บทที่ 25 ชอบมือของข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ
“ไม่มีข่าวเ้าค่ะ”
แม่นมหวังหลุบตาลงต่ำ
นางเคยคิดว่าการทำลายโฉมหน้าของลูกอนุคนหนึ่ง เป็เื่ง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
จึงได้มอบหมายงานนี้ให้กับหลานชายของตัวเอง
ใครจะรู้ว่าพอไปแล้วจะหายเงียบเข้ากลีบเมฆ
ขอบตาของแม่นมหวังเริ่มชื้นแฉะ “ซื่อจื่อเฟย คนที่เราส่งไป เกรงว่าจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็โจรูเา และถูกฆ่าตายไปแล้วเ้าค่ะ”
“นังแพศยาจี้หานลั่ว ข้าจะไม่ยอมให้มันอยู่อย่างเป็สุขแน่”
เซิ่งหน่วนเหยาอาละวาดขว้างแจกันแตกไปอีกใบ “แม่นมหวัง ข้าไม่สนว่าเ้าจะใช้วิธีไหน ต้องทำลายมันให้ได้”
นางไม่ยอมให้ข้างกายเซี่ยงเฉิงหลีมีผู้หญิงอื่น ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่ได้ทั้งนั้น
แววตาขุ่นมัวของแม่นมหวังฉายประกายอำมหิต “บ่าวรอประโยคนี้ของซื่อจื่อเฟยอยู่พอดีเ้าค่ะ”
นางจะต้องล้างแค้นให้หลานชายของนางให้จงได้
...
ณ ที่ว่าการอำเภอเมิ่งจิ่น
ท่านหมอค่อย ๆ แกะผ้าพันแผลที่ขาของ จี้หานซวนออกอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความใ “คุณหนูเก้า าแหลังจากเย็บแล้ว สมานตัวได้เร็วกว่าปกติจริง ๆ ด้วยขอรับ”
“ท่านหมอเมิ่ง พี่รองของข้าจะฟื้นเมื่อไหร่เ้าคะ?” ดวงตาของจี้หานลั่วบวมช้ำจากการร้องไห้ นางคาดไม่ถึงว่าพี่ชายที่เป็บัณฑิตสำอางของนาง จะติดตามเซี่ยงเฉิงหลีไปปราบโจรด้วย
สองวัน กวาดล้างห้าค่ายโจร
พอกลับมาถึงเขาก็ล้มฟุบหมดสติไปทันที เืที่แผลยังซึมออกมาไม่หยุด ทำเอานางใจนทำอะไรไม่ถูก
จี้หานซวนหลับไปหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่น
“คุณหนูเก้าอย่าได้กังวล พี่รองของท่านเพียงแค่เหนื่อยล้าเกินไป ร่างกายปรับตัวไม่ทันเท่านั้น” ท่านหมอเมิ่งกล่าวปลอบใจ พลางช่วยพันแผลให้จี้หานซวนใหม่
จี้หานลั่วช่วยขยับผ้าห่มให้พี่ชายที่นอนอยู่บนเตียง
จากนั้นก็เดินตามท่านหมอเมิ่งไปยังห้องข้าง ๆ
อาการาเ็ของเซี่ยงเฉิงหลีนั้นหนักหนากว่าจี้หานซวนเสียอีก แต่เขากลับฟื้นขึ้นมานานแล้ว แสดงให้เห็นว่าร่างกายของเขาแข็งแรงทนทานโดยพื้นฐาน
เมื่อเห็นเขากำลังขีด ๆ เขียน ๆ อะไรบางอย่างอยู่ที่โต๊ะหนังสือ จี้หานลั่วก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “คุณชายเซี่ยง แผลที่แขนยังไม่หายดี หากมีเื่ด่วนอันใด ให้ข้าทำแทนได้นะเ้าคะ”
“ฮูหยิน พี่รองฟื้นหรือยัง?” เซี่ยงเฉิงหลีวางพู่กันในมือลง เงยหน้าขึ้นมองจี้หานลั่ว
“ยังเ้าค่ะ แต่ท่านหมอบอกว่าอาการของพี่รองไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง”
ดวงตาสีนิลของเซี่ยงเฉิงหลี จ้องมองนางเขม็งไม่วางตา “ฮูหยิน...ไม่โกรธข้าหรือ?”
“โกรธเื่อะไรเ้าคะ?”
“หากไม่ใช่เพราะข้าพาพี่รองไปปราบโจร พี่รองคงไม่ต้องาเ็จนหมดสติไม่ยอมตื่นเช่นนี้” แววตาสำนึกผิดพาดผ่านดวงตาของเซี่ยงเฉิงหลี “เป็ข้าที่ทำให้ฮูหยินต้องพลอยลำบากไปด้วย”
ดวงตาใสกระจ่างของจี้หานลั่วไหววูบ
นางเข้าใจความนัยที่เซี่ยงเฉิงหลีสื่อ
งานแต่งงานครั้งนี้ ั้แ่เริ่มต้นก็ไม่เคยราบรื่น
ยิ่งตอนนี้ยิ่งเจออุปสรรคซ้ำซ้อน
แต่ชีวิตคนเรา มีที่ไหนที่จะราบรื่นไปเสียทุกอย่าง?
ตอนที่ตัดสินใจแต่งงานกับเซี่ยงเฉิงหลี นางก็รู้ดีอยู่แล้วว่าเส้นทางกอบกู้ตระกูลเซี่ยงนี้เดินไม่ง่าย
แต่เมื่อเทียบกับการต้องแต่งไปเป็อนุในตระกูลใหญ่
นางยอมที่จะเดินบน เส้นทางสายภรรยาเอก ที่เต็มไปด้วยขวากหนามและโคลนตมนี้มากกว่า เส้นทางที่เดินด้วยความสามารถของตัวเอง ย่อมมั่นคงกว่าเสมอ
“สามีภรรยาเปรียบเสมือนคนคนเดียวกัน มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน” จี้หานลั่วมองดูาแของเซี่ยงเฉิงหลี แววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว “มีคนไม่อยากให้เราอยู่อย่างเป็สุข เราก็ยิ่งต้องจับมือกัน หันหน้าสู้กับศัตรูเ้าค่ะ”
มุมปากของเซี่ยงเฉิงหลียกยิ้มอย่างเบิกบานใจ
ประเสริฐนัก ‘มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน’
ประเสริฐนัก ‘จับมือกัน หันหน้าสู้ศัตรู’
ได้ภรรยาเช่นนี้ สามีเยี่ยงเขาจะ้าอะไรอีก
“อืม ฮูหยินพูดถูก ใจตรงกับข้าพอดี”
เซี่ยงเฉิงหลีมองส่งท่านหมอเดินออกจากห้องไป แล้วจึงเอ่ยช้า ๆ “โจรูเาบุกโจมตีถึงสองครั้งติด แสดงว่ามีคน้ายืมมือโจรมาจัดการเรา”
“แทนที่จะนั่งรอความตาย มิสู้เป็ฝ่ายรุกก่อน นี่คือเหตุผลที่ข้าชวนพี่รองไปปราบโจรด้วยตัวเอง”
“ฮูหยินไม่คิดจะถามข้าหน่อยหรือ ว่าทำไมข้าถึงกวาดล้างรังโจรได้ถึงห้าแห่งภายในสองวัน?”
ต่อให้เป็วีรบุรุษที่เก่งกาจเพียงใด ก็อดไม่ได้ที่จะอยากอวดผลงานต่อหน้าหญิงงามที่ตนพึงใจ เซี่ยงเฉิงหลีเองก็เช่นกัน
จี้หานลั่วหลุบตาลงเล็กน้อย มองดูท่าทางกระดี๊กระด๊าของอีกฝ่าย ในแววตาเจือไปด้วยรอยยิ้มจาง ๆ “ทำได้อย่างไรหรือเ้าคะ?”
เซี่ยงเฉิงหลียื่นมือออกไปรวบเอาร่างบางที่ยืนอยู่ข้างเตียง เข้ามาไว้ในอ้อมกอด กอดรัดร่างนุ่มนิ่มหอมกรุ่นไว้แน่น ในใจรู้สึกมั่นคงและเต็มตื้น “อยู่นิ่ง ๆ ให้ข้ากอดหน่อย”
“...คุณชายเซี่ยง ปล่อยข้านะเ้าคะ เรายังไม่ได้กราบไหว้ฟ้าดินกันอย่างเป็ทางการเลย” จี้หานลั่วไม่กล้าดิ้นรนแรงๆ กลัวว่าจะไปกระทบกระเทือนาแของเขา
ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายกลับได้ใจ อาศัยความสงสารและเห็นใจของนาง ทำตามอำเภอใจ
เขาฉวยโอกาสทีเผลอ เข้าริมฝีปากสีแดงสดคู่นั้นทันที การกระทำของเขาช่างดุดันและเอาแต่ใจ ราวกับอยากจะกลืนกินนางลงท้องไปทั้งตัว...
จนกระทั่งนางต้องยอมกัดที่มุมปากของเขาเบา ๆ เขาถึงยอมปล่อยนางให้เป็อิสระ
“ตอนฮูหยินหน้าแดง ดูงดงามที่สุดเลย”
เขายิ้มอย่างพึงพอใจราวกับแมวขโมยปลาย่างได้สำเร็จ “หากไม่ใช่เพราะคนพวกนั้น ป่านนี้พวกเราคงเดินทางถึงเขาหมอบเสือ และคืนนี้ก็คงเป็คืนเข้าหอของเราสองคน”
จี้หานลั่วนวดแก้มที่ร้อนผ่าว
พลันนึกถึงประโยคหนึ่งขึ้นมาได้ ผู้ชายจะสงบเสงี่ยมก็ต่อเมื่อถูกแขวนไว้บนผนังเท่านั้น
ยิ่งได้เห็นดวงตาที่เป็ประกายวิบวับของเซี่ยงเฉิงหลี นางก็ยิ่งรู้สึกว่าประโยคนี้ช่างถูกต้องที่สุด
าเ็หนักขนาดนี้ ยังไม่วายมาหาเศษหาเลยกับนางอีก
“คุณชายเซี่ยง ตกลงจะเล่าหรือไม่เ้าคะ? ถ้าไม่เล่า ข้าจะไปดูพี่รองแล้วนะ” จี้หานลั่วแสร้งทำเป็โกรธ แต่หารู้ไม่ว่าท่าทางงอนตุ๊บป่องแบบไม่ได้ตั้งใจ บวกกับแก้มแดง ๆ นั้น ยิ่งดูยั่วยวนใจเหลือเกิน
เซี่ยงเฉิงหลีใช้สองแขนโอบเอวคอดกิ่วของนางไว้ แล้วกระซิบข้างหูเบา ๆ ว่า “ฮูหยิน ข้าอยากจะจับเ้าทำโทษเสียเดี๋ยวนี้...”
จูบที่ดุดันและเผด็จการ ประทับลงบนริมฝีปากนุ่มของจี้หานลั่วอีกครั้ง
ครู่ใหญ่ เขาถึงยอมปล่อยแม่กวางน้อยที่หอบหายใจระทวย
เซี่ยงเฉิงหลีก้มลงมองนางอย่างจริงจัง ดวงตาสีนิลเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม “ฮูหยิน เ้าขี้อายเพียงนี้ วันข้างหน้าจะทำเช่นไร?”
จี้หานลั่วทุบอกเขาเบา ๆ “ถ้าไม่เล่า ก็ปล่อยข้า”
เซี่ยงเฉิงหลีกอดภรรยาตัวน้อยไม่ยอมปล่อย “ในห้าค่ายโจรนี้ มีอยู่สามแห่งที่เป็แค่โจรปลายแถว แถมตั้งค่ายอยู่ใกล้กันมาก คนของตระกูลเซี่ยงล้วนเชี่ยวชาญการรบ บุกเข้าไปแค่รอบเดียว พวกข้างในก็ยอมจำนนแล้ว”
“แต่อีกสองแห่งนั้น มีเงื่อนงำ”
“แห่งหนึ่งตอนที่เราบุกไปถึง เหลือเพียงคนแก่และคนเจ็บที่ทำหน้าที่ส่งเสบียง”
“ส่วนอีกแห่ง ก็คือพวกโจรที่ไล่ฆ่าพวกเราที่โรงเตี๊ยมซุ่นผิง”
“ค่ายโจรที่มีเงื่อนงำ คือพวกที่ไปไล่ฆ่าข้าที่โรงเตี๊ยมหรือเ้าคะ?” จี้หานลั่วเผลอจับฝ่ามือใหญ่ของเซี่ยงเฉิงหลีขึ้นมา แล้วเอามือเรียวบางของตัวเองไปทาบเทียบขนาดดู
ในใจคิดว่าฝ่ามือของผู้ชายคนนี้ช่างใหญ่โตนัก เกือบจะเป็สองเท่าของมือนางเลยทีเดียว
มิน่าล่ะ ถึงได้เก่งกาจทรงพลังขนาดนั้น
เซี่ยงเฉิงหลีก้มลงมอง ก็พบว่าฮูหยินตัวน้อยของเขาใจลอยไปเสียแล้ว กำลังทำตัวเหมือนเด็กๆ ที่เอามือมาเทียบขนาดกัน เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มจนมุมปากยกสูง
“ฮูหยินชอบมือของข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ? งั้นก็ให้เ้าจับเอาไว้”
พูดจบเขาก็ประสานนิ้วมือทั้งสิบเข้ากับนางอย่างแแ่ กอบกุมมือเล็กนุ่มนิ่มของจี้หานลั่วไว้ในอุ้งมือใหญ่ ราวกับได้กอบกุมโลกทั้งใบไว้...ช่างรู้สึกเติมเต็มหัวใจยิ่งนัก
ชาติปางก่อน เขาเปรียบเสมือนแหนเป็ดไร้รากที่ล่องลอยเคว้งคว้าง ไร้รังให้นกกลับ
คนในครอบครัวล้วนตายตกในหายนะ เขาจึงมุ่งหน้าเข้ากองทัพ ยึดถือการปกป้องราษฎรทั่วหล้าเป็หน้าที่ แต่สุดท้ายกลับต้องตายอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่
แม้จะได้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่
จนถึงบัดนี้ เขาก็ยังไม่รู้เลยว่า
ใครกันแน่ที่อยู่เื้ั ลงมือเล่นงานตระกูลเซี่ยง
และใครกัน...ที่ลงมือสังหารเขา