จูเหมาหุบยิ้มแทบทันที สายตาเสมือนจะฉีกอีกฝ่ายออกเป็ชิ้น ๆ สบถเล็ดลอดไรฟัน
“ปากดีนักนะ… เ้าคงลืมความเ็ปตอนที่ถูกข้าเฆี่ยนตีไปแล้วกระมัง งั้นวันนี้ข้าจะช่วยรื้อฟื้นความจำให้ก็แล้วกัน!” จบคำ แขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามพลันเบ่งพอง เหวี่ยงอาวุธเข้าใส่จำเลยเก่า
แรงเหวี่ยงมหาศาลทำให้ข้อต่อสองจุดคลายตัว แยกออกเป็กระบองสั้นสามท่อนเชื่อมกันด้วยโซ่ตรงกลาง และยืดยาวกลายเป็แส้กระบองเหล็กดุดัน
ยามปลายแส้ตรงเข้าฟาดหวดพื้นศิลาแตกย่อยยับ ควรต้องสร้างความเสียหายแก่อีกฝ่ายเหลือประมาณ แต่การโจมตีนั้นดันไร้ความหมาย เพราะจุดที่ก่อนหน้าเคยมีร่างของมู่ไป๋หลิงกลับว่างเปล่า
แม้พลาดไปในคราแรก แต่ทันทีที่เงาร่างสีดำวาบผ่านหางตา จูเหมาก็หมุนตัวตวัดแส้ไล่หวดต่ออย่างบ้าเื ทว่าผลลัพธ์ก็ยังออกมาเช่นเดิม ร่างเงานั้นได้เลือนหายไปอีกครา
‘หายไปไหนอีกแล้ว!?’ จูเหมาหันควับซ้ายขวา มองตามการเคลื่อนไหวของมู่ไป๋หลิงแทบไม่ทัน
การต่อสู้ระหว่างพื้นที่คับแคบของทางเดิน ก้าวย่างจิ่วมิ่ง(ย่างก้าวเก้าชีวิต) ของนางกลับยิ่งปั่นป่วน ร่างเพรียวบางพุ่งตัวสลับตำแหน่งระหว่างผนังสองฝั่ง ไม่ก็ย่ำพื้น หรือะโไต่เพดาน วกวนหาตัวจับยาก
ท่าร่างอันรวดเร็วเกินทันตาเห็น ทิ้งไว้เพียงภาพเงาร่องรอยการเคลื่อนไหว ล่อลวงให้แส้เหล็กของจูเหมาตามสะบัดไล่กวดอย่างไม่ย่นย่อ กระนั้น ต่อให้หวดอีกกี่ครั้งก็ยังพลาดเป้า ไม่อาจแตะต้องร่างที่ะโข้ามไปข้ามมาได้สำเร็จสักหน
“น่ารำคาญซะจริง!” จูเหมาผูกคิ้ว พาลลงแรงแส้หนัก ครูดลากจนเกิดรอยเฆี่ยนลึกไปทั่ว
ภายใต้แสงจันทร์ซีดเย็น ร่างจริงของมู่ไป๋หลิงเคลื่อนกายเงียบเชียบ พุ่งมาจากเงาด้านหลัง ในทิศทางตรงข้ามกับภาพตกค้างที่อีกฝ่ายยังติดพันอยู่ และจังหวะนั้นเอง กระบี่นพเคราะห์ก็ถูกชักออกจากฝัก แสงเงินเย็นวาบสะท้อนริบหรี่ บนกระบี่ประดับอัญมณีสีขาว ร้อยเรียงงดงามดุจเก้าดวงดาราประดับบนผืนฟ้า
ใบกระบี่เฉียบคมจู่โจมฉับไว อีกทั้งปราณกระบี่ยามวาดผ่านมวลอากาศ ยังทอแสงละอองดาวงดงามท่ามกลางราตรีกาล
หัวหน้าผู้คุมรับรู้ถึงการจู่โจม กระตุกหุบกระบองเหล็กย้อนคืน พลางกวาดเท้าหมุนตัว หวดกระบองเหล็กที่ประกอบรวมเป็ท่อนเดียวในมือ ปะทะกับคมกระบี่ที่แล่นเข้าหา
“ดูเหมือนเ้าจะไม่ใช่ทาสที่น่าเวทนา รังแกได้ง่ายเช่นวันวานอีกแล้ว” จูเหมากัดฟัน หงุดหงิดอยากระบายโทสะใส่นาง แต่ทำไม่ได้เสียที “แต่เ้าก็คงรู้ดีว่าทาสที่ไม่เชื่อฟัง จะพบจุดจบเช่นไร!”
แขนกำยำเหวี่ยงทุบฟาดต่ออย่างป่าเถื่อน โดยที่มู่ไป๋หลิงก็วาดกระบี่นพเคราะห์ขึ้นอย่างสงบนิ่ง สามารถใช้เพลงกระบี่ที่ยืดหยุ่นทัดทานและปัดป้องออกได้
ต้านรับขับสู้สักพัก รอยยิ้มย่ามใจผุดขึ้นบนใบหน้าของศัตรู ก่อนมันจะรั้งกระบองคืน ตามด้วยกระทุ้งพรวดเข้าใส่เต็มแรง แม้จูเหมาวรยุทธ์ตื้นเขิน แต่พื้นฐานกำลังไม่น้อย หากมิได้ถือกระบี่ค้ำรับไว้และโดนฟาดเข้าตรง ๆ ก็คงาเ็หนักหน่วง
แต่ที่น่ากังวลไม่ใช่ความรุนแรงนั่น ซึ่งก็เป็ไปดังคาด ท้ายกระบองดีดตัวยืดยาวจากแรงกระทุ้ง เปลี่ยนเป็แส้ในการควบคุมของจูเหมาอีกครั้ง ปลายแส้ตวัดฉับ เลี้ยววกเข้าใส่ หมายเล่นงานนางทีเผลอ
มู่ไป๋หลิงหมุนกายออกห่างสามตลบ พ้นแส้ที่หวดตั้งฉากลงครั้งที่หนึ่ง
จากนั้น ทะยานร่างลอยขนานกับพื้นดิน หงายกายข้ามผ่านรัศมีแส้แนวขวาง ที่หวดตามมาประดุจเงาตามตัวในครั้งที่สอง ท่วงท่าโอนอ่อนพริ้วไหว ไม่ต่างจากยามวิฬาร์ะโข้ามเส้นเชือกกีดขวาง
ต่อด้วยใช้แรงส่งนั้นเข้าประชิดตัวศัตรู ระยะห่างที่เคยมีถูกรวบรัดในชั่วอึดใจ ประหนึ่งตัดผ่านความว่างเปล่า
“เป็ไป…”
จูเหมาอ้ำอึ้ง ไม่เชื่อสายตา เมื่อครู่นี่มัน… เหตุใดทาสสตรีอ่อนแอคนนึง จึงเชี่ยวชาญทักษะก้าวย่างอันไร้ระยะ ซึ่งเป็วิชาระดับสูงของสายเคลื่อนย้ายได้กัน!?
กระบี่นพเคราะห์วาดฟันเข้าข้างลำตัว จบการต่อสู้ในกระบวนเดียว
“ไม่…ได้” เสียงแหบพร่าหยุดลง กระบองเหล็กตกกระทบพื้น พร้อมกับร่างที่ร่วงวูบ
หลังแก้แค้นแทนเ้าของร่างเดิมสำเร็จ มู่ไป๋หลิงก็เก็บกระบี่กลับเข้าฝัก ดึงผ้าคลุมห่มกายปิดซ่อนอาวุธไว้ดังเดิม
ั์ตาเรียบนิ่งเหลือบมองร่างที่นอนฟุบชั่วครู่ เหตุการณ์วันนี้ทำให้หวนนึกถึงตอนที่ลงมือสังหารเป็ครั้งแรก
นับแต่ทะลุมิติเข้ามาในตำนานปกรณ์กระบี่ เผชิญเื่ยุ่งยากมากมาย พยายามทำใจให้ด้านชา แต่ลึก ๆ ก็ยังหวาดหวั่น
เมื่อยุทธภพกลายเป็ความจริงที่ต้องเผชิญหน้า เดิมพันด้วยชีวิตและเืเนื้อจริง ๆ เช่นนี้ มันกลับมิได้น่าอภิรมย์ดังที่คิด... ช่างแตกต่างจากการรับรู้ผ่านตัวอักษรบนหน้ากระดาษเพื่อความบันเทิงใจโดยสิ้นเชิง
มู่ไป๋หลิงยังเคยสงสัยว่า คนเราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อใครสักคนได้มากเพียงใดกัน?
เวลากว่าแปดปี ก็เริ่มลืมเลือนตัวตนมู่ไป๋หลิงคนก่อนหน้าที่มาจากอนาคตไปเกือบหมดสิ้น
ทุกวันฝึกฝนวรยุทธ์ ก่อตั้งตำหนักสดับสหัสสาสน์ ทั้งหมดล้วนทำเพื่อเขา…
หลังจากศัตรูถูกจัดการ เ้าหลงก็ะโตามลงมายังพื้น แลเห็นสีหน้าสหายตกในภวังค์ จึงเอ่ยเรียก
‘อาจิ่ว?’
นางส่ายหน้า “ไม่มีอะไร ไปกันเถอะ”
ครั้นมู่ไป๋หลิงจะก้าวเดินต่อ เ้าหลงกลับหยุดชะงักกะทันหัน มันพองกายขนตั้งชัน เสียงขู่ต่ำแ่ลอดออกจากลำคอ ท่าทีเฉกเช่นยามหวาดกลัวอันตรายจากสัตว์ใหญ่
เสียงโซ่ตรวนเสียดสีกับกรงเหล็กดังแสบแก้วหู ก้องสะท้อนในความมืดอับชื้น
ฉากสัประยุทธ์ระหว่างนางกับหัวหน้าผู้คุม ทีแรกคาดว่ามิมีผู้ใดพบเห็น ที่แท้อยู่ในการรับรู้ของบุคคลหนึ่งั้แ่ต้นจนจบ
ทั้งสองมิได้คาดหมายเลยว่า ริมทางเดินซึ่งลึกเข้าสู่ใจกลางหมู่ตึก จะซ่อนคุกปริศนาสำหรับขังคนผู้หนึ่งอย่างโดดเดี่ยวไว้อยู่ด้วย
ใต้เงาที่สาดทับเข้าไปด้านในกรงขัง เห็นลาง ๆ ว่าเป็บุรุษร่างใหญ่โตบึกบึน ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนแ่าหลายเส้นยิ่งกว่าผู้ใด จึงไม่แปลกที่ทุกการเคลื่อนไหวของเขา จะก่อเกิดเสียงเหล็กกระทบเนือง ๆ
นอกจากสถานที่คุมขัง วาจาที่เอ่ยยังบ่งบอกว่าตัวตนคงมิใช่ธรรมดา
“ผสานวิถีเคลื่อนไหวฉับไวจากวิชากายาจำแลงลักษณ์ ประยุกต์เข้ากับเพลงกระบี่สยบปฏิปักษ์ที่ดัดแปลงมา โดยยังคงความเฉียบขาดของต้นฉบับในกระบวนท่า หลอมรวมเป็เพลงกระบี่สายใหม่ ที่รวบคุณสมบัติทั้งสองเข้าไว้ด้วยกัน” บุรุษในความมืดลูบเคราช้า ๆ “น่าสนใจ…”
เขากล่าวมิผิด ตลอดเวลาที่ผ่านมา มู่ไป๋หลิงกวัดแกว่งกระบี่ฝึกวิชาด้วยตนเอง ล้วนครูพักลักจำจากเพลงกระบี่สยบปฏิปักษ์ของเทพกระบี่ ที่จดจำและระลึกได้ผ่านทางนิมิต เหตุที่ท่าร่างไม่สมบูรณ์เนื่องด้วยอาศัยเพียงการสังเกตเท่านั้น ไม่ได้รับการถ่ายทอดมาโดยตรง
วรยุทธ์ของเทพกระบี่ ขึ้นชื่อเื่ความแข็งแกร่งในความสง่า สมบูรณ์แบบไร้ช่องโหว่ มิใช่สิ่งที่ลอกเลียนแบบได้ง่าย ดังนั้น เพื่อให้ใช้งานได้คล่องแคล่ว จึงจำต้องปรับเปลี่ยนเพลงกระบี่บางส่วน ให้เหมาะสมกับความถนัดของตนเอง
แต่ไฉนล่วงรู้ถึงขั้นว่าเพลงกระบี่ของนาง ต่อยอดมาจากเพลงกระบี่สยบปฏิปักษ์ได้กัน?
“นังหนู บอกข้ามา เพลงกระบี่ที่เ้าคิดค้นขึ้นมีนามว่าอันใด?”
นางหรี่ตา ไม่คิดเอ่ยตอบโดยง่าย
ก่อนอื่นต้องยืนยันว่าคนตรงหน้าเป็มิตรหรือศัตรูกันแน่…
อย่างน้อยที่สุด เขาสามารถมองทะลุเพลงกระบี่ของนางได้ในปราดเดียว และเข้าใจแก่นแท้วิชากายาจำแลงลักษณ์ ย่อมต้องรู้จักเทพกระบี่หลี่เจี้ยนชิง และมีส่วนพัวพันกับสำนักฝึกสัตว์ปีศาจอย่างแน่นอน
มู่ไป๋หลิงสาวเท้าเข้าประชิดกรงเหล็ก พบว่าเบื้องหน้า คือชายผู้มีดวงตาดำขลับดุจบ่อน้ำลึกไร้ก้น หนวดเคราและผมเผ้ามีสีขาวปนอยู่ประปราย บ่งบอกว่าเข้าสู่วัยชราแล้ว แต่ด้วยไอลมปราณสีดำเจือประกายทองสายหนึ่ง ที่แผ่ปกคลุมรอบกาย อายุอาจร่วงโรยไปตามกาลเวลา แต่ความน่าเกรงขามมิได้ลดทอนลงแม้แต่น้อย
“ท่านนี่เอง… ตาเฒ่าพยัคฆ์ฟ้าทมิฬ”