“จงตามชายผู้นั้นไป ผู้นั้นจะนำทางิญญาของเ้ากลับเข้าสู่ร่าง แต่ถ้าผู้นั้นช่วยเ้ามิได้ จงกระชากิญญาออกมาอยู่เป็เพื่อนเ้าเสีย เพราะถ้าอยู่ไปคงจะไร้ประโยชน์” หญิงสาวริมฝีปากสีแดงกระซิบบอกิญญาเด็กหนุ่ม แววตาแห่งความริษยามองมายังทีปกรก่อนที่จะหายตัวไปกับความมืด
วันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 19.21 น.
แม่ของกกธูปวิ่งอย่างกระหืดกระหอบเข้ามาภายในสถานีตำรวจ ทันทีที่เห็นลูกชายสุดที่รักก็รีบถลาเข้ามากอดปลอบในทันที และหันมาขอบคุณเพื่อนรักทั้งสองเสียยกใหญ่
“ขอโทษนะแม่ หนูทำรถหาย” เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาจากเด็กหนุ่ม ท่าทีที่แสดงออกมาตอนอยู่กับแม่เหมือนดั่งเด็กตัวเล็กที่กระทำความผิด
“ไม่เป็ไรหรอกลูก พอรู้ข่าวใจแม่แทบขาดเลยรู้ไหม แค่หนูมีชีวิตรอดกลับมาแม่ก็ดีใจแล้ว ไม่คิดว่าไอ้ชัชจะทำกับไอ้หนูของแม่แบบนี้ ค่อยดูเถอะถ้าจับตัวมันได้เมื่อไรโดนดีแน่” ผู้เป็แม่สะอึกสะอื้นทั้งยังกอดลูกชายไว้แนบอก
เกียกกายและทีปกรต่างน้ำตาคลอมองภาพความรักแม่ลูกที่อยู่ตรงหน้า จนกระทั่งเ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาขอบคุณกับพยานบุคคลทั้งสองที่ให้ข้อมูล และบอกให้สองแม่ลูกกลับไปรอโทรศัพท์อยู่ที่บ้าน หากคดีคืบหน้าเ้าหน้าที่จะโทรไปหาทันที เมื่อเหตุการณ์เป็เช่นนี้สองเพื่อนรักต่างถิ่นก็โล่งใจไปหนึ่งเปราะ ต่างพากันลาเ้าหน้าที่ตำรวจและแม่ของกกธูป
“เดี๋ยวก่อนจ้ะพ่อหนุ่ม พวกเธอเป็คนต่างถิ่นใช่ไหม" แม่ของกกธูปเอ่ยขึ้น ในขณะที่สองหนุ่มกำลังเดินออกจากสถานีตำรวจ
“ใช่ครับบ้านพวกเราอยู่กรุงเทพฯ” เกียกกายรีบตอบกลับทันที เพราะรู้สึกว่าแม่ของกกธูปต้องชวนไปนอนที่บ้านเพื่อเป็การตอบแทนแน่ ๆ เผลอ ๆ ได้กินข้าวฟรีอีก ตอนนี้ชักเหนื่อยเต็มทนจนรู้สึกี้เีที่จะต้องขับรถหาที่พักซึ่งอยู่อีกไกลแค่ไหนก็ไม่รู้
“แล้วจะกลับกรุงเทพฯ กันเลยเหรอจ๊ะ”
“ยังหรอกครับ พวกผมว่าจะไปหาโรงแรมแถวนี้พักสักคืนตอนเช้าค่อยเดินทางต่อครับ” ปากก็พูดไปอย่างนั้นแต่ในใจได้แต่ภาวนาให้เขาชวนกลับบ้าน
"โรงแรมก็มีอยู่แต่ในตัวเมือง กว่าจะขับรถไปถึงก็อีกหลายโล ตอนนี้ก็เริ่มมืดแล้วด้วย ถ้าไม่รังเกียจไปนอนพักบ้านแม่ก่อนก็ได้นะจ๊ะ แม่จะได้หาข้าวหาปลาให้กินเพื่อเป็การขอบคุณที่ช่วยชีวิตลูกชายของแม่” โป๊ะเชะเป็ไปตามแผนที่คิดไว้
“ไม่รังเกียจเลยครับ เกรงใจซะมากกว่า ถ้างั้นรบกวนด้วยนะครับ” เกียกกายยิ้มมุมปาก แต่ก็แสดงท่าทีแบบเสียไม่ได้ออกมา
“แหม… แสดงเก่ง ฉันรู้นะว่านายคิดอะไรอยู่” ทีปกรลากเสียงยาวแซวในกิริยาของเพื่อนรักที่กำลังยักคิ้วใส่
สองเพื่อนรักขับรถตามแม่ของกกธูปซึ่งขับมอเตอร์ไซค์นำทางอยู่ด้านหน้า จนมาถึงหมู่บ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสถานีตำรวจ บ้านไม้สองชั้นด้านล่างเป็ใต้ถุนสูง้าเป็โถงกว้าง ๆ ที่ทุกคนในบ้านนอนร่วมกัน แม่ของกกธูปจัดแจงที่นอนหมอนมุ้งให้สำหรับแขกผู้มาเยือน รวมไปถึงจัดเตรียมอาหารมื้อค่ำสำหรับทุกคนภายในบ้าน ทุกคนต่างรู้หน้าที่ของตนในการจัดเตรียมอาหาร เว้นเสียแต่กกธูปที่ชวนสองเพื่อนรักนั่งคุยกันอย่างออกรสออกชาติ เมื่อเสร็จภารกิจร่วมกันทุกคนจึงแยกย้ายประจำที่นอนของตนเอง
วันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 22.20 น.
ณ จุดที่แม่ของกกธูปจัดเตรียมที่นอนให้นั้นอยู่ห่างจากครอบครัวใหญ่ของกกธูปพอสมควร จึงทำให้เพื่อนรักทั้งสองรู้สึกไม่อึดอัด ธีปกรและเกียกกายต่างนอนเอนกายบนพื้นไม้ที่ปูด้วยฟูกบาง ๆ ตามองไปยังมุ้งที่ครอบตัวทั้งสองเอาไว้
“สบายใจแล้วเนอะ พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้สักทีนะ” เกียกกายเริ่มบทสนทนาขึ้นหลังจากที่นอนมองหลังคามุ้งกันมานาน
“มาเที่ยวครั้งนี้เหมือนมาทัวร์กับผีเลยว่ะ” ถ้าเป็เมื่อหลายชั่วโมงก่อนหากพูดคำว่า ‘ผี’ เกียกกายคงสติหลุดขนลุกเกรียวกราวั้แ่หัวยันเท้า ตอนนี้คงเริ่มชินเสียแล้ว จึงไม่มีความรู้สึกอะไรกับคำคำนั้นอีก
“ฉันว่าพวกเราคงเบญจเพสว่ะ เราถึงได้เจอเื่แบบนี้ กับคนอื่นอาจจะเจออุบัติเหตุแต่ของเราเจ๋งกว่าว่ะ” ทั้งสองต่างหัวเราะในความซวยของตนเองจนเสียงดังก้องทั่วบ้าน และเริ่มเบาเสียงลงเมื่อคิดว่าจะเป็การรบกวนผู้ที่หลับไปแล้ว
“เพิ่งผ่านมาแค่สามวัน เหมือนผ่านมาสามเดือนเลยเนอะ หวังว่าคืนนี้จะเป็คืนที่ดีที่สุดในรอบสามวันนะ”