ด้วยปณิธานอันมุ่งมั่นเวลาผ่านไปได้หนึ่งปี ชีวิตในแต่ละวันของฉวนลี่ถิงกว่าครึ่งหมดไปกับการดูแลหลานชายโดยมีมารดาช่วยแบ่งเบาในวันที่นางต้องทำงานในลานย้อมผ้า
ในวัยสิบเจ็ดย่างสิบแปดหญิงสาวมีความงดงามไม่ด้อยกว่าพี่สาวเลยสักนิด เฉิงหงิไม่ได้ตัดใจจากนางปุบปับยังเทียวไล้เทียวขื่อนางอยู่หลายครั้ง มีของกำนัลส่งมาให้หญิงสาวก็ส่งคืนไม่รับไมตรีใดๆ ทั้งสิ้นจนกระทั่งเมื่อเดือนก่อนชายหนุ่มได้เข้าพิธีแต่งงานกับคุณหนูในตระกูลสูงผู้หนึ่งหมดสิ้นโอกาสที่จะมากวนใจนางได้อีก
“เ้ารู้สึกอย่างไรกับอี้จือ”
คำถามของบิดาในค่ำวันหนึ่งขณะนั่งกินข้าวพร้อมหน้าทำให้ตะเกียบในมือฉวนลี่ถิงค้างอยู่เหนือจานเห็ดผัด ใกล้กับเก้าอี้ที่นางนั่งมีอาเฉินนั่งเล่นอยู่ในคอกไม้ซึ่งนางกับหลิ่วเกิงทำให้เขา หญิงสาวมองหน้าบิดาก่อนจะปรายสายตาไปทางมารดา
“เขาก็นิสัยดี” อี้จือเป็ผู้สืบทอดร้านขายผ้าที่เมืองจิ่งหรงนางรู้จักเขาเมื่อคราวออกไปเสาะหาซื้อเส้นไหมและโรงทอที่้าว่าจ้างย้อมผ้าั้แ่ก่อนอาเฉินเกิดก่อนจะว่างเว้นให้บิดาไปกับท่านอาหลิ่ว เพราะนางต้องอยู่ดูแลอาเฉินอี้จือนับว่าเป็คนนิสัยดี ทำการค้าเปิดเผย คบหาแล้วสบายใจ ยามโรงย้อมสกุลฉวนลำบากร้านของเขารับซื้อผ้าไว้ไม่กดราคา ถือเป็คู่ค้าที่ดี ต้องรักษาไว้
“ก่อนกลับบิดาเขาได้กล่าวทาบทามเ้ากับพ่อ”
ฉวนลี่ถิงวางตะเกียบลงความรู้สึกอยากอาหารค่อยๆ หายไปทีละน้อย หากไม่พูดคุยให้กระจ่างนางคงกินข้าวไม่อร่อยไปอีกหลายมื้อแน่
“เขาเป็คนดีมากแต่ข้าไม่ได้รักเขา”
“ไม่รักตอนนี้อนาคตอยู่ๆ กันไปก็เกิดความผูกพันได้มิใช่หรือ ยิ่งอี้จือเป็ฝ่ายมีใจให้เ้าก่อนเขาจะยิ่งทะนุถนอมเ้าดังแก้วล้ำค่าแน่ เฉิงหงิเ้าก็ปฏิเสธไม่เคยไว้หน้าโอกาสดีของชีวิตไม่ได้เข้ามาบ่อยครั้ง ขืนยังดื้อดึงเอาแต่ใจตัวสักวันคงไม่แคล้ว...เฮ้อ!”
มีชายหนุ่มฐานะดีอย่างนั้นมารักใคร่ชอบพอแต่ลูกสาวโง่เง่าของเขากลับไม่ยอมรับมัวเสียเวลาดูแลหลานชายที่รังแต่นำความเดือดร้อนมาให้
น้ำเสียงบิดาแฝงความไม่พอใจในทุกคราที่คุยเื่นางบอกปฏิเสธเฉิงหงิในเมื่อนางไม่มีใจต่อเขา แต่เขากลับอาศัยแรงกดดันจากบิดานางท่านจะบีบบังคับเื่งานเื่อยู่กินก็ย่อมได้ เพียงเว้นไว้เื่หัวใจเว้นไว้เื่คิดแยกนางออกจากหลาน ตราบใดคำสั่งเสียของพี่สาวยังไม่สำเร็จนางจะไม่ขอคิดเื่ความรักเป็อันขาด
“ข้าจะแต่งกับคนที่ข้ารักเท่านั้น”
“ความคิดโง่งมเหมือนพี่สาวเ้าไม่มีผิด!” ฉวนเจ๋อตวาดลูกสาวแต่คนที่สะดุ้งคือนางจ้าวหว่านเหนียง
“ความรักหาใช่เื่โง่งม”ฉวนลี่ถิงให้เหตุผลอย่างใจเย็น
“เ้าไม่คิดหรือว่าการปฏิเสธผู้ชายดีๆ อย่างอี้จือจะทำให้เราค้าขายลำบากขึ้น เ้าอายุจะสิบแปดแล้วนะช้าเกินไปสำหรับการออกเรือนด้วยซ้ำ” มารดาออกความเห็นบ้าง
“ข้ามั่นใจว่าอี้จือจะต้องเข้าใจข้านะท่านแม่เขาดูเป็คนพูดง่ายและเข้าใจโลก ไม่ใช่ผู้ชายเอาแต่ใจตัวเองปานนั้นหากเขาจะตัดสัมพันธ์ทางการค้ากับเรา นั่นก็เป็ผลร้ายกับเขาเองข้ามั่นใจว่าเขาคงจะหาผ้าคุณภาพดีในราคาที่เราขายได้ไม่ง่ายนักหรอกท่านแม่อย่าลืมสิว่า ข้ายังต้องตามหาบิดาของอาเฉิน เื่แต่งงานของข้าปล่อยไว้ก่อนจะดีกว่า”
สิ้นคำลูกสาวคนเป็พ่อก็ฟาดตะเกียบเปรี้ยงลงกลางโต๊ะ ในเมื่อหว่านล้อมอย่างใจเย็นแล้วไม่ได้ผล
“นังลูกไม่รักดี!ปีกกล้าขาแข็ง หัวดื้อหัวรั้นไม่มีใครเกิน!”
อาเฉินซึ่งนั่งอยู่ใกล้หันมามองคนที่น้าสาวเรียกให้เขาฟังอยู่หลายครั้งว่าคือ ‘ท่านตา’ ก่อนเด็กชายจะทันได้ร้องไห้จ้าหญิงสาวก็ยื่นขนมให้เขารับไป
“อาเฉินคนดี”
ฉวนลี่ถิงหันกลับมาถามมารดา
“ท่านแม่คงจะไม่บังคับข้าอีกคนหรอกนะ”
ในความคิดของนางจ้าวหว่านเหนียงนั้นลูกสาวคนเดียวที่เหลืออยู่ หาลูกค้า ทำงานเก่งเทียบเท่าผู้ชายนางไม่อยากฝืนบังคับใจลูก ฝืนไปก็รังแต่จะทำให้มีปากเสียงเข้าหน้ากันไม่ติดเพราะเกรงประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิมที่ต้องสูญเสียลูกสาว ตรองอย่างดีที่สุดแล้วหนนี้คนเป็แม่จึงอยู่ข้างลูก ในความคิดของนาง ตอนนี้สามีไร้เหตุผลและเอาแต่ใจตัวเองมากเกินไป
“ตามใจเ้าเถิดถิงเอ๋อร์ กับเ้า แม่ไม่มีอะไรต้องห่วง”
สองเสียงย่อมมิอาจต้านฉวนเจ๋อจึงลุกขึ้น แล้วเดินลงส้นปึงปังออกไปนางจ้าวหว่านเหนียงถอนหายใจโล่งอกที่เขาไม่ลงไม้ลงมือกับลูกสาวที่ขัดใจจนหน้าเขียวหน้าคล้ำเพราะความโกรธ
“เ้าคิดดีแล้วหรือชีวิตเป็ของเ้า อย่ามัวยึดติดกับอาเฉินนักเลย หากเ้ามีหนทางที่ดีคิดจะมีครอบครัว เื่ของอาเฉิน แม่ยินดีรับภาระเอง”
หญิงสาวจับมือมารดามากุมไว้
“ท่านแม่แก่ตัวลงทุกวันแล้วนะเ้าคะควรพักเสียบ้าง อีกทั้งก่อนพี่เจวียนเอ๋อร์ตาย ข้าได้รับปากไว้แล้วว่าจะเลี้ยงอาเฉินด้วยตัวเองหากไม่สามารถตามหาบิดาเขาได้อยู่โดยไม่แต่งงานก็ไม่เห็นจะเป็ไร ได้อยู่ดูแลอาเฉิน ได้อยู่ดูแลท่านพ่อท่านแม่”
“เ้าไม่กลัวคำครหารึเป็สตรีแต่ไม่ออกเรือน”
“ช่างปะไรข้าไม่ได้ขอข้าวสารใคร หรือต่อไปจะมีคนลือว่าข้ามีลูกติดก็ช่าง ดีเสียอีกให้เข้าใจไปอย่างนั้น จะได้ไม่มีคนมายุ่งกับข้า”
เมื่อตั้งหน้ารับวิถีทางที่เลือกเองชีวิตก็ดำเนินได้ต่อไปไม่ติดขัดนัก อี้จือเป็สุภาพบุรุษมากพอเขาไม่ฝืนบังคับใจนางซ้ำยังช่วยสนับสนุนแนะนำผ้าจากร้านของนางให้เพื่อนพ่อค้าต่างเมือง ร้านเขาขายดีผ้าของนางก็ขายดีด้วยเช่นกันากับแคว้นหลานลู่ซึ่งทำให้การค้าและชีวิตผู้คนในแคว้นชะงักไปบ้างหยุดลงแล้วเพราะชนะา หลังจักรพรรดิตจึงไม่มีการไว้ทุกข์ราชบัลลังก์มีจักรพรรดิองค์ใหม่ แคว้นิอานกำลังเป็ปึกแผ่นอย่างมั่นคงยิ่ง
กิจการโรงย้อมสกุลฉวนกลับมาเฟื่องฟูดังเดิมฉวนลี่ถิงจึงรับสามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งมีฝีมือด้านการย้อมและทอผ้ามาช่วยงานหลิ่วเกิงอีกแรงตอนนี้หลานชายวัยขวบครึ่งยืนและเดินได้แล้วและกำลังพยายามหัดพูดเสียงอ้อแอ้น่ารักน่าชัง ท่านยายของเขาเทใจทั้งรักทั้งหลงกับท่านตาที่เคยหน้าเคร่งมึนตึงใส่บ่อยครั้งพบเจอความน่ารักช่างอ้อนของหลานชายปฏิเสธไม่ได้ว่าเริ่มใจอ่อนเข้าให้แล้ว
ครั้นงานในโรงย้อมมีแรงงานช่วยทำไม่ขาดตกบกพร่องบิดาก็เลิกสุราเด็ดขาด ฉวนลี่ถิงจึงออกปากเื่จะเดินทางไปยังเมืองหลวง
“จะไม่เร็วไปหน่อยหรือ”ผู้เป็แม่นึกว่าลูกสาวปล่อยวางเื่นี้แล้วเสียอีก
“หากข้าได้พบเขาคนนั้นมันอาจจะเป็การดีกับอาเฉินก็ได้นะท่านแม่ อาเฉินยังเล็กคงปรับตัวและยอมรับบิดาได้ไม่ยาก”
“เ้ายินดีจะมอบหลานให้คนอื่นจริงรึ”
“เขาไม่ใช่คนอื่นแต่เป็สายเืเดียวกัน เว้นแต่เขาไม่รับอาเฉิน ข้าจะพาหลานกลับแม้ข้ารักอาเฉินยิ่ง แต่ข้าจำเป็ต้องทำตามคำสั่งเสียของพี่เจวียนเอ๋อร์เมื่อคืนข้าฝันถึงพี่อีกแล้วนะท่านแม่”
ไม่ใช่ความบังเอิญแน่ระหว่างนางกำลังสองจิตสองใจอยากจะดูแลหลานตลอดไปด้วยตัวเองนั้นกลับฝันถึงพี่สาวมาย้ำเตือนคำสั่งเสีย และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกพี่สาวยังคงมีเจตนาเดิม และนางก็ต้องทำให้ได้อย่างเคยรับปากไว้จึงจะไม่ผิดต่อคำมั่นสัญญาซึ่งให้ไว้
“เ้าอาจจะคิดมากไปเองน่า”เวลาล่วงมาปีกว่าแล้วด้วย และตอนนี้นางก็รักหลานชายมากไม่อยากให้เขาจากไปอยู่ที่อื่นเลยสักนิด
ฉวนลี่ถิงรู้ว่ามารดาห่วงเื่เดินทางไกลจึงกล่าวเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ
“ข้ากับหลานจะต้องเดินทางถึงเมืองหลวงอย่างปลอดภัยค้าขายต่างเมืองข้าก็ไปมาแล้ว ท่านแม่โปรดวางใจเถิด”
“แต่หนนี้ไม่มีข้าหรืออาหลิ่วติดตามไปด้วยเ้าเป็ผู้หญิงตัวคนเดียว เดินทางกับเด็กเพียงลำพัง จะไม่โลดโผนไปหน่อยหรือ”บิดาที่แอบฟังอยู่หน้าประตูมาพักหนึ่งแล้วแทรกขึ้นเขาก้าวเข้ามาในห้อง ส่ายหน้าไม่เห็นด้วยกับความคิดของนาง
พบหน้าบิดาตอนนี้ก็ดีนางจะได้คุยกับเขาให้เข้าใจ จึงเดินเข้าไปใกล้
“ข้าไปได้แน่ท่านพ่อให้ท่านอาหลิ่วอยู่ทางนี้ช่วยงานท่านจะดีกว่า ข้าห่วงสุขภาพท่านพ่อกับท่านแม่นะพี่ต้าหานกับพี่เสี่ยวฮุ่ยอาจจะช่วยงานพวกท่านได้แต่ไม่มีใครรู้งานเท่าท่านอาหลิ่วที่อยู่กับเรามาั้แ่ต้น”
หลิ่วเกิงกลายเป็ญาติผู้ใหญ่ที่ฉวนลี่ถิงนับถือเพราะหากไม่มีเขา ่เวลาที่ผ่าน นางคงลำบากกว่านี้มาก
“เลิกสนใจคนที่ตายไปแล้วทีเถอะ”สูญเสียไปหนึ่งแล้ว เขาไม่อยากสูญเสียใครไปอีกเมืองหลวงไม่ใช่ซานเทียนหรือเมืองที่เคยเดินทางไปค้าขายผู้คนเป็อย่างไรก็ไม่อาจรู้ได้และเขาไม่คิดว่าคนทอดทิ้งเมียอย่างไม่ไยดีคนนั้นจะยอมรับลูกที่เกิดมา
“คำสั่งเสียของพี่เจวียนเอ๋อร์เกี่ยวพันกับอนาคตของอาเฉินข้ามิอาจเพิกเฉย ท่านพ่อได้โปรดให้ข้าไปเถิด” นางจับท่อนแขนบิดาอ้อนวอนเขาอย่างที่ไม่เคยทำเลยสักครั้ง นับแต่มีเื่ไม่ลงรอยกันในบ้าน “จากซานเทียนไปถูหยาง การเดินทางก็ไม่ได้ลำบากแต่ละวันมีเรือใหญ่เทียบท่าที่ ซือหลิน”
อย่างไรเสียก่อนไปนางจะสืบถามทางไปเมืองหลวงกับอี้จือให้ กระจ่างในฐานะที่เขาเป็พ่อค้าติดต่อค้าขายรอนแรมเหนือจรดใต้
“ข้าขอเวลาสักสองเดือนไม่แน่เวลาที่ใช้ไปอาจจะไม่ถึงก็เป็ได้” เื่ค่าเดินทางอยู่กินไม่เป็ปัญหาเครื่องประดับของพี่สาว นางได้ขายเป็เงินรวมกับเงินเก็บส่วนตัวเตรียมไว้พร้อมแล้ว
“เ้ามันเสียสติ!”ฉวนเจ๋อตีหน้าดุใส่ เพราะไม่รู้จะขัดลูกสาวอย่างไรได้อีก
“ท่านอนุญาตแล้วใช่หรือไม่”หญิงสาวยิ้ม
“ข้าเคยห้ามเ้าได้หรือ”เอ่ยแล้วก็หันหลังให้ เกรงน้ำตาจะพานไหลเพราะใจนึกห่วงลูกสาวคนเดียวที่เหลืออยู่ ฉวนลี่ถิงคุกเข่าลงข้างบิดา
“ท่านพ่อท่านแม่โปรดวางใจข้าจะรีบไปรีบกลับ เชื่อว่าิญญาของพี่ต้องทำให้ข้าเดินทางปลอดภัยและอาเฉินจะต้องได้เจอหน้าบิดา”
“คนใจหินในเมื่อทอดทิ้งเมียได้ ไม่มีเหตุผลที่เขาอยากจะได้ลูกไว้หรอก”
“นั่นก็ถือเป็ความผิดพลาดของเขาครั้งที่สองข้าจะพาอาเฉินกลับ ต่อจากนั้นข้าจะเป็แม่ให้อาเฉินเอง”
ฉวนเจ๋อหันกลับมาอย่างน้อยต้องมีข้อแม้กับลูกคนนี้เสียบ้าง
“ข้าให้เ้าไปแต่เื่ไม่ออกเรือนนั้นคงไม่ได้ มีที่ไหนจะอยู่ค้างในบ้านเ้าอย่าทำผิดต่อบรรพบุรุษเชียว ไม่แต่งกับอี้จือ ก็น่าจะมีคนอื่นให้เ้ารักและชอบพอได้นี่นา”
“ข้ารับปากเ้าค่ะหากข้าเจอคนที่ข้ารัก ข้ายินดีออกเรือน” หญิงสาวกล่าวพร้อมรอยยิ้มนางหันไปมองหลานที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ด้วยนิสัยของนาง นางเชื่อมั่นว่าต้องทำสำเร็จการเดินทางครั้งนี้ต้องพบเจอสิ่งดี
เข้าสู่ฤดูลี่ชุน[1] ลมตะวันออกคลายความเย็นหลังจากตระเตรียมข้าวของที่จำเป็แล้วฉวนลี่ถิงก็พาหลานชายเดินทางจากซานเทียนมุ่งตรงสู่ถูหยางแม้หนทางยาวไกลต้องนั่งรถม้าต่อด้วยลงเรือล่องแม่น้ำแต่ความมุ่งมั่นก็มิได้จางหายไปจากหัวใจหญิงสาวแม้เพียงนิด...
[1]ต้นฤดูใบไม้ผลิ ๓-๕ กุมภาพันธ์