เกิดใหม่กับระบบ คนขับราคะ

    ตอนที่ 30

    หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ผมก็กลับมาที่ห้องพัก 


    ใบหน้าแต้มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขกับความคิดตัวเอง ขณะกำลังหยิบสายไฟ ตอนนั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นกล่องเล็ก ๆ ที่มะขิงแอบพับเก็บไว้ มันเป็นกล่องอุปกรณ์ช่วยตัวเอง บนกล่องมีรูปดิลโด้และรูปไข่สั่น


    ผมรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย มะขิงดูเป็นคนเงียบ ๆ เรียบร้อย ตรงข้ามกับนิสัยห้าว ๆ ของพี่สาวของเธออย่างสิ้นเชิง ทำให้ผมคิดว่าเธอจะไม่ต้องการสิ่งของพวกนี้ บางครั้งผมก็อดคิดไม่ได้ว่าบางที เธออาจชอบอะไรแบบนี้ และคงมีอะไรมากกว่าที่เห็นภายนอก ทว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรกับวัยรุ่นคนหนึ่ง


    “เอาไงดีวะวันนี้ อยากลองใช้สกิลหัวใจสิงห์ที่เพิ่งได้มาแล้วสิ แต่จะลองกับใครก่อนดีล่ะ คุณเอมก็น่าลอง...เหมือนว่าเธอจะอ่อยเราอยู่นะบางที หรืออาจจะคิดไปเอง แต่ส่วนมะขิงก็น่า…รักดี” ผมนอนพึมพำอยู่บนเตียง 


    มองนาฬิกา ตอนนี้เวลาห้าโมงเย็น การนั่งๆนอนๆอยู่แบบนี้มันช่างน่าเบื่อ ถ้าหากว่าไม่ได้ทำอะไร ทำได้เพียงรอเวลาให้ผ่านไป


    ...


    เวลาผ่านไปจนล่วงเลยมาถึง สามทุ่มกว่า 


    หลังจากที่ผมทานข้าวเสร็จตั้งแต่ราวสองทุ่ม ตอนนี้ก็คิดว่าคงได้เวลาออกไปเดินตรวจรอบ ๆ บ้านตามที่พี่คมศักดิ์สั่งไว้แต่แรก อากาศยามค่ำค่อนข้างเงียบสงัด เพราะฝนได้หยุดตกไปตั้งแต่หัวค่ำ 


    เหลือเพียงเสียงแมลงกลางคืนดังเป็นระยะ ความมืดรอบบ้านถูกไล่ไปด้วยแสงไฟสลัวจากเสาไฟที่ตั้งเว้นระยะกันอยู่พอประมาณ


    ผมก้าวเดินช้า ๆ ชำเลืองมองไปรอบ ๆ พยายามสังเกตว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ ทุกซอกมุม ทุกเงาไม้ ล้วนถูกสายตาผมจับจ้องเอาไว้


    ขณะที่เดินผมก็ฮัมเพลงไปเรื่อย ๆ สายตาผมก็สะดุดเข้ากับแสงสลัว ๆ ที่ลอดออกมาจากม่านทึบ ๆ ของห้องหนึ่ง มันคือห้องออกกำลังกาย ที่พี่คมศักดิ์เคยพูดถึง แต่ผมเองไม่เคยก้าวเข้าไป


    “คุณเอมหรือเปล่า” ผมพึมพำในใจ ก้าวเท้าเข้าไปใกล้เงียบ ๆ ก่อนจะชะโงกหน้ามองผ่านกระจกบานใหญ่ และผ่านช่องว่างระหว่างม่าน ที่เล็กมากๆ

    ทว่าผมก็เห็นคุณเอมกำลังเล่นโยคะตามคลิปวิดีโออยู่ในห้อง เธอสวมชุดออกกำลังกายคล้ายกับตอนที่ไปฟิตเนส เพียงแต่สีแตกต่างกันไปเล็กน้อย เห็นแบบนั้นผมก็ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ถอยหลังออกมาอย่างช้า ๆ เพื่อไม่ให้เธอเห็น


    “คุณเอมนี่เอง” ผมพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะหันหลังแล้วเดินต่อไป 


    เมื่อเดินไปได้สักระยะ ผมก็สังเกตเห็นแสงไฟลอดออกมาจากหน้าต่างชั้นสอง ตรงมุมนั้นน่าจะเป็นห้องของมะขิง ขณะที่ผมเงยหน้ามอง ก็เห็นเธอเดินไปเดินมาอยู่ในห้อง ศีรษะสวมเฮดโฟนครอบไว้ ดูเหมือนจะกำลังทำอะไรเพลิน ๆ อยู่


    ผมยืนมองอยู่สักพัก ก็ถึงบางอ้อว่าเธอไม่ได้แค่เดินไปมาเฉย ๆ แต่กำลังเต้นอยู่ต่างหาก ถึงจะมองจากตรงนี้ไม่ชัดนักว่าเป็นท่าแบบไหน แต่ก็พอเห็นได้ว่าเธอมีความสามารถด้านนี้พอสมควร


    จนในที่สุดผมก็เดินตรวจความเรียบร้อยรอบบ้านจนเสร็จ สิ่งที่เหลือตอนนี้ก็มีเพียงการอาบน้ำและนอนพักผ่อนเท่านั้น ทว่าห้องน้ำของพี่คมศักดิ์ดันฝักบัวเกิดชำรุดแล้วยังไม่ได้ซ่อม โชคดีที่พี่คมศักดิ์ได้บอกไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ว่าให้ไปอาบน้ำที่ห้องน้ำเล็กติดกับครัว ข้างในมีถังน้ำใบใหญ่เปิดน้ำค้างไว้ตลอด


    ดังนั้นผมจึงต้องไปอาบน้ำที่ห้องครัว ห้องพักของผมอยู่ติดโรงจอดรถ มีประตูเชื่อมกับครัวอยู่แล้ว ผมเปิดประตูเข้าไปเงียบ ๆ แสงไฟอ่อน ๆ จากหลอดเล็กส่องสว่างพอให้มองเห็นทาง 


    ผมเดินผ่านห้องครัวไป โต๊ะกินข้าวอยู่ขวามือ จนเดินมาถึงสุดทาง มีห้องน้ำ ที่ซ่อนอยู่ใต้บันได ข้างบนคงเป็นห้องของมะขิง เพราะผมยังจำตำแหน่งได้ดี


    ผมรีบผลักประตูห้องน้ำเข้าไป ปิดอย่างเบาที่สุด รีบถอดเสื้อผ้าแล้วตักน้ำจากถังใส่ขันราดลงบนตัวทันที ความเย็นซ่านไปทั่วร่าง ผมเร่งมือ เพราะกลัวว่าจะมีใครเดินผ่านมาเห็นเข้า


    หลังจากที่ผมอาบน้ำเสร็จ ร่างกายสดชื่นขึ้นมาก ท่อนล่างพันผ้าขนหนูสีขาวแน่นหนา มืออีกข้างถือผ้าผืนเล็ก ขยี้ศีรษะไปพลางเพื่อให้ผมแห้ง ขณะกำลังจะเดินกลับไปยังห้องพัก 


    ทว่าสายตาก็สะดุดเข้ากับบางสิ่ง ประตูอีกบานที่อยู่อีกฟากของห้องครัวเปิดแง้มไว้เล็กน้อย ปิดไม่สนิท ผมมองมันแล้วนึกขึ้นมาได้ทันที ประตูนี้เชื่อมไปยังโต๊ะนั่งเล่นข้างบ้าน แต่ถ้าเลี้ยวซ้ายก็จะไปห้องออกกำลังกายได้ด้วย


    “คุณเอมลืมปิดหรือเปล่านะ...หรือว่าเธอยังอยู่ในห้องออกกำลังกาย” ผมพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะตัดสินใจเดินไปดูให้แน่ใจ


    ผมก้าวผ่านห้องกินข้าวอันเงียบสงัด ลอดผ่านห้องนั่งเล่นที่มีเพียงเงาโคมไฟระย้าสวยงามแขวนอยู่เหนือศีรษะ แต่ไฟถูกปิดหมดแล้ว บรรยากาศรอบตัวเงียบจนได้ยินเสียงฝีเท้าของตัวเองชัด


    จนในที่สุดก็มาถึงประตูบานนั้น... ผมค่อย ๆ เอื้อมมือออกไปเพื่อจะปิดมันให้เรียบร้อย


    ทว่าในจังหวะนั้นเอง... เสียง “อู้อี้” คล้ายเสียงคนหอบเหนื่อยหรือครางเบา ๆ ก็ลอดออกมาจากช่องประตู ปะปนมากับเสียงเพลงออกกำลังกายที่ดังเบา ๆ จากทีวีข้างใน


    ผมชะงักทันที มือที่กำลังจะปิดประตูแข็งค้างอยู่กลางอากาศ ความสงสัยแล่นขึ้นมาในหัว นั่นเป็นเสียงจากการออกกำลังกายหรือว่า...


    ใจผมเต้นแรงขึ้นมาอย่างประหลาด เสียง “อู้อี้...” นั้นชัดเจนกว่าเดิมเมื่อผมตั้งใจฟังมัน มันไม่ได้ดังเหมือนเสียงออกแรงยกเวทหรือเสียงหายใจตอนเล่นโยคะ แต่กลับแผ่วสั่น...ผิดแปลกไป


    ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝื่อน ลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าจะเอายังไงดี ทว่า ความอยากรู้กดทับความลังเลจนผมค่อย ๆ โน้มตัวเข้าไปใกล้ประตูบานนั้น

    เสียงเพลงจากทีวีข้างในยังดังคลออยู่ แต่หากเงี่ยหูฟังดี ๆ จะได้ยินเสียงครางที่หลุดออกมาเป็นระยะ มันไม่ใช่เสียงของการออกกำลังกายอย่างที่ผมคิดไว้แน่ ๆ


    ขณะนั้นเอง...ผ้าขนหนูที่พันท่อนล่างไว้ก็เริ่มตึงแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับจะปริแตกออกมาได้ทุกเมื่อ ความร้อนรุ่มแล่นพล่านไปทั่วร่าง ความกระหายและความต้องการเริ่มปะทุขึ้น เพียงแค่เสียงแผ่วครางของคุณเอม...ก็เพียงพอจะทำให้สติผมสั่นไหวแทบควบคุมไม่อยู่


    ผมหายใจแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ใจเต้นระรัวเหมือนจะทะลุออกมาจากอก ความคิดฟุ้งซ่านตีวนอยู่ในหัว หากสิ่งที่ผมกำลังจินตนาการอยู่นี้ เป็นเรื่องจริง...มันจะเร้าร้อนสักแค่ไหน


    เสียงครางแผ่วเบานั้นเหมือนกำลังเรียกหาผมโดยตรง จู่ ๆ ก็เหมือนหูฝาด...หรือไม่ก็กำลังคิดไปเอง แต่เสียงที่ลอดออกมาแผ่วพร่า กลับทำให้ผมชะงักตาค้างแทบถลน


    “คุณวายุ...คุณวายุคะ...อ๊ะ!!!”


    เสียงนั้นแหบพร่า...อบอวลไปด้วยความกระหืดกระหายที่ไม่อาจปิดบัง


    “ระบบ ใช้สกิลหัวใจสิงห์ ฉันไม่ไหวแล้ว” 


    [รับทราบ สกิลหัวใจสิงห์ ทำงาน]


    [เวลาในการใช้งาน 30 นาที]


    [คำอธิบาย: หากคุณใช้ คุณจะมีความกล้าเผชิญหน้ากับสิ่งที่คุณกลัว หรือเพิ่มความมั่นใจ ไม่หวั่นไหวกับสิ่งที่อยากจะเผชิญ]


    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่กับระบบ คนขับราคะ ที่คุณอ่าน