ฝนเริ่มปรอยลงพรำๆเมื่อตำรวจหนุ่มสองนายเลี้ยวรถเข้ามาแบร์จอดรถไว้ที่ด้านหลังสถานีตำรวจเพราะตั้งใจเว้นพื้นที่ด้านหน้าไว้ให้ผู้มาติดต่อเท่านั้นเพราะงั้นแล้วพวกเขาจึงต้องวิ่งฝ่าเม็ดฝนบางๆ เข้าที่ทำงาน
“เฮ้ออออออ” เขตแดนทิ้งตัวลงเก้าอี้ประจำตัว เปล่งเสียงถอนหายใจซะดังจนเพื่อนๆที่เหลือหันมาสนใจเขา
“เป็อะไรวะมันเหนื่อยขนาดนั้นเลยหรอวะเขต” ผู้หมวดคนหนึ่งที่เพิ่งเดินเข้ามาพูดทักเขตแดน
“เหนื่อยดิพี่พี่แบร์เล่นพาไปหลายที่เลย เดินั้แ่เช้าจนขาจะทรุดแล้วเนี่ย”
เสียงบ่นของเขาส่งผลให้ผู้หมวดคนนั้นยิ้มด้วยความเอ็นดู“ไปของงานไหนเนี่ย”
“ไม่รู้เหมือนกันพี่พี่แบร์บอกว่าค่อยบอกทีหลัง” เขาตอบพลางก้มลงไปบีบนวดขาตัวเอง
“ไปไหนมาไหนกับผู้กองแบร์บ่อยๆน่ะ เตรียมทำบุญต่อชะตาชีวิตไว้ด้วยนะหมวดแดน” ลุงจ่าคนหนึ่งที่นั่งดื่มกาแฟ่บ่ายอยู่พูดขึ้น
“ไมอ่ะน้า”
ลุงจ่าคนนั้นเขยิบเข้ามาใกล้เขตแดนกับผู้หมวดแล้วพูดต่อ“เอ็งไม่รู้รึไงใครที่อยู่ใกล้ผู้กองมักจะมีจุดจบไม่ดีทั้งนั้น ไหนจะแฟนผู้กอง ไหนจะไอ้…..”
“ใครหรอจ่าแคน” เสียงทุ้มของผู้กองแบร์หยุดบทสนทนาของกลุ่มตำรวจเขาเพิ่งเดินเข้ามาทีหลังเพราะแวะที่เคาท์เตอร์ด้านหน้าช่วยอธิบายขั้นตอนในการแจ้งความเพื่อขอดูกล้องวงจรปิดร้านค้าให้แก่ผู้ที่มาติดต่อ
จ่าแคนหันมายิ้มแหยแล้วถอยออกก่อนตอบผู้กอง “ไม่มีอะไรครับผู้กอง”
“ไม่มีอะไรก็กลับไปทำงานต่อซะแล้วกาแฟน่ะอย่าดื่มบ่อยนัก เดี๋ยวจุดจบของจ่าก็จะไม่ดีเหมือนกัน”
หลักจากสลายกลุ่มตำรวจช่างเมาท์ได้แล้วแบร์กลับมานั่งอ่านรายงานคดีล่าสุดมันเป็คดีฉ้อโกงที่ผู้เสียหายถูกหลอกให้เสียทรัพย์ซึ่งไม่มีอะไรน่าห่วงมากเพราะทีมตำรวจได้ทำการสืบสวน จนนำไปสู่การเข้าจับกุมนำตัวผู้ก่อเหตุไปฝากขังเรียบร้อย เหลือเพียงทำรายงานสรุปคดีและรวบรวมเอกสารส่งให้อัยการเท่านั้น
เขาจึงใช้เวลาที่เหลือทำรายงานคดีส่วนตัวที่พยายามรวบรวมข้อมูลทั้งหมดให้ออกมาในรูปแบบตัวหนังสือเพื่อให้ง่ายต่อการคลายปมคดีอย่างน้อยตอนนี้เขาก็ได้รู้แล้วว่าแฟนของเขาเป็คนปลิดชีพตัวเองจริงๆ
ซึ่งก็สอดคล้องกับผลตรวจของทางกองพิสูจน์หลักฐานที่ลอยด์เคยอัพเดตให้ฟังว่าไม่มีร่องรอยของการบุกรุกหรือการรื้อค้นใดๆในห้องนั้น และข้าวของเครื่องใช้ก็ไม่มีลายนิ้วมืออื่นแฝงจะมีก็แค่ผลนิติเวชชันสูตรร่างเท่านั้นที่เขายังไม่เคยได้เห็นนั่นเพราะมันอยู่นอกกรอบอำนาจที่ลอยด์จะช่วยเขาได้เหมือนกัน
“ไง…เมื่อเช้าไปไหนมาวะแบร์เห็นว่าใช้งานลูกน้องหนักเลยหรอ” ลอยด์เดินเข้ามานั่งเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานแล้วส่งกาแฟร้อนให้เพื่อน
“ตึก329” เพิ่งมาถึงไม่ทันไรข่าวก็แพร่ไปไวซะเหลือเกิน แบร์หยุดพิมพ์รายงานยุบหน้าจอแล้วยกถ้วยกาแฟร้อนไม่ใส่นมไม่ใส่น้ำตาลขึ้นซดมองผ่านถ้วยกาแฟเห็นเพื่อนตัวเองทำหน้าฉงน
“ไปทำอะไรวะ”
“ตรวจดูอะไรนิดหน่อย…มึงเคยไปมั้ย”
“เคยดิ หลายรอบด้วยไปทีไรก็เจอคนมามั่วสุมตรงนั้น ได้ไล่กันทุกที ที่บ่อยๆก็…ไอ้แก๊งในซอยต้นไทรน่ะพวกมันชอบมานัดส่งยา” ลอยด์จิบกาแฟอีกอึกแล้วถาม “แล้วเจออะไรบ้างมั้ย”
แบร์ส่ายหน้าไม่มีคำตอบใดให้เพราะเขาเองก็ไม่แน่ใจว่ากำลังหาอะไรอยู่จึงย้อนไปคุยถึงเื่แก๊งต้นไทรที่ลอยด์เพิ่งพาดพิงเมื่อกี๊
“มันก็เป็แก๊งวัยรุ่นหัวโปกธรรมดานี่แหละ….”ตอนแรกก็เป็แค่กลุ่มวัยรุ่นที่ชอบสุมหัวอยู่ด้วยกันแต่พอนานๆ เข้าเริ่มทำตัววางท่าระรานคนอื่น จนสุดท้ายเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดโดนจับไปก็หลายครั้งเข้าคุกใหญ่เป็ว่าเล่นเหมือนเป็บ้านหลังที่สองของพวกมันหลังๆ มาเหมือนจะรู้ทัน มันมักใช้เด็กใหม่ในแก๊งที่ยังเป็เยาวชนไปส่งงานให้เพราะถ้าถูกจับมาก็โดนเข้าแค่สถานดัดนิสัย แถมยังไม่เป็คดีติดตัวด้วย
“หัวเสธใช้ได้นี่หว่า….แล้วตอนนี้อ่ะพวกมันยังทำอยู่ป่ะ” แบร์ถามหลังจากฟังมาสักพัก
ผู้กองลูกครึ่งนิ่งไปครู่ “ยังเงียบอยู่ว่ะ เงียบมาพักใหญ่ละ”
แบร์หมุนถ้วยกาแฟเหมือนกำลังใช้ความคิดพยายามหาความเชื่อมโยงในสิ่งที่คุยกัน ‘ตึก329- แก๊งต้นไทร - ตัวอักษรที่ไม่รู้ความหมาย’
ฝนที่ตกั้แ่่บ่ายยังคงโปรยลงมาเป็เม็ดบางๆแม้จะผ่านมาหลายชั่วโมงแล้วก็ตามท้องฟ้าอึมครึมส่งผลต่ออารมณ์ของผู้คนให้รู้สึกเนือยๆ ช้าๆไม่ค่อยกระปรี้กระเปร่าเท่าที่ควรเป็
วันนี้ลูกค้าในร้านอาหารจึงดูบางตาไปมากขนาดพี่สินที่ปกติจะหมกตัวอยู่แต่ในครัวก็ยังออกมานั่งเล่นที่หน้าร้านเลย
ซันใช้กระบวยอันจิ๋วตักน้ำปลาพริกกรอกลงถุงเพื่อเตรียมไว้เผื่อลูกค้ามาสั่งอาหารกลับบ้านบรรยากาศน่าเบื่อจนทำให้เขาอดนึกถึงเื่เมื่อวานไม่ได้
เื่ที่เขาคุยกับจอม
“ซันเชื่อเื่ผีป่ะ” ประโยคเปิดเื่ของจอมทำให้ซันอึกอัก
ใช่ว่ามนุษย์จะมีความเห็นเกี่ยวกับเื่ลี้ลับแบบนี้ไปในทางเดียวกันทุกคนซะเมื่อไหร่บางคนไม่เชื่อและคัดค้านการมีอยู่ของสิ่งนั้นบางคนก็วางตนเป็กลางไม่เชื่อหรือเชื่อแต่ไม่ล่วงล้ำความคิดเห็นหรือความเชื่อของผู้อื่นและบางคนก็ยืนยันว่าเคยเจอกับตัวจนเชื่อเต็มร้อยว่ามีอยู่จริง…..อย่างเช่นซัน
แต่บางครั้งการแสดงความคิดเห็นในเื่นี้ต่อผู้อื่นก็อาจเป็เหมือนดาบ2คมถ้าอีกฝ่ายเห็นตรงกันก็สามารถพูดคุยไปในทิศทางเดียวกันได้แต่ถ้าไม่…..ก็อาจถูกปรามาสว่าเป็พวกงมงายไร้สาระได้เช่นกัน
“เราเชื่อครึ่งๆ” คำตอบกลางๆ อาจเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ “แล้วจอมล่ะ” เขาถามเธอกลับบ้าง
จอมยิ้มกว้างดวงตาเปล่งประกายตอบคำถามด้วยสีหน้าภูมิใจ“ก็ยังดีที่มีครึ่งนึง….เราเชื่อ!ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มเลย!”
เธอเริ่มเล่าถึงประสบการณ์ในวัยเด็กที่เกี่ยวพันกับ ‘สิ่งที่มองไม่เห็น’ ความสามารถพิเศษที่มาพร้อมกับเชื้อสายโบราณทางฝั่งแม่ที่มีเพียงแค่ลูกหลานผู้หญิงเท่านั้นที่จะได้รับไป
ความเข้มข้นของพลังที่แต่ละคนได้มาก็จะแตกต่างกันออกไปบางคนรู้สึกได้แค่จางๆ รู้แค่ว่ามี ‘สิ่งนั้น’ อยู่รอบกายแต่ไม่สามารถััหรือสื่อสารได้แต่อย่างจอมกับคุณยายของเธอสามารถรับรู้ถึงตัวตนและพูดคุยกับ ‘สิ่งนั้น’ ได้เหมือนคุยกับคนทั่วไป
“งั้นเราถามอะไรหน่อยสิ”เธอมองเข้ามาในดวงตาของซันเหมือน้าล้วงความลับบางอย่าง“มีคนในครอบครัวของเธอเสียชีวิตไปแล้วป่ะ”
ซันอึ้งกับคำถามนี้ของเพื่อนใหม่แต่ก็ยอมตอบโดยดี “ไม่มี”
“แล้วญาติพี่น้องล่ะ”
“ไม่มี”
“แล้วเพื่อนล่ะแบบเพื่อนสนิทไรงี้อ่ะ”
“ไม่มี!!!” เสียงของซันเข้มขึ้นจนคล้ายตวาดใส่จอม “เธอ้าจะพูดอะไรกันแน่ ทำไมต้องถามอะไรเยอะแยะ”
สีหน้าของจอมดูใเล็กน้อย “เราขอโทษนะ เราไม่ได้ตั้งใจทำให้เธอหงุดหงิด” เธอถอนหายใจหนึ่งเฮือกแล้วพูดต่อ “เมื่อวานที่เราเข้าไปทักเธอน่ะเราว่า….เราเห็นบางอย่างเกี่ยวกับ….สิ่งนั้น”
‘เราเห็นหมอกควันสีเทาลอยวนอยู่รอบตัวซันเราไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน..ส่วนใหญ่จะเจอเป็รูปร่างสุดท้ายก่อนตาย..แต่เราก็พอรู้ว่านั่นน่าจะเกี่ยวข้องกับิญญาเลยเข้าไปคุยด้วยเพราะอยากรู้ว่าสิ่งที่อยู่กับเธอมันคืออะไรกันแน่’
ซันดึงหนังยางมามัดปากถุงที่ถูกพับให้พองรอไว้แล้วโชคดีที่เขามีสกิลการมัดถุงแกงมาจากการที่ช่วยแม่ขายข้าวแกงตอนอยู่ต่างจังหวัดมาก่อนถุงน้ำปลาพริกถูกจับเหวี่ยงให้วนไปตามเส้นยางที่ยืดออกเพื่อการมัดที่แน่นขึ้น
‘วน..วน..อะไรจะมาวนอยู่ที่ตัวเราได้วะ’เขานึกถึงเื่ที่จอมบอกกับเขา ‘ผีเดียวที่รู้จักก็มีแต่ซิดนี่ย์แต่ซิดนี่ย์ก็ติดอยู่แต่ในห้องออกไปไหนไม่ได้นี่หว่า’
เด็กหนุ่มจมอยู่กับความคิดของตัวเองจนดูเหมือนสิ่งต่างๆรอบตัวเริ่มเลือนลางไปจากการรับรู้ของเขา ได้ยินเสียงแว่วๆว่าน้องไนซ์ถามเถ้าแก่ซื้อสายบัวมาทำอะไรแล้วเถ้าแก่ก็ตอบว่าจะทำแกงกะทิสายบัวใส่ปลาทูให้กินในวันพรุ่งนี้
เส้นสีขาวฟาดลงจากท้องฟ้าดัง ‘เปรี้ยง!!’ คนในร้านสะดุ้งสุดตัวเสียงนั้นเรียกสติของซันให้กลับมาอยู่กับเหตุการณ์ปัจจุบันในทันที
จากนั้นสิ่งที่เขาเห็นคือ….ผู้หญิงสวมเสื้อแขนยาวสีขาวกระโปรงดำยาวเท่าเข่ายืนตัวเปียกอยู่หน้าร้าน ผมของเธอชุ่มไปด้วยน้ำฝนผิวเธอขาวซีดราวกับแช่อยู่ในน้ำมาหลายวัน
เธอคนนั้นเดินเข้ามาในร้านอย่างเงียบเชียบจนแทบไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของเธอซันตะลึงกับสภาพของหญิงสาวที่เหมือนหลุดออกมาจากหนังสยองขวัญญี่ปุ่นไม่มีผิด
“พี่สินๆ” ซันเรียกพี่สินด้วยเสียงแ่เบา “เห็นมั้ยอ่ะพี่”
พี่สินพยักหน้าแต่ไม่พูดอะไรทำให้เขารู้ว่าคนอื่นในร้านก็มองเห็นผู้หญิงคนนี้เช่นกันอย่างน้อยก็โล่งใจว่าเป็คนไม่เหมือนตอนที่เขาได้คุยกับอากงครั้งนั้น
ในขณะที่ทุกคนในร้านมองไปที่หญิงคนนั้นเป็สายตาเดียวเถ้าแก่กับน้องไนซ์ก็เดินออกมาจากครัวด้านหลังซันเห็นคนทั้งสองหยุดก้าวขากะทันหันแล้วจ้องเขม็งไปยังผู้มาเยือน
สีหน้าท่าทางของเถ้าแก่ดูใกว่าทุกคนในร้านแม้แต่น้องไนซ์ก็ดูหน้าถอดสีไม่แพ้กัน
และแล้วก็เป็น้องไนซ์ที่ส่งเสียงออกมาว่า
“แม่!!!”