โม่อวี้เฉินพยักหน้าพลางเอ่ยอย่างจริงจังว่า “เป็นความจริง”
กู้ชิงเฉิงไม่ได้ซาบซึ้งใจแม้แต่น้อยแต่นางรู้สึกว่าสมองของโม่อวี้เฉินนั้นฉลาดหลักแหลมยิ่งนักและยังคงตื่นตัวอยู่เสมอ สมกับเป็นพระเอกของเรื่องจริงๆ
นางจึงรู้สึกชื่นชมเขามากขึ้นอีกหลายส่วนมิน่าเล่าร่างเดิมถึงได้พยายามอย่างสุดกำลังเพื่ออภิเษกกับเขา
“แต่หมอหลวงในราชสำนักและคนข้างกายฮองเฮาก็คงไม่เชื่อฮ่องเต้เองก็...คงไม่เชื่อกระมัง” กู้ชิงเฉิงหรี่ตาลงพลางเอ่ยอย่างเย็นชา
ฮองเฮาวางแผนอย่างสุดตัวเพื่อกำจัดกู้ชิงเฉิงไม่รู้ว่านางใช้ยาชนิดใด ถึงทำให้นางอาเจียนเป็นฟองและชักเกร็งไม่หยุดหากไม่สิ้นใจก็คงต้องเจ็บปวดทรมานจนแทบปางตาย
“เจ้าวางใจเถอะ มีข้าอยู่ทั้งคน” โม่อวี้เฉินยิ้มอย่างไม่ใส่ใจพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
แม้เรื่องของรุ่ยอ๋องจะทำให้เขาไม่พอใจพ่อของตนอยู่บ้างแต่เขาก็รู้ดีว่าฮ่องเต้ผู้ทรงปกครองต้าฉินมานานหลายปี คงไม่ใช่คนโง่งมเป็นแน่ส่วนคนในตำหนักฮองเฮานั้น เขาไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อยต่อให้ฮองเฮาจงใจก่อเรื่องเช่นนี้ เขาก็จะปกป้องกู้ชิงเฉิงให้ปลอดภัย
กู้ชิงเฉิงหรี่ตาลงพลางเอ่ยอย่างเฉื่อยชาว่า“องค์รัชทายาท...ก็คงไม่อาจขัดฮองเฮาและฝ่าบาทได้กระมังเพคะ”
“เชื่อข้าเถิด” โม่อวี้เฉินยิ้มใบหน้าของเขายังคงสงบนิ่งและสุขุมเช่นเดิมซึ่งสามารถทำให้จิตใจของผู้คนสงบลงได้ในทันที
แน่นอนว่ากู้ชิงเฉิงเองก็ไม่ได้เร่งร้อนอันใดเล่ห์เหลี่ยมอันน้อยนิดของฮองเฮา นางไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อยเล่ห์กลเล็กน้อยเพียงเท่านี้ยังกล้ามาโอ้อวดเบื้องหน้านาง อย่าว่าแต่เสแสร้งตายเลยต่อให้ใกล้ตายจริงๆ นางก็ยังสามารถทำให้ฮองเฮาฟื้นคืนชีพ และทำให้ตนเองพ้นผิดได้
“องค์รัชทายาท...” ขันทีนอกตำหนักเร่งรัดอีกครั้ง
วันนี้ฮองเฮาลงทุนอย่างมหาศาลเพื่อจัดฉากนี้ขึ้นมานางอยู่ในวังหลวงอย่างราบรื่นมานานหลายปีแต่นี่เป็นครั้งแรกที่นางต้องประสบความล้มเหลวอย่างยับเยินไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องกำจัดกู้ชิงเฉิงให้ได้ ไม่ฉะนั้นนางก็คงไม่ยอมแพ้
“ไปกันเถอะ” โม่อวี้เฉินมองกู้ชิงเฉิงด้วยใบหน้าที่สงบนิ่ง“ให้เซวียนเอ๋อร์อยู่ที่นี่เถิด ที่นี่ปลอดภัยเฟิงเจ๋อและเฟิงฮ่วนก็มาถึงแล้ว” ตอนที่ฮองเฮาบอกให้พวกเขาทั้งสองคนอยู่ในวังเขาก็ส่งข่าวให้ทั้งสองคนเข้ามาในวังทันที กู้ชิงเฉิงพยักหน้านางเชื่อว่าโม่อวี้เฉินจะไม่ทำร้ายบุตรชายของนาง
นอกตำหนักคุนหนิงเงียบสงัดจนแม้แต่เสียงเข็มตกยังได้ยินผู้คนต่างมีใบหน้าเศร้าหมอง แม้จะเป็นยามค่ำคืน แต่กลับเต็มไปด้วยแสงไฟสว่างไสวหมอหลวงนับสิบต่างคุกเข่าอยู่ตรงนั้น ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจพวกเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับฮองเฮา ทั้งๆ ที่กลางวันก็ยังไม่มีเรื่องอันใด
“องค์รัชทายาท พระชายา” นางกำนัลและขันทีผู้เฝ้าประตูรีบเชิญกู้ชิงเฉิงและโม่อวี้เฉินเข้ามาอันที่จริงแล้วพวกเขารอทั้งสองคนอยู่ เพราะฮองเฮามีโอรสองค์เดียว คือองค์รัชทายาทเท่านั้น ในยามเช่นนี้ องค์รัชทายาทจึงจำต้องมาปรากฏตัว
ฮ่องเต้ฉินทรงประทับยืนอยู่ข้างเตียงใบหน้ามืดมนจนยากจะมองออกว่าทรงรู้สึกเช่นไร ร่างเดิมเข้าวังบ่อยครั้งจึงเคยพบฮ่องเต้มาก่อน และในความทรงจำนั้นร่างเดิมก็มีความสัมพันธ์ค่อนข้างดีกับฮ่องเต้เพราะฮ่องเต้ทรงให้ความสำคัญกับตระกูลกู้และตระกูลไป๋ และในยามนั้นกู้ชิงเฉิงได้รับความรักจากทั้งสองตระกูลฮ่องเต้ย่อมโปรดปรานนางเป็นธรรมดา
แต่เมื่อกลับมาพบกันอีกครั้งสถานการณ์กลับแตกต่างออกไป กู้ชิงเฉิงสวมผ้าคลุมปกปิดใบหน้าเผยเพียงดวงตาคู่หนึ่งทอประกายระยับ ทำให้ฮ่องเต้ฉินตกตะลึงไปครู่หนึ่ง
“เจ้ากลับมาแล้วรึ” ฮ่องเต้ฉินมองสำรวจกู้ชิงเฉิงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงช่วงนี้ เขาเองก็รับรู้ทุกอย่างและยังได้ยินเรื่องที่กู้ชิงเฉิงรักษาขาของรุ่ยอ๋องอีกด้วย เขาย่อมไม่แสดงท่าทีดีๆต่อกู้ชิงเฉิง ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เพคะ เสด็จพ่อ” กู้ชิงเฉิงซ่อนประกายความเฉลียวฉลาดในดวงตาเอาไว้แล้วก่อนจะตอบกลับไป เพียงแค่เผชิญหน้ากันครั้งเดียวนางก็รู้แล้วว่าเรื่องในวันนี้คงไม่จบลงด้วยดีเป็นแน่ ฮ่องเต้หาใช่คนโง่แต่เขากลับอยากกำจัดกู้ชิงเฉิงซึ่งเรื่องนี้ช่างบังเอิญนักที่ตรงกับความตั้งใจของฮองเฮาพอดี
โม่อวี้เฉินเองก็คิดถึงเรื่องนี้ได้ในตอนนี้คงไม่มีทางถอยแล้ว
“ได้ยินว่าตอนกลางวัน พวกเจ้าไปตำหนักคุนหนิงมาไม่ใช่รึ” ใบหน้าของฮ่องเต้ฉินคล้ายกับโม่อวี้เฉินถึงแปดส่วน ยิ่งเมื่อถึงวัยกลางคนยิ่งเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ลึกล้ำ ทั้งไม่ได้มีรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์แม้แต่น้อยยามสวมอาภรณ์มังกรก็แลดูองอาจสง่างาม ยิ่งทำให้สตรีมากมายต่างปรารถนา
แม้แต่กู้ชิงเฉิงยังเลิกคิ้วมองนี่เป็นชายวัยกลางคนที่เพียบพร้อม เป็นถึงผู้ปกครองสูงสุดของแผ่นดินน่าหลงใหลยิ่งกว่าประธานบริษัทจอมเผด็จการในยุคปัจจุบันเสียอีก
“พ่ะย่ะค่ะ” โม่อวี้เฉินตอบรับและอดไม่ได้ที่จะมายืนปกป้องกู้ชิงเฉิงอยู่เบื้องหน้าเขาเข้าใจว่าเรื่องของรุ่ยอ๋องทำให้ฮ่องเต้ฉินไม่พอใจนักแต่เขาก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮ่องเต้ฉินจึงปฏิบัติต่อรุ่ยอ๋องเช่นนี้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมารุ่ยอ๋องและตระกูลไป๋ต่างคานอำนาจกัน จึงสามารถรักษาความมั่นคงในราชสำนักไว้ได้หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจมากเกินไป เกรงว่าราชวงศ์ต้าฉินจะไม่สามารถควบคุมไว้ได้หลังกลับคืนสู่ราชสำนัก เขามัววุ่นอยู่กับเรื่องของกู้ชิงเฉิง จึงไม่มีเวลาเข้าเฝ้าฮ่องเต้นอกจากช่วงเช้าตรู่
“ฝ่าบาท เป็นพระชายาที่วางยาพิษท่านน้าจนสิ้นพระชนม์!นางเป็นผู้ฝังเข็มและจ่ายยาให้ท่านน้าเองเพคะ” ขณะนั้นเองท่านหญิงหลิงหยางที่ยังคงสะอื้นเบาๆ ก็เอ่ยปากขึ้นด้วยความร้อนรน
สีหน้าของฮ่องเต้ฉินไม่เปลี่ยนแปลงทว่าเมื่อได้ฟังดังนั้น เขาก็เลิกคิ้ว พลางมองไปที่กู้ชิงเฉิง แล้วเอ่ยว่า“มีเรื่องนี้จริงหรือ?”
“ทูลเสด็จพ่อ เป็นเรื่องจริงเพคะ!” กู้ชิงเฉิงพยักหน้า
“เช่นนั้นเจ้าจะอธิบายเรื่องที่ฮองเฮาโดนวางยาพิษจนหมดสติได้อย่างไร?”ฮ่องเต้ฉินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับได้ตัดสินโทษกู้ชิงเฉิงไปแล้ว สำหรับเขาการทำให้คนตายไม่จำเป็นต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมมากมาย เพียงแค่ฮองเฮาวางแผนไว้เขาก็แค่ตามน้ำไปเท่านั้น
“เสด็จพ่อ หมอหลวงหลายท่านว่าอย่างไรบ้างเพคะ?” กู้ชิงเฉิงเอ่ยถามด้วยความเยือกเย็นยิ่งกว่าฮ่องเต้นางก้าวออกมาจากด้านหลังองค์รัชทายาท และยืนเผชิญหน้ากับฮ่องเต้ฉินนางรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการชีวิตของนางแต่การที่ท่าทีของนางยังสงบนิ่งและไม่เร่งร้อนเช่นนี้ทำให้ฮ่องเต้ฉินทรงประหลาดใจนัก
เขารู้สึกว่าเด็กสาวผู้นี้เติบโตและสุขุมกว่าที่เคยเป็นมามากนักกู้ชิงเฉิงคนก่อนหน้าเป็นคนชั่วร้ายที่ทำเรื่องเลวทรามทุกอย่างแต่กลับไม่มีสติปัญญานางอาศัยเพียงแค่ตระกูลกู้และตระกูลไป๋ที่คอยหนุนหลังและสะสางเรื่องราวให้ไม่เช่นนั้นนางคงไม่หายไปในกองเพลิงเมื่อห้าปีก่อน
“เจ้ารู้แก่ใจดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ” ฮ่องเต้ฉินไม่ตอบวันนี้เขาจะปล่อยให้กู้ชิงเฉิงรอดไปไม่ได้ ใครที่กล้าต่อต้านเขาก็ต้องกำจัดทิ้งเท่านั้น
“เสด็จพ่อ” โม่อวี้เฉินเอ่ยขึ้นช้าๆ “คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ? ตอนกลางวันชิงเฉิงรักษาเสด็จแม่จนหายดีแล้ว ลูกเห็นทุกอย่างกับตา” แน่นอนว่าเขารู้สึกไม่พอใจพ่อแท้ๆ ของเขาคิดจะปลิดชีพภรรยา เขาไม่อาจปล่อยให้เสด็จพ่อของเขาเป็นอันตรายและก็ไม่อาจยอมให้ภรรยาต้องได้รับบาดเจ็บได้เช่นกัน
“เจ้าจะรู้อะไร!” ฮ่องเต้ฉินเหลือบมองเขาอย่างไม่พอใจนักเขาไม่คาดคิดว่าหลังจากผ่านไปห้าปี องค์รัชทายาทจะตามหากู้ชิงเฉิงจนพบและยังพานางกลับมา ทั้งยังรักษาอาการป่วยของรุ่ยอ๋องให้หายขาดอีกด้วย
เรื่องนี้เขาจะค่อยๆ คิดบัญชีกับบุตรชายตัวดีของเขาในภายหลังขณะเดียวกันก็เขาก็สั่งขันทีที่อยู่ด้านนอกประตู “ตามหมอหลวงหลี่มา”
เดิมทีหมอหลวงหลี่คุกเข่ารออยู่ด้านนอกเมื่อได้ยินรับสั่ง ก็รีบเดินเข้ามาอย่างตัวสั่นเทา และคุกเข่าลงตรงประตูตำหนัก“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมไร้ความสามารถกระหม่อมไม่ทราบว่าจะรักษาฮองเฮาอย่างไร ฝ่าบาททรงลงโทษกระหม่อมเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“ฮองเฮาป่วยเป็นโรคอะไร?” ฮ่องเต้ถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ทูลฝ่าบาท ฮองเฮาทรงถูกวางยาพิษพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงหลี่ตอบอย่างหนักแน่น
“เหลวไหล! อาหารของฮองเฮาล้วนผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนจะมีพิษได้อย่างไร?” น้ำเสียงของฮ่องเต้ฉินเย็นลง
“คือ…” หมอหลวงหลี่เงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้ฉินแวบหนึ่งก่อนจะเหลือบมององค์รัชทายาท แล้วจึงเอ่ยเสียงเบา “ทูลฝ่าบาทเมื่อช่วงเช้า ฮองเฮาทรงเสวยยาบางอย่าง กระหม่อมพบว่าแม้จะเป็นสมุนไพรธรรมดาแต่เมื่อนำมารวมกันกลับกลายเป็นยาพิษร้ายแรงพ่ะย่ะค่ะ”