องของอา”
“อาจี นั่นเพื่อนหนู เขาแค่เอาอาหารมาให้เพราะหนูไม่ได้กินอะไร”
“จะยังไงก็ช่าง ดีนะที่พีชกับติเข้ามาอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้น เราคงเสียชื่อไปแล้ว”
ฉันขมวดคิ้ว ใช้ดวงตาคมกริบจ้องมองผู้ชายที่ยังนั่งไขว่ห้างอ่านหนังสือพิมพ์อย่างสบายอกสบายใจ ไม่ได้รับรู้สักนิดว่าฉันกำลังคาดโทษเขาอยู่
ทำไมเขากลายเป็คนแบบนี้ได้นะ ปกติอาติไม่ใช่คนขี้ฟ้องสักหน่อย เวลาเจอฉันไปเที่ยวผับไม่เคยเห็นบอกอาจีเลย แต่นี่แค่ให้เพื่อนมาที่ห้อง ถึงขนาดต้องฟ้อง
ให้ตายสิ!!
“เดี๋ยวมานะ ขอคุยงานแป๊บ” อาจีพูดจบก็กดรับสายโทรศัพท์ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอน ฉันจึงตัดสินใจลุกขึ้นและเดินไปนั่งใกล้ๆอาติเพื่อพูดคุยกับเขาให้สะดวกยิ่งขึ้น
“ทำไมต้องฟ้องอาจีด้วยคะ”
“ใครฟ้อง”
“อานั่นแหละ”
“เปล่า”
“อาใส่ไข่อะไรไปบ้าง อาจีถึงได้บ่นหนักขนาดนี้”
“เปล่า”
“ทำตัวแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะคะ” ฉันเบ้ปากพลางบีบหยดน้ำตาให้คลอเบ้านิดๆ จนอาติต้องเงยหน้าขึ้นมามองฉัน
“ไม่ต้องมาเบะ”
“หนูไม่ได้ทำอะไรไม่ดีสักหน่อย”
“แต่นั่นเป็ผู้ชาย”
“เขาเป็เพื่อนหนู!!”
“แล้วเขาคิดกับเราแบบเพื่อนหรือไง!!”
ฉันสะดุ้งใเมื่ออาติเริ่มขึ้นเสียงด้วยความไม่พอใจ พลางลุกขึ้นยืนก่อนจะปาหนังสือพิมพ์ลงไปบนพื้น ท่าทางเหมือนป๊าของฉันตอนโมโหเลย
“แล้วทำไม…แล้วทำไมอาต้องโกรธด้วย…” ฉันเอ่ยถามเสียงอ่อยก่อนจะค่อยๆขยับตัวให้ห่างจากเขานิดนึง ไม่ได้กลัวนะ เพียงแต่ระมัดระวังไว้สักหน่อยก็คงดี
“ก็เราเอาแต่เถียง!!”
“ก็หนูพูดจริงนี่นา”
“พอๆ เลิกทะเลาะกัน” อาจีเดินเข้ามาห้ามทัพก่อนจะนั่งขั้นกลางระหว่างฉันกับอาติ
รู้สึกว่าอาติจะแปลกๆไปนะ เหมือนโมโหฉันมาก ทั้งที่ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย หรือว่าทำแล้วไม่รู้ตัว บ้าน่า ฉันตื่นเช้ามาก็เจอเขานั่งอยู่ที่ห้อง ยังไม่ได้ทันทำอะไรด้วยซ้ำ
“รีบไป ฉันมีประชุม” อาติพูดจบก็เดินไปเปิดประตูหน้าห้อง
“เดี๋ยวหนูไปเอง!!” ฉันะโตอบอย่างรวดเร็ว เพราะลักษณะท่าทางแบบนี้อยู่กับเขาสองต่อสองไม่น่าจะโอเคเท่าไหร่
“จะตามมาดีๆหรือจะ…”
“อาจะทำไม หนูจะฟ้องอาจี” ฉันเชิดหน้าอย่างท้าทายแต่ก็ไม่เชิงท้าทายหรอก เพราะฉันเองก็รู้สึกเกรงกลัวเขานิดหน่อย
“อะไรกันวะ ทะเลาะกันแต่เช้า”
“ก็อาดูอาติสิ”
“ดูหลานแกสิ”
“อาเจียว รีบๆไป อาต้องไปส่งพีชที่สนามบิน”
“แต่หนู…”
“ไปสิ!” อาจีขยิบตานิดหน่อยก่อนจะขยับเข้ามากระซิบข้างหูฉัน “จะได้อยู่กับติสองต่อสอง ไม่ดีหรือไง”
“อาดูสีหน้าเขาด้วย น่าอยู่ใกล้หรือเปล่า”
“ก็เราทำตัวเอง”
“หนูยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ!!”
“เลิกโวยวายแล้วไปได้แล้ว”
ฉันถูกอาจีดันไหล่ออกจากห้องตามอาติไป ทั้งที่ยังไม่ได้กินอะไรเลยด้วยซ้ำ อะไรเนี่ย ไล่หลานตัวเองให้ไปเผชิญหน้ากับนรก
“โชคดี หลานรัก”
ปัง
ฉันได้แต่ยืนตาโตมองประตูตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ ครั้งก่อนอาจีบอกให้ฉันเลิกยุ่งกับอาติแถมยังหาผู้ชายมาดูตัวให้ฉันอีก แล้วดูวันนี้สิ ไล่ฉันออกมาโดยไม่สนใจด้วยซ้ำว่าฉันจะเจอกับอะไรบ้าง
“จะไปได้หรือยัง”
น้ำเสียงคมเข้มทำให้ฉันหันไปมองอย่างระมัดระวังก่อนจะเดินตามเขาไปขึ้นลิฟต์
ระหว่างลงลิฟต์ เราสองคนไม่ได้พูดอะไรกัน จนกระทั่งเดินไปถึงรถของอาติที่จอดอยู่ใต้ตึกคอนโด ฉันเปิดประตูเดินเข้าไปนั่งนิ่งโดยไม่ได้พูดอะไร บรรยากาศมันชักจะขุ่นมัวจนน่าอึดอัด ฉันได้ยินเสียงพ่นลมหายใจหนักๆก่อนจะได้ยินเสียงอาติพูดขึ้น
“อย่าให้ผู้ชายคนนั้นมาที่นี่อีก”
“แต่…”
“ไม่มีแต่”
อะไรกัน ทำไมฐานัสถึงกลายเป็ปัญหาสำหรับอาขนาดนี้ ทั้งที่ปกติอาติไม่เคยมีท่าทางแบบนี้มาก่อน
“เขาเป็เพื่อนหนูนี่นา”
“อย่าให้ต้องพูดซ้ำ”
“แต่อา…”
“เจียวเจียว!!”
ฉันเม้มปากแน่น เลือกที่จะไม่เถียงเขาอีก บางครั้งเราต้องถอยออกมาเพื่อให้ทุกอย่างสงบก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที แถมตอนนี้ จะทำอะไรก็คงขัดหูขัดตาอาไปหมดแล้วล่ะ
อาติขับรถมาได้ครึ่งทางก็จอดรถริมฟุตบาทแล้วเดินลงจากรถไปโดยทิ้งฉันไว้คนเดียว
ให้ตายสิ!! อึดอัดเป็บ้า!!
ฉันหยิบโทรศัพท์แล้วพิมพ์ข้อความหาฐานัส
‘เจอกันที่บริษัทเลยนะ เดี๋ยวฉันไปเอง’
และรีบเก็บโทรศัพท์ยัดใส่กระเป๋าก่อนที่อาติจะเดินมาถึงที่รถ เขาเปิดประตูแล้วโยนถุงพลาสติกหนักๆมาให้ฉันบนตัก
“กินอะไรรองท้องไปก่อน”
ฉันก้มหน้ามองดูแซนด์วิช นม แล้วก็ขนมอีกสองสามอย่างที่เขาซื้อมา ไม่นึกว่าเขาจะรู้ด้วยว่าฉันชอบกินอะไร
“อารู้ได้ยังไงว่าหนูชอบกินนมยี่ห้อนี้”
“จีบอก”
“แล้วขนมล่ะ”
“จีบอก”
“แล้วอาจำไม่ได้เลยเหรอคะ ว่าหนูชอบอะไรบ้าง”
“อืม”
ฉันถอนหายใจด้วยความปลง ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อยที่อาติไม่รู้อะไรเกี่ยวกับฉันเลย มีแต่อาจีเท่านั้นแหละที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับหลานตัวเอง
“วันนี้อามีประชุมแต่เช้าเหรอคะ”
“อืม”
“แล้วอากินอะไรหรือยัง”
“ยัง เขานัดกี่โมง”
“ประมาณบ่ายๆมั้งคะ”
“อืม”
หลังจากที่เราสองคนมาถึงบริษัท ฉันเปิดประตูลงจากรถเดินตามอาติเข้าไปในบริษัทซึ่งมีพนักงานหลายคนก็โน้มตัวให้อย่างนอบน้อมบางคนก็ยกมือไหว้เพราะเขาเป็ผู้บริหาร ใครๆก็ต้องให้ความเคารพเป็ธรรมดา
ฉันเข้าไปในลิฟต์พร้อมกับอาติ ทำตัวให้ชิดมุมมากที่สุดและกำลังครุ่นคิดว่าจะไปรอฐานัสตรงไหนดี เวลาตอนนี้มันแค่ 9 โมงครึ่งเองนะ เขาคงยังไม่ออกมาหรอกมั้ง
“ไปรอในห้อง ถึงเวลาค่อยออกไป”
“คะ?”
ตึ้ง
ลิฟต์ถึงชั้นเป้าหมายพอดี ฉันได้แต่เดินตามอาติไปที่ห้องทำงานของเขาอย่างว่าง่าย โดยมีสายตาอยากรู้อยากเห็นของพนักงานที่อยู่ที่นี่มองมาไม่วางตา
“คืออาคะ…”
“เข้ามา”
อาติเปิดประตูให้ฉันเข้าไปข้างในก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาคุยสายกับใครบางคน
“สั่งอาหารขึ้นมาให้หน่อย 2 ชุด”
อาติคงไม่ได้สั่งอาหารให้ฉันใช่ไหม เขาจะให้ฉันนั่งกินข้าวในห้องเหรอ แปลกแฮะ แปลกไปหมดจนฉันงุนงงไปหมดว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมอาติต้องให้ฉันมารอที่ห้องด้วย ปกติเวลามาหาก็ไล่อย่างกับอะไรดี
ทันทีที่เห็นอาติวางสาย ฉันก็รีบเดินไปยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเขาและตัดสินใจถาม
“อาติคะ…หนู…”
“ไปนั่งรอกินข้าว”
“แต่…”
“ทำไม? ไม่อยากอยู่หรือไง”
“เปล่า”
“งั้นก็ไปนั่งดีๆ”
“อาไม่ไปประชุมเหรอ”
“อืม”
“อ้าว”
“ทำไม ไม่อยากอยู่กับฉันหรือไง”
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
แกร๊ก
“ข้าวได้แล้วครับบอส”
“เอาวางไว้บนโต๊ะ”
“ครับ”
เลขามินพูดจบก็หันมายิ้มให้ฉันก่อนจะเดินออกจากห้องไป ฉันยืนครุ่นคิดอยู่สักพักก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้กลางห้อง ชะโงกหน้าดูอาหารที่เลขามินเอามาให้
“อยากกินอะไรก็หยิบเลย”
ฉันพยักหน้าก่อนจะหยิบข้าวผัดกะเพราหมูกับข้าวผัดกุ้งขึ้นมาดู อาติไม่ชอบกินอาหารเผ็ด งั้นข้าวผัดเหมาะกับอาติที่สุด ฉันควรกินข้าวผัดกะเพราหมู แต่…มันเช้าเกินไปที่จะกินของเผ็ดนะ
“จะเอาน้ำอะไร”
“เอาน้ำเปล่าค่ะ”
ฉันหยิบกล่องข้าวขึ้นมาเปิดดูข้างใน ที่มีพริกเต็มไปหมดจนหาหมูไม่เจอ ให้ตายเถอะ ซื้อร้านไหนเนี่ย กะจะเอาให้กระเพาะเป็แผลเลยหรือไง
แกร๊ก
“น้ำค่ะ” เลขาฟ้าวางขวดน้ำไว้บนโต๊ะก่อนจะเดินออกไปจากห้อง ด้วยสีหน้าไม่ค่อยพอใจ
อาติเดินมานั่งข้างฉัน เอื้อมมือไปหยิบกล่องข้าวขึ้นมาก่อนจะเปิดออกดู
“รีบกิน”
“ไหนตอนแรกอาบอกว่ามีประชุมไง”
“มีตอนบ่าย”
“…ทำไมอาต้องให้หนูมาอยู่ที่นี่ด้วยล่ะคะ” ฉันก้มหน้าพลางเอ่ยถามเสียงอ่อน
“แล้วเธอจะไปนั่งรอที่ไหน”
“ก็…อาจจะไปเดินห้างก่อนแล้วค่อยมา”
“ไปกับใคร”
“ก็…” ปากฉันกำลังจะเอ่ยชื่อฐานัส แต่จิตใต้สำนึกกลับบอกว่าห้ามพูดชื่อนี้ออกมาเด็ดขาด เพราะมันเหมือนเป็การจุดชนวนให้ไฟเริ่มไหม้ “ก็…ก็มิกไง”
“หึ คิดว่าฉันจะเชื่อหรือไง”
“จริงๆนะ ครั้งก่อนหนูก็มากับมิก”
อาติวางกล่องข้าวลงก่อนจะหันหน้ามามองฉัน สายตาของเขากำลังลุกเป็ไฟอีกแล้ว
“แต่ครั้งนี้เธอจะไปกับผู้ชายคนนั้น”
“ก็เรานัดกันไว้…”
“ชอบมันหรือไง อ่อ คงเพราะคืนนั้นสินะ ก็เลยติดใจตามติดไม่ยอมปล่อย”
“อาพูดเื่อะไร”
“เื่คืนนั้นฉันยังไม่ได้บอกจี ถ้าจีรู้ว่าหลานสาวตัวเองไปนอนกับผู้ชายเพราะเมา คิดว่าอาเธอจะว่ายังไง”
คุณพระ!! อาติกำลังข่มขู่ฉันเหรอ เขา…เขาจะทำแบบนี้ไปทำไม ในเมื่อ…
“อาติ…อาจะเอาเื่นี้มาขู่หนูเหรอ” ฉันขมวดคิ้วพลางถามเขาด้วยความไม่เข้าใจ
อาติแสยะยิ้มก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ดวงตาดุดัน ริมฝีปากบางอยู่ใกล้เพียงไม่กี่เซ็น ทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายแทบไม่ได้เข้าไปในโสตประสาทของฉันเลย เห็นเพียงเขากำลังพูดอะไรบางอย่างแต่กลับไม่ได้ยินเสียงอะไร เพราะเสียงหัวใจของฉันมันเต้นแรงจนกลบเสียงทุกอย่าง
บอกตามตรง ฉันไม่เคยเห็นเขามีสีหน้ากังวลและเป็ห่วงฉันแบบนี้มาก่อน มันทำให้รู้สึกดีและคิดเข้าข้างตัวเองเหมือนทุกครั้งที่เคยทำ อยากจะถามตัวเองนะ ว่าชอบเขาที่ตรงไหน แต่มันบอกไม่ได้จริงๆ ความชอบกับความรักมันเป็เื่ของความรู้สึก ถึงฉันจะรู้ว่ามันไม่มีทางเป็ไปได้ก็ตาม แต่กลับห้ามความรู้สึกตัวเองไม่ได้อยู่ดี น่าขำ…
ผู้ชายคนนี้กำลังจะแต่งงาน และที่สำคัญเขากำลังมีลูก ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมันก็เพียงพอให้ฉันเลิกชอบเขาได้แล้ว แต่กลับทำไม่ได้…ฉันเลิกชอบเขาไม่ได้
“หนูชอบอา…”
“อะไรนะ”
“หนูชอบอาจริงๆนะคะ หนูไม่ได้ล้อเล่น หนูชอบอาจริงๆ” ไม่รู้อะไรทำให้ฉันเอ่ยปากพูดออกไปแบบนั้น รู้แต่ว่าอยากพูดให้เขารู้ความรู้สึกที่มีอยู่ก็เท่านั้นเอง “บางครั้งที่หนูทำตัวไม่ดี คอยตามตื๊ออา มันดูเหมือนไม่จริงใจ แต่มันคือความรู้สึกจากใจหนูจริงๆนะคะ”
“เจียวเจียว”
“และการที่อาแสดงออกแบบนี้ มันยิ่งทำให้หนูคิด…”
ใช่ ฉันคิด…ฉันคิดว่าเขาก็ต้องมีความรู้สึกให้ฉันบ้างเหมือนกันไม่มากก็น้อย ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่แสดงอาการแบบนี้ คอยสั่งห้ามไม่ให้ฉันเจอหน้าฐานัส ทั้งที่ปกติไม่เคยเป็ แต่สิ่งที่ทำให้คิดมากที่สุดก็คง…
“ฉันกำลังจะแต่งงาน”
“หนูรู้ หนูถึงพยายามจะทำตัวออกห่างจากอาไง แต่การที่อามาคอยทำแบบนี้ ยิ่งทำให้หนูคิด…หนูอยากให้อาเลิกเป็ห่วง เลิกทำตัวเหมือนกำลังหวงหนู…ได้ไหมคะ”
“เธอชอบผู้ชายคนนั้น งั้นเหรอ” เขาโง่หรือไง ฉันเพิ่งบอกว่าชอบเขาไป แล้วทำไมเขายังจะมาถามฉันอีก ว่าชอบผู้ชายคนนั้นหรือเปล่า “เธอคิดว่าเขาจริงจังกับเธองั้นสิ”
“คุยอะไรกันอยู่เหรอคะ”
เสียงหวานทำให้ฉันกับอาติหันไปมองหน้าประตู ก็เห็นแฟนของอาติยืนอยู่ สายตาที่เธอมองฉันดูเหมือนกำลังอดกลั้นอะไรบางอย่าง คงไม่คิดว่าฉันมาอ่อยว่าที่สามีเขาหรอกนะ
“คุณมาทำอะไรที่นี่”
“โยจะมาหาว่าที่สามีโยไม่ได้เหรอคะ”
เต็มปากเต็มคำขนาดนี้ ฉันจะอยู่ต่อไปทำไมล่ะ ออกไปจากที่นี่ด่วนเลยค่ะอาเจียว
“หนู ขอตัวก่อนนะคะ” ฉันหยิบกระเป๋าก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่ประตูห้อง แต่ถูกมือหนาของอาติดึงไว้
“เจียวเจียว”
“หนูคิดว่า…” ฉันค่อยๆหันไปมองอาติช้าๆ ก่อนจะยิ้มให้อย่างจริงใจ และตัดสินใจเอ่ยประโยคที่ขัดกับความจริงเพื่อตัดความรู้สึกที่มีอยู่ตอนนี้ “หนูคิดว่า…หนูเริ่มจะชอบเขาแล้วล่ะค่ะ”
“…”
เพิ่งตอนที่ 13 เอง ยังไม่ทันที่นางเอกจะร้ายเลย ใจเย็นๆก่อนนะคะ ทุกตัวละครมีเหตุผลหมด
เื่นี้ตั้งเป้าไว้ไม่เกิน 50 ตอน ไม่เกินจากนี้แน่นอน
ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ
แต่ถ้าคอมเมนต์ให้บ้าง กดไลค์ให้บ้าง จะเป็กำลังใจที่ดีที่สุดเลยนะคะ