ไอเดนก้าวอย่างช้าๆ ไม่มีท่าทีจะหันหลังกลับไปมองด้านหลังอีก ถนนทางเดินเป็เนินสูงชันเลียบลงไปเป็ทางเดินลาดชัน ต้นหญ้าเขียวขจีสดใส ขึ้นเต็มสองข้างทางแพร่กระจายเข้ามาในทางเดิน มองแล้วรู้สึกสบายตาทำให้คิดว่าถนนเส้นทางนี้ ไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรไปมาบ่อยมากนัก ออกมาได้ระยะหนึ่ง ลมโชยพัดกลิ่นอันคุ้นเคย ไอเดนรับรู้ได้ทันที
“มีทุ่งข้าวสาลีอยู่ไม่ใกล้ ไม่ไกลนี้เหรอ?”
“นี่ก็ย่างเข้าเดือนสิบเอ็ดแล้ว”
ไอเดนรู้อย่างนั้นจึงเดินแกว่งแขนเริงร่าสีหน้าชื่นมื่น ลดการป้องกันลง และรู้ได้ทันทีชาวบ้านต้องอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล วิลเลมน่าจะอยู่ด้านหน้านี้เช่นกัน มองเห็นชาวบ้านกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งข้าวสาลี ่เดือนสิบเอ็ดเป็ฤดูเก็บเกี่ยวพอดี
ในวันที่อากาศมีเมฆมาก บดบังความร้อนจากแสงอาทิตย์ เป็เหตุให้ชาวบ้านที่กำลังเก็บเกี่ยวข้าวสาลียิ้มพูดคุย และหัวเราะกับการทำกิจวัตรของตน ราวกับว่าเมฆบนท้องฟ้ากำลังอวยพรให้เป็วันที่ดี ถึงจะอยากเข้าไปทักทาย แต่ยังไม่รู้จักนิสัยใจคอของคนที่โลกนี้ดี จะมีความเป็มิตรขนาดไหน ที่ผ่านมาไอเดนรู้จักคนของโลกนี้เพียงสี่คนเท่านั้น ถ้าไม่นับรวมกับชายปริศนาในตอนทารก จึงเลือกยืนมองอยู่กลายๆ
ชาวบ้านยืนอยู่กลางทุ่งข้าวเหลืองอร่าม สังเกตเห็นเด็กน้อยกำลังจ้องมองอยู่ โบกมือทักทายก่อนด้วยรอยยิ้มดูเป็มิตร แล้วชาวบ้านก็โบกมือทักทายเด็กน้อยตามๆ กัน
ไอเดนเห็นการตอบรับของชาวบ้าน “สวัสดีครับ สวัสดี” โบกมือทักทายตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูสดใส ถึงแม้ว่าชาวบ้านจะอยู่ไกลเกินกว่าจะได้ยินเสียงพูดทักทายก็ตาม
“แล้วปู่แกหายไปไหนเนี่ย”
“ไปดูในหมู่บ้าน ก่อนดีกว่า”
เดินพ้นทุ่งข้าวสาลีจะเจอเข้ากับคลองน้ำอยู่ตรงกลางตัดแบ่งระหว่างทุ่งข้าวสาลีกับตัวหมู่บ้านชัดเจน ริมคลองน้ำจะมีกับดักปลาวางเรียงราย ซึ่งเป็ของชาวบ้านจะมาเก็บหลังกลับจากเก็บเกี่ยวข้าวสาลีเสร็จในตอนย่ำค่ำ
ไอเดนยืนอยู่ตรงกลางสะพาน ข้ามไปยังหมู่บ้าน
“อ้ออ…”
“เพราะแบบนี้ ถึงได้เรียกว่าหมู่บ้านต้นน้ำ”
“แสดงว่ามีแม่น้ำสายหลัก อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านสินะ”
บ้านเรือนส่วนใหญ่ทำจากไม้ไม่ค่อยมีสีสัน เรียงกันเป็แนวยาวไม่ติดกัน ไอเดนก้าวเดินไปทีละก้าว ผ่านสายตาของชาวบ้านหันมามองด้วยความสงสัย ชาวบ้านบางคนกำลังบดเครื่องเทศ กลิ่นคละคลุ้งไปรอบทิศทาง บางคนกำลังตากหนังสัตว์ให้แห้ง จากสายตาของไอเดนน่าจะเป็สัตว์สี่ขา แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็ตัวอะไร บางคนกำลังใช้ครกขนาดใหญ่ ผลัดกันตำข้าวสาลีให้ละเอียดอย่างขะมักเขม้น ทุกคนต่างมีหน้าที่ของตนเอง เหมือนกำลังเตรียมพร้อมรับมือกับอะไรบางอย่าง
ไอเดนมองไปเห็นกลุ่มคน ซึ่งมีคนรู้จักปะปนอยู่ด้วย ดูเหมือนกำลังเตรียมตัวจะทำอะไรบางอย่าง เฉกเช่นเดียวกับชาวบ้านที่ไอเดนเห็นตลอดทางที่ผ่านมา
“ลุงกู๊ด กำลังทำอะไรอยู่หรือครับ” หลังจากทักทายคนรู้จักแล้ว ไอเดนหันไปมองชาวบ้านที่กำลังขนข้าวของขึ้นบนเกวียนม้า
ชายร่างใหญ่กำยำสะพายดาบไว้บนหลัง เขามักจะมาเล่นเกมกระดานหมากรุกกับวิลเลมประจำในทุกเย็น เมื่อได้ยินเสียงทักทายจึงหันมองเ้าของเสียงที่ทักทายเขา
“โอ้ว!! ไอ้หนู” กู๊ดอุทานด้วยความใ “พึ่งออกมาเที่ยวเล่นรึ แต่น่าเสียดาย ข้ากำลังจะออกไปนอกหมู่บ้านพอดี”
“กำลังจะไป...” ไอเดนสงสัย แต่พูดยังไม่ทันจบ
“…เ้าเด็กนี่ เป็เด็กจากที่ใดรึ ทำไมข้าไม่เคยเห็น”
ไอเดนหันขวับไปยังที่มาของเสียงทันที เห็นชายรูปร่างท้วมตัวไม่สูง ผมบนศีรษะดูยุ่งเหยิงเล็กน้อย แต่ที่น่าแปลกใจสำหรับไอเดน หนวดและเคราของชายที่กำลังเดินมา กลับได้รับการดูแลอย่างดี ถึงจะยาวแต่ถูกมัดไว้อย่างเป็ระเบียบ เมื่อมองดูอย่างถี่ถ้วน เทียบกับความสูงของไอเดน มีความสูงไม่ต่างกัน ซึ่งทำให้คาดเดาได้ทันที
นี่คือเผ่าคนแคระ
“หลานของหัวหน้าหมู่บ้าน” กู๊ดพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มสีหน้ากังวล
“หัวหน้าหมู่บ้านอยู่คนเดียว มีหลานด้วยรึ แล้ว...” ชายเผ่าคนแคระพูดยังไม่ทันจบ
“ฮอร์ตัน เ้าเตรียมสัมภาระเรียบร้อยแล้วรึ” กู๊ดพูดด้วยเสียงอันน่าเกรงขาม สายตาจ้องเขม็งไปยังชายเผ่าคนแคระ ที่ชื่อฮอร์ตัน
ชายเผ่าคนแคระหน้าถอดสีเล็กน้อย “ไอ้คนโตแต่ตัว เื่เตรียมสัมภาระ มันไม่ใช่หน้าที่อันใดของข้า” เขารู้สึกน้อยใจ พูดเสียงแข็งใส่ชายร่างใหญ่ คิดว่าอยู่ดีๆ สั่งให้เขาไปแบกของขึ้นเกวียนม้า ทั้งรู้ว่าเขาตัวไม่สูงและมีคนตัวสูงอยู่มากมาย
“ขนาดไม่เมาพวกเ้ายังทะเลาะกันได้” ชายที่สะพายธนูไว้บนหลังพูดขึ้น ดูท่าทางเป็คนใจเย็น
“ใช่ๆ ทะเลาะกันเป็เด็กๆ ไปได้” ชายอีกคนพูดขึ้น รูปร่างผอมดูเก้งก้าง มีจมูกเหมือนจะงอยปากของนกอินทรี เดินไม่ค่อยตรง คล้ายกับคนมีอาการเมาค้าง
“เ้าชื่อว่าอะไรรึ” ชายรูปร่างเก้งก้างถาม
“ข้าชื่อว่าไอเดน” เด็กชายพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ
ชายรูปร่างผอมชี้นิ้วเข้าหาตนเอง “ข้าชื่อว่า โคโร คนที่ยิงธนูแม่นสุดในหมู่บ้านนี้” เขายืดอดและเชิดหน้า
ไอเดนยิ้มแห้งเมื่อเห็นนิ้วของโคโรที่ชี้เข้าหาตนเอง ‘มือสั่นเป็แผ่นดินไหว’ ‘โคโรเหรอ?’ ‘ชื่อนี้…เหมือนเคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน’
โคโรผายมือไปหาชายที่ดูสุขุม “ส่วนไอ้คนหน้าตายคนนี้ชื่อว่า โบราน มือธนูอันดับสอง รองจากข้าผู้นี้” เขายังพูดยกยอตนเอง ด้วยความมั่นอกมั่นใจ
“ข้าไม่ติดใจที่เ้าโอ้อวดตนเองว่าเป็อันดับหนึ่ง แต่ข้าติดใจที่เ้าบอกว่าข้าเป็อันดับสอง” โบรานหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาโยนขึ้นฟ้าตรงกับศีรษะ ดึงมีดสั้นออกจากเข็มขัด สะบัดข้อมือให้มีดสั้นพุ่งขึ้นไปบนฟ้าโดยไม่มอง ปลายแหลมพุ่งผ่านกิ่งไม้ขาดเป็สองท่อน โบรานหันมองโคโรแล้วยิ้มมุมปากให้ จากนั้นใช้สองนิ้วคีบด้ามมีดสั้นที่ย้อยลงตรงหน้าเขาพอดี
“เพราะข้าไม่เคยพลาด” โบรานยิ้มมุมปาก เก็บมีดสั้นไว้ที่เดิม
ไอเดนมองทุกการกระทำของโบราน อย่างไม่กะพริบตา ‘ว้าว โคตรเท่’
“ไอเดนตอนข้าอายุเท่าเ้า ข้าก็ทำเช่นนั้นได้แล้ว” โคโรใช้นิ้วเขี่ยแก้มตนเอง มีท่าทีหลบตาเด็กน้อยที่กำลังมองอยู่
“อะแฮ่ม อะแฮ่ม” ชายเผ่าคนแคราะรู้สึกเหมือนถูกลืม “ข้ามีนามว่า ฮอร์__ตัน” เขาเล่นลูกคอลากเสียงยาวพร้อมกับส่ายศีรษะ จนดึงดูดความสนใจจากทุกคนในละแวกนั้น
ทุกคนหันมามองก็อมยิ้มให้กับการกระทำของฮอร์ตัน ไอเดนมองอยู่ก็มีรอยยิ้มเช่นกัน
“ยังไม่ออกเดินทาง เ้าก็จะร้องเพลงแล้วรึ” โคโรพูดพลางยิ้มพลาง
ไอเดนนึกขึ้นได้ “กำลังจะไปที่ไหนหรือครับ” หันหน้าไปถามชายผู้มีจมูกเหมือนจะงอยปากอินทรี ดูจะเป็คนช่างพูดช่างจาที่สุดแล้ว
โคโรหันไปมองเกวียนม้าด้วยสีหน้าขึงขัง “นำข้าวของในหมู่บ้านไปแลกเปลี่ยนกับหมู่บ้านอื่น แล้วไปออกล่าสัตว์ กักตุนเนื้อไว้รับหน้าหนาวในอีกสองเดือน” เขาหันกลับมาเห็นเด็กน้อยตั้งใจฟัง ทำให้รู้สึกภูมิใจ เพราะที่หันไปทางอื่นเพื่อให้ตนเองดูดีขึ้นในขณะที่กำลังพูด เพื่อจะได้กู้หน้าที่เสียไปก่อนหน้านี้
ไอเดนคิดว่าอยากออกไปเปลี่ยนบรรยากาศ จึงหันไปมองกู๊ด ซึ่งเป็หัวหน้าในการเดินทางครั้งนี้
“ลุงกู๊ด ข้าขอไปด้วยคน”
ชายร่างใหญ่ได้ยินคำขอจากไอเดน
“ข้าอนุญาตให้เ้าไปด้วยไม่ได้หรอก” กู๊ดหันซ้ายหันขวา เหมือนกำลังมองหาอะไรบางอย่าง
เมื่อเห็นท่าทางของกู๊ด ไอเดนจึงนึกขึ้นได้ “ปู่วิลเลม อยู่ที่ไหนหรือครับ” หันไปยังกลุ่มคน มองหาว่ามีชายชราที่คุ้นเคยปะปนอยู่หรือไม่
“หัวหน้าหมู่บ้าน น่าจะยังอยู่ที่คลังเก็บข้าว” โบรานเป็คนควบคุมงานจัดแจงขนข้าวของขึ้นบนเกวียนม้าพูดขึ้น
“นึกว่าเ้าจะหลงทาง ข้ากำลังจะออกไปตามหาอยู่พอดิบพอดี” ชายชราเดินมาจากอีกทางด้านหนึ่ง ในจังหวะที่ไอเดนกำลังหันไปหาชายผู้มีน้ำเสียงสุขุม
เด็กชายที่เหน็บแท่งเหล็กไว้ด้านหลังสะเอวหันขวับไปหาต้นตอของเสียง
“ปู่ข้าขอออกไปเที่ยวชมหมู่บ้านอื่น กับลุงกู๊ดได้หรือไม่ปู่”
“เ้าจะขอไปแค่หมู่บ้านอื่นรึ” วิลเลมถามย้ำให้แน่ใจ
“ข้าอยากตามไปดูลุงกู๊ดออกล่าสัตว์ มันจะเหมือนกับเื่ที่เล่าให้ฟังตอนข้าอยู่บ้านหรือไม่ ข้าสงสัย”
ไอเดนคิดว่าถึงวิลเลมจะไม่อนุญาต แต่ทว่าอาจมีอีกคนออกหน้าให้ กู๊ดชายร่างใหญ่มีความทะนงในศักดิ์ศรี เคยเล่าเื่ราวตอนที่เขาออกล่าและได้ต่อสู้กับสัตว์ตัวใหญ่ที่มีพละกำลังมหาศาลอย่างกล้าหาญให้ไอเดนฟังอยู่บ่อยครั้ง จะถูกเด็กยังไม่ถึงสิบขวบเลยด้วยซ้ำมองว่าเป็คนพูดจาโอ้อวด เขาคงจะรู้สึกไม่สบายใจเป็แน่
แต่ผิดคาด
“อืมๆ ข้าอนุญาต”
วิลเลมหลับตาพยักหน้าขึ้นลง ในจังหวะพูดเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างไปด้วย ถึงจะเป็กังวลแต่เขาอยากให้เด็กที่อยู่ภายใต้การดูแลของตน ออกไปเห็นโลกภายนอก หลังจากที่อยู่แต่ในบริเวณบ้านมานานกว่าเก้าปี
ทันใดนั้นเอง วิลเลมหันหน้าไปหากู๊ดด้วยสีหน้าและแววตาที่จริงจังชั่วขณะหนึ่ง ชายร่างใหญ่เห็นท่าทางของหัวหน้าหมู่บ้านอย่างนั้นก็ผงะเล็กน้อย ก่อนจะหลับตาแล้วถอนหายใจ
สายตาของวิลเลมเหมือนสื่อให้กู๊ดรู้เป็นัยย์ๆ อย่าให้มีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้น
“ข้าจะช่วยดูแลไอเดนอีกคน ด้วยความชำนาญ ข้าจะสอนให้เหมือนกับสอนลูกตนเอง” โคโรพูดเสริม
“เ้าสั่งสอนจนลูกของเ้าเอง หนีออกจากบ้านเลยไม่ใช่รึ” ฮอร์ตันชายร่างท้วมพูด หลังจากที่โคโรพูดจบ
“นานแค่ไหนแล้ว ไม่ออกไปตามหาหรือครับ” ไอเดนถามออกไปด้วยความสงสัย เพราะเห็นท่าทีไม่ทุกข์ไม่ร้อนของชายร่างผอมบาง หลังจากที่ถูกฮอร์ตันพูดถากถาง
“ไม่นานนักหรอก นับจากตอนนี้ก็น่าจะสามปีเห็นจะได้” โคโรตอบด้วยท่าทางที่ดูเหมือนไม่ยี่หระ ไม่ได้ใส่ใจว่าลูกของเขาจะหายไปนานเพียงใด
การแสดงท่าทางยักไหล่ตอนพูดของโคโร ไม่สามารถหลอกสายตาของไอเดนได้ เนื่องจากชายร่างผอมบางก้มหน้าลงตอนพูด แสดงภาษากายด้วยการยักไหล่ เหมือนกำลังหลบสายตา เห็นอย่างนั้นไอเดนก็ไม่อยากถามอะไรไปมากกว่านี้
“หึ เหล้าเข้าปากเ้าก็พูดอีกอย่าง”
ฮอร์ตันมีท่าทีไม่พอใจ ทุกครั้งที่โคโรพูดถึงลูกชายของตนเอง เขาจะรับฟังและแนะนำให้ออกไปตามหาเสมอ แล้วเขาก็จะออกไปช่วยตามหาด้วยอีกแรง ด้วยความเป็ห่วงเป็ใยสหายที่คบหากันมานาน ทุกครั้งโคโรจะปฏิเสธเสมอ โดยให้เหตุผลว่าสักวันลูกของเขาจะกลับมาเอง เหมือนนกบินกลับรังเสมอ
โคโรมีลูกชายอยู่หนึ่งคนอาศัยอยู่ร่วมกันสองคน เขาสั่งสอนวิธีการยิงธนู การล่าสัตว์ สองพ่อลูกอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข อยู่มาวันหนึ่งเมื่อลูกชายของเขาอายุได้สิบห้าปี ทั้งคู่ได้มีปากเสียงทะเลาะกัน จนเป็เหตุให้ลูกชายของโคโรหนีออกจากบ้าน ถึงกระนั้นเขายังคิดเข้าข้างตนเองเสมอ อีกวันสองวันลูกชายเพียงคนเดียวของเขาจะกลับมา ทว่าจวบจนถึงปัจจุบันนี้ เวลาได้ผ่านพ้นไปกว่าสามปีแล้ว นับั้แ่ลูกชายของโคโรหนีออกจากบ้านไป
“ท่านพ่อ! ข้าขอออกไปล่าสัตว์กับท่านด้วย” เด็กคนหนึ่งอายุประมาณสิบสี่ปี ส่งเสียงดังมาจากด้านหลังของโบราน
ชายท่าทางสุขุมสะพายธนูไว้บนหลังหันไปมองมีสีหน้าไม่สบายใจ “ไม่ได้ ลูกต้องอยู่บ้านกับแม่ และน้องตอนที่พ่อไม่อยู่”
“เด็กคนนี้ยังไปได้ ทำไมข้าถึงไปไม่ได้” เขาชี้นิ้วมาทางเด็กอีกคนอายุประมาณไล่เลี่ยกัน
ไอเดนเห็นลูกชายของโบรานพูดพาดพิงถึง กลับไม่มีท่าทีสะทกสะท้านใดๆ บางเวลามักจะหลงลืมคิดว่าตนเองไม่ใช่เด็ก เพราะระดับจิตใจสูงกว่าเด็กเก้าขวบปกติทั่วไป จึงไม่เก็บคำพูดมาใส่ใจ
“ลางเช่นนี้ เหมือนว่าพวกเราจะได้เพื่อนดื่มขาประจำเพิ่มอีกคน” โคโรหันมาพูดกับฮอร์ตัน เมื่อเห็นพ่อลูกกำลังประจันหน้ากัน
“พูดจาอันใดของเ้า” ฮอร์ตันขมวดคิ้วมองชายร่างบางเหมือนกำลังหาแนวร่วม
“ไม่ได้ก็คือไม่ได้ แม่ของเ้าอยากให้เ้าร่ำเรียนหนังสือ ชีวิตในวันข้างหน้า เ้าจะได้มีทางเลือกมากกว่าที่จะต้องมาเป็พรานป่าเฉกเช่นข้า” โบรานยังคงปฏิเสธและยังหวังว่าลูกชายของเขาจะเข้าใจ ถึงแม้ว่าลูกชายของเขาจะมีท่าทีต่อต้านอยู่ก็ตาม
“ท่านพ่อ ข้าเป็เหมือนท่านไม่ได้รึ” เด็กชายพูดเต็มปากเต็มคำ ยังคงถามกับผู้เป็พ่อด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว