หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ผมก็กลับมาที่ห้องพัก
ใบหน้าแต้มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขกับความคิดตัวเอง ขณะกำลังหยิบสายไฟ ตอนนั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นกล่องเล็ก ๆ ที่มะขิงแอบพับเก็บไว้ มันเป็นกล่องอุปกรณ์ช่วยตัวเอง บนกล่องมีรูปดิลโด้และรูปไข่สั่น
ผมรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย มะขิงดูเป็นคนเงียบ ๆ เรียบร้อย ตรงข้ามกับนิสัยห้าว ๆ ของพี่สาวของเธออย่างสิ้นเชิง ทำให้ผมคิดว่าเธอจะไม่ต้องการสิ่งของพวกนี้ บางครั้งผมก็อดคิดไม่ได้ว่าบางที เธออาจชอบอะไรแบบนี้ และคงมีอะไรมากกว่าที่เห็นภายนอก ทว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรกับวัยรุ่นคนหนึ่ง
“เอาไงดีวะวันนี้ อยากลองใช้สกิลหัวใจสิงห์ที่เพิ่งได้มาแล้วสิ แต่จะลองกับใครก่อนดีล่ะ คุณเอมก็น่าลอง...เหมือนว่าเธอจะอ่อยเราอยู่นะบางที หรืออาจจะคิดไปเอง แต่ส่วนมะขิงก็น่า…รักดี” ผมนอนพึมพำอยู่บนเตียง
มองนาฬิกา ตอนนี้เวลาห้าโมงเย็น การนั่งๆนอนๆอยู่แบบนี้มันช่างน่าเบื่อ ถ้าหากว่าไม่ได้ทำอะไร ทำได้เพียงรอเวลาให้ผ่านไป
...
เวลาผ่านไปจนล่วงเลยมาถึง สามทุ่มกว่า
หลังจากที่ผมทานข้าวเสร็จตั้งแต่ราวสองทุ่ม ตอนนี้ก็คิดว่าคงได้เวลาออกไปเดินตรวจรอบ ๆ บ้านตามที่พี่คมศักดิ์สั่งไว้แต่แรก อากาศยามค่ำค่อนข้างเงียบสงัด เพราะฝนได้หยุดตกไปตั้งแต่หัวค่ำ
เหลือเพียงเสียงแมลงกลางคืนดังเป็นระยะ ความมืดรอบบ้านถูกไล่ไปด้วยแสงไฟสลัวจากเสาไฟที่ตั้งเว้นระยะกันอยู่พอประมาณ
ผมก้าวเดินช้า ๆ ชำเลืองมองไปรอบ ๆ พยายามสังเกตว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ ทุกซอกมุม ทุกเงาไม้ ล้วนถูกสายตาผมจับจ้องเอาไว้
ขณะที่เดินผมก็ฮัมเพลงไปเรื่อย ๆ สายตาผมก็สะดุดเข้ากับแสงสลัว ๆ ที่ลอดออกมาจากม่านทึบ ๆ ของห้องหนึ่ง มันคือห้องออกกำลังกาย ที่พี่คมศักดิ์เคยพูดถึง แต่ผมเองไม่เคยก้าวเข้าไป
“คุณเอมหรือเปล่า” ผมพึมพำในใจ ก้าวเท้าเข้าไปใกล้เงียบ ๆ ก่อนจะชะโงกหน้ามองผ่านกระจกบานใหญ่ และผ่านช่องว่างระหว่างม่าน ที่เล็กมากๆ
ทว่าผมก็เห็นคุณเอมกำลังเล่นโยคะตามคลิปวิดีโออยู่ในห้อง เธอสวมชุดออกกำลังกายคล้ายกับตอนที่ไปฟิตเนส เพียงแต่สีแตกต่างกันไปเล็กน้อย เห็นแบบนั้นผมก็ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ถอยหลังออกมาอย่างช้า ๆ เพื่อไม่ให้เธอเห็น
“คุณเอมนี่เอง” ผมพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะหันหลังแล้วเดินต่อไป
เมื่อเดินไปได้สักระยะ ผมก็สังเกตเห็นแสงไฟลอดออกมาจากหน้าต่างชั้นสอง ตรงมุมนั้นน่าจะเป็นห้องของมะขิง ขณะที่ผมเงยหน้ามอง ก็เห็นเธอเดินไปเดินมาอยู่ในห้อง ศีรษะสวมเฮดโฟนครอบไว้ ดูเหมือนจะกำลังทำอะไรเพลิน ๆ อยู่
ผมยืนมองอยู่สักพัก ก็ถึงบางอ้อว่าเธอไม่ได้แค่เดินไปมาเฉย ๆ แต่กำลังเต้นอยู่ต่างหาก ถึงจะมองจากตรงนี้ไม่ชัดนักว่าเป็นท่าแบบไหน แต่ก็พอเห็นได้ว่าเธอมีความสามารถด้านนี้พอสมควร
จนในที่สุดผมก็เดินตรวจความเรียบร้อยรอบบ้านจนเสร็จ สิ่งที่เหลือตอนนี้ก็มีเพียงการอาบน้ำและนอนพักผ่อนเท่านั้น ทว่าห้องน้ำของพี่คมศักดิ์ดันฝักบัวเกิดชำรุดแล้วยังไม่ได้ซ่อม โชคดีที่พี่คมศักดิ์ได้บอกไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ว่าให้ไปอาบน้ำที่ห้องน้ำเล็กติดกับครัว ข้างในมีถังน้ำใบใหญ่เปิดน้ำค้างไว้ตลอด
ดังนั้นผมจึงต้องไปอาบน้ำที่ห้องครัว ห้องพักของผมอยู่ติดโรงจอดรถ มีประตูเชื่อมกับครัวอยู่แล้ว ผมเปิดประตูเข้าไปเงียบ ๆ แสงไฟอ่อน ๆ จากหลอดเล็กส่องสว่างพอให้มองเห็นทาง
ผมเดินผ่านห้องครัวไป โต๊ะกินข้าวอยู่ขวามือ จนเดินมาถึงสุดทาง มีห้องน้ำ ที่ซ่อนอยู่ใต้บันได ข้างบนคงเป็นห้องของมะขิง เพราะผมยังจำตำแหน่งได้ดี
ผมรีบผลักประตูห้องน้ำเข้าไป ปิดอย่างเบาที่สุด รีบถอดเสื้อผ้าแล้วตักน้ำจากถังใส่ขันราดลงบนตัวทันที ความเย็นซ่านไปทั่วร่าง ผมเร่งมือ เพราะกลัวว่าจะมีใครเดินผ่านมาเห็นเข้า
หลังจากที่ผมอาบน้ำเสร็จ ร่างกายสดชื่นขึ้นมาก ท่อนล่างพันผ้าขนหนูสีขาวแน่นหนา มืออีกข้างถือผ้าผืนเล็ก ขยี้ศีรษะไปพลางเพื่อให้ผมแห้ง ขณะกำลังจะเดินกลับไปยังห้องพัก
ทว่าสายตาก็สะดุดเข้ากับบางสิ่ง ประตูอีกบานที่อยู่อีกฟากของห้องครัวเปิดแง้มไว้เล็กน้อย ปิดไม่สนิท ผมมองมันแล้วนึกขึ้นมาได้ทันที ประตูนี้เชื่อมไปยังโต๊ะนั่งเล่นข้างบ้าน แต่ถ้าเลี้ยวซ้ายก็จะไปห้องออกกำลังกายได้ด้วย
“คุณเอมลืมปิดหรือเปล่านะ...หรือว่าเธอยังอยู่ในห้องออกกำลังกาย” ผมพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะตัดสินใจเดินไปดูให้แน่ใจ
ผมก้าวผ่านห้องกินข้าวอันเงียบสงัด ลอดผ่านห้องนั่งเล่นที่มีเพียงเงาโคมไฟระย้าสวยงามแขวนอยู่เหนือศีรษะ แต่ไฟถูกปิดหมดแล้ว บรรยากาศรอบตัวเงียบจนได้ยินเสียงฝีเท้าของตัวเองชัด
จนในที่สุดก็มาถึงประตูบานนั้น... ผมค่อย ๆ เอื้อมมือออกไปเพื่อจะปิดมันให้เรียบร้อย
ทว่าในจังหวะนั้นเอง... เสียง “อู้อี้” คล้ายเสียงคนหอบเหนื่อยหรือครางเบา ๆ ก็ลอดออกมาจากช่องประตู ปะปนมากับเสียงเพลงออกกำลังกายที่ดังเบา ๆ จากทีวีข้างใน
ผมชะงักทันที มือที่กำลังจะปิดประตูแข็งค้างอยู่กลางอากาศ ความสงสัยแล่นขึ้นมาในหัว นั่นเป็นเสียงจากการออกกำลังกายหรือว่า...
ใจผมเต้นแรงขึ้นมาอย่างประหลาด เสียง “อู้อี้...” นั้นชัดเจนกว่าเดิมเมื่อผมตั้งใจฟังมัน มันไม่ได้ดังเหมือนเสียงออกแรงยกเวทหรือเสียงหายใจตอนเล่นโยคะ แต่กลับแผ่วสั่น...ผิดแปลกไป
ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝื่อน ลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าจะเอายังไงดี ทว่า ความอยากรู้กดทับความลังเลจนผมค่อย ๆ โน้มตัวเข้าไปใกล้ประตูบานนั้น
เสียงเพลงจากทีวีข้างในยังดังคลออยู่ แต่หากเงี่ยหูฟังดี ๆ จะได้ยินเสียงครางที่หลุดออกมาเป็นระยะ มันไม่ใช่เสียงของการออกกำลังกายอย่างที่ผมคิดไว้แน่ ๆ
ขณะนั้นเอง...ผ้าขนหนูที่พันท่อนล่างไว้ก็เริ่มตึงแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับจะปริแตกออกมาได้ทุกเมื่อ ความร้อนรุ่มแล่นพล่านไปทั่วร่าง ความกระหายและความต้องการเริ่มปะทุขึ้น เพียงแค่เสียงแผ่วครางของคุณเอม...ก็เพียงพอจะทำให้สติผมสั่นไหวแทบควบคุมไม่อยู่
ผมหายใจแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ใจเต้นระรัวเหมือนจะทะลุออกมาจากอก ความคิดฟุ้งซ่านตีวนอยู่ในหัว หากสิ่งที่ผมกำลังจินตนาการอยู่นี้ เป็นเรื่องจริง...มันจะเร้าร้อนสักแค่ไหน
เสียงครางแผ่วเบานั้นเหมือนกำลังเรียกหาผมโดยตรง จู่ ๆ ก็เหมือนหูฝาด...หรือไม่ก็กำลังคิดไปเอง แต่เสียงที่ลอดออกมาแผ่วพร่า กลับทำให้ผมชะงักตาค้างแทบถลน
“คุณวายุ...คุณวายุคะ...อ๊ะ!!!”
เสียงนั้นแหบพร่า...อบอวลไปด้วยความกระหืดกระหายที่ไม่อาจปิดบัง
“ระบบ ใช้สกิลหัวใจสิงห์ ฉันไม่ไหวแล้ว”
[รับทราบ สกิลหัวใจสิงห์ ทำงาน]
[เวลาในการใช้งาน 30 นาที]
[คำอธิบาย: หากคุณใช้ คุณจะมีความกล้าเผชิญหน้ากับสิ่งที่คุณกลัว หรือเพิ่มความมั่นใจ ไม่หวั่นไหวกับสิ่งที่อยากจะเผชิญ]