ทะลุมิติเป็นคุณแม่ลูกสามในยุคเซียนบรรพกาล

    ตอนที่44 บ้านสกุลหลี่ที่พังทลาย

    “หลังจากได้ผลหรรษาของเย่เฟิงไป ดูเหมือนคนบ้านหลี่จะทำกำไรได้มาก แต่อย่างใดก็ตามพวกเขายังไม่ล้มเลิกกับลูกท้อของฉัน” เหม่ยอิงที่แอบฟังอยู่ด้านนอกได้ยินทุกอย่าง

    ตอนนี้คนบ้านหลี่มีความสุข ดื่มเหล้าเมาพูดจาเสียงดังโผงผางไม่กลัวว่าคนนอกจะได้ยิน นี่คือเรื่องปกติของพวกเขา และดูเหมือนจะฉลองไปอีกนานกว่าเงินจะหมด

    “หลี่หานเจ้าหาทางเอาลูกท้อของเหม่ยอิงมา หรือผลหรรษานี่ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหนพวกเราบ้านหลี่ล้วนได้กำไร” หลี่อี้พี่สาวตบไหล่น้องชายแล้วบอกแผนการคร่าวๆ

    “ใช่แล้วหลี่หานอย่างที่พี่สาวเจ้ากล่าวนั่นแหละ ตอนนี้เจ้าคงรู้แล้วใช่ไหมว่านางนั่นมันรวยมากแค่ไหน ผู้หญิงคนนี้มันเป็นนางงูพิษดีๆ นี่เอง ได้ใหม่แล้วลืมเก่าแถมยังไม่ส่งเงินให้เจ้าใช้สักเหรียญ เป็นภรรยาที่ใช้ไม่ได้เลย เจ้าเข้าใจหรือไม่หลี่หานว่าต้องเอาของนางมาให้เยอะๆ” หวังฝูแนะนำลูกชาย ในมือยังมีเหล้าเหมาไถกลิ่นฉุน

    “เข้าใจแล้วท่านแม่ เพื่อคนบ้านหลี่ข้าจะพยายามให้มากขึ้น แต่ว่าทำไมอาหารของข้าถึงน้อยกว่าคนอื่น อย่างน้อยข้าก็เป็นผู้ได้หินวิญญาณมานะขอรับ” หลี่หานรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยเมื่อหันไปมองดูสมาชิกคนอื่นๆ ในสกุล พวกเขาได้เหล้าเหมาไถ เนื้อหมูเนื้อวัวหลายสิบชั่ง ในขณะที่เขากินได้เพียงกระดูกที่มีเนื้อติด

    “เจ้าเป็นเสาหลักของบ้านจะเมาได้เยี่ยงไร” หวังฝูให้เหตุผล ก่อนจะโบกมือ ”ไปๆ เจ้ารีบไปนอนได้แล้ว มือของเจ้าเริ่มดีขึ้นแล้วไม่ใช่หรือ หลังจากนั้นต้องไปทำงานที่โรงหล่อ เจ้าคงไม่อยากถูกไล่ออกกระมัง”

    “ไม่แน่นอน ข้าเป็นเสาหลักของบ้าน เพื่อคนบ้านหลี่แม้ว่าข้าจะทำงานหนักจนตายก็นับว่าคุ้มค่า”

    “เฮ้ออย่าพูดเรื่องไม่เป็นมงคลสิ หากเจ้าตายใครเล่าจะทำงาน เจ้าจะต้องไม่ตาย ต่อให้วันหน้าเจ้าพิการยังไงก็ต้องทำงาน หรือหากในอนาคตเจ้าทำงานไม่ไหวก็ไปขอข้าวกับหลี่เหนียง ลูกเจ้าคงไม่ใจร้ายทนดูพ่อตัวเองตายหรอก”

    เหม่ยอิงทนฟังไม่ไหวแล้ว ครอบครัวบ้านหลี่เห็นแก่ตัวจริงๆ เรื่องนี้แก้ยังไงก็คงแก้ไม่หายเพราะมันเป็นสันดาน วางเรื่องบ้านหลี่ลงเหม่ยอิงเดินกลับไปที่บ้านของตัวเอง ในระหว่างทางนางครุ่นคิดถึงมาตรการรับมือ

    “หลี่เหนี่ยงถึงจะพูดแบบนั้น สัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะแต่ใช่ว่าจะทนเห็นหลี่หานล้มได้ ในอนาคตนางคงทำเรื่องแย่ๆ เพื่อคนบ้านหลี่ ดังนั้นฉันจึงต้องหายามมาไว้เพื่อรับมือคนบ้านหลี่รวมถึงคนอื่นๆ ที่คิดเข้าขโมยของ แต่การจ้างคนเป็นเรื่องลำบาก ทว่าหากมีตุ๊กตาที่สามารถลาดตระเวนทั่วบ้านได้ก็คงดี”

    เหม่ยอิงนึกถึงตุ๊กตาจากนิยายออนไลน์จีนกำลังภายในหลายเรื่อง ตุ๊กตาพวกนั้นถูกร่ายเวทมนตร์ เดินตรวจตราทุกชั่วยามโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่อย่างใดก็ตามนางไม่สามารถสร้างได้เพราะไม่มีความรู้ตรงจุดนี้

    เมื่อเดินเข้าไปในบ้านก็ได้กลิ่นหอมๆ จากในครัว ดูเหมือนซูเออร์จะทำอาหารเสร็จแล้ว โดยมีเด็กๆ สามคนเป็นลูกมือ เหม่ยอิงเดินเข้าไปในครัวพร้อมกับถุงผ้าที่อยู่บนเอว ซูเออร์และเด็กทั้งสามคนมองมาทางนี้ ก่อนจะเผยรอยยิ้มเมื่อเห็นว่าเป็นแม่ตน

    “ท่านแม่ท่านกลับมาแล้ว” หลี่จุนวิ่งเข้าไปหา เหม่ยอิงลูบศีรษะเด็กน้อยด้วยความเอ็นดู

    “ทำกับข้าวอยู่หรือ”

    “ขอรับ พวกข้าช่วยพี่สาวซูเข้าครัว เพิ่งยกออกจากเตาท่านแม่ก็กลับมาพอดี” หลี่กุ้ยวางถุงมือสีดำไว้บนโต๊ะ ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะช่วยงานในครัวได้เยอะ ใบหน้าจึงเปื้อนดินหม้อเล็กน้อย

    “ท่านแม่เป็นอย่างไรบ้าง ถุงหอมที่พวกเราช่วยกันทำขายได้หรือไม่เจ้าคะ” หลี่เหนียงถาม นางมีส่วนร่วมมากสำหรับถุงหอม หากเทียบกับพี่ชายสองคนที่ใช้แต่แรงแล้วหลี่เหนียงเหมาะกับงานฝีมือมากกว่า

    ไม่ใช่แค่หลี่เหนียงเท่านั้นที่อยากรู้ คนอื่นๆ ก็เช่นกัน โดยไม่ปล่อยให้ทุกคนคาดเดาเหม่ยอิงถอดถุงผ้าที่เอววางไว้บนโต๊ะแล้วแกะเชือกป่านที่มัดออก จึงมองเห็นเหรียญเงินที่วางเรียงรายกันอยู่หลายชิ้น

    “ว้าว เหรียญเยอะขนาดนี้เชียว อย่าบอกนะว่าท่านแม่ขายจนหมด!” หลี่เหนียงตอบสนองคนแรก นางมองเหรียญในถุงผ้าด้วยความตื่นเต้น

    การทำงานในยุคโบราณกว่าจะได้เงินแต่ละเหรียญนั้นช่างยากเย็นแสนเข็ญ โดยเฉพาะชาวนาในหมู่บ้านแสนห่างไกล บางปีผลผลิตก็น้อย บางทีถูกสัตว์อสูรบุกทำให้ต้องเสียชีวิตผลผลิตเสียหาย มีไม่มากนักที่ได้จับเหรียญเงินด้วยถุงขนาดใหญ่อย่างเหม่ยอิง คนที่ประสบความสำเร็จถือว่าน้อยมาก แต่ตอนนี้เหม่ยอิงกลับสามารถทำได้

    “ใช่ถุงหอมถูกซื้อจนหมดแต่อย่าเพิ่งดีใจเกินไป หากสินค้าของแม่ขายไม่ได้คุณชายต่งจะไม่รับซื้อครั้งต่อไป มันเป็นเรื่องยากที่จะขายครั้งที่สองดังนั้นตอนนี้มาภาวนากันเถอะ ขอให้ถุงหอมแม่ขายได้เยอะๆ” ถึงจะพูดไปแบบนั้นแต่เหม่ยอิงก็ค่อนข้างมั่นใจในถุงหอมของตัวเอง กลิ่นใหม่ วัสดุสวยงาม ราคาไม่แพงมาก คุณหนูคนไหนเห็นแล้วคงไม่สามารถปฏิเสธได้ โดยเฉพาะในยุคนี้คือยุคโบราณ เครื่องสำอางก็ไม่มี ลิปสติกถูกแทนที่ด้วยกระดาษสีชาด ยังมีธุรกิจหลายอย่างที่เหม่ยอิงทำได้ในอนาคต ตอนนี้มันเพียงเริ่มต้นเท่านั้น

    ......

    หลังจากเดินทางโดยไม่หยุดพักเมิ่งเจี๋ยเจี๋ยกับเหลียงอวิ๋นก็มาถึงหมู่บ้านกวนปิง เป็นยามพลบค่ำ ชาวบ้านหลับนอนกันหมดแล้ว ทั้งสองเลือกที่จะเดินเท้าแทนขี่กระบี่เพราะการทำเช่นนั้นดูจะไม่ให้เกียรติเซียนเหม่ย

    บรรยากาศควรจะเงียบสงัดในหมู่บ้านกวนปิงอันแสนห่างไกลจากเมือง แต่ทว่าบ้านของสกุลหลี่กลับคลาคล่ำด้วยผู้คน ดูเหมือนพวกเขากำลังวิ่งหนีบางสิ่งบางอย่าง

    เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยเคยได้คุยกับเหม่ยอิงจึงรู้เกี่ยวกับบ้านหลี่ ดังนั้นทัศนคติที่นางมีต่อหลี่หานตอนนี้จึงค่อนข้างแย่ แต่กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสนใจการเคลื่อนไหวนี้ อยากรู้ว่าพวกเขากำลังหวาดกลัวสิ่งใด เป็นไปได้ไหมที่มีสัตว์อสูรบุก และหากเป็นเช่นนั้นนางสามารถกำจัดภัยคุกคามในหมู่บ้านได้ ย่อมได้รับความโปรดปรานจากเซียนเหม่ย

    ทว่าความเป็นจริงไม่ปล่อยให้เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยมีเวลาคิดมากนัก บ้านสกุลหลี่อยู่ๆ ก็พังลงมา แผ่นดินบริเวณนั้นดูเหมือนจะยุบลงไป ใครหลายคนร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ แม้จะรู้ว่าพวกเขาไม่ใช่คนดีเห็นแก่ตัว ทว่าเมิ่งเจี๋ยเจี๋ยไม่สามารถทนเห็นคนเสียชีวิตต่อหน้าได้ นางรีบยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ พร้อมกับกระตุ้นศิษย์พี่ข้างๆ การช่วยเหลือคนจึงใช้เวลาเพียงธูปครึ่งดอก

    “เกิดสิ่งใดขึ้นหลี่หาน” เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยไม่รู้จักคนอื่น เมื่อเห็นหลี่หานนางก็เข้าไปถามไถ่เผื่อได้เบาะแสมีประโยชน์

    หลี่หานเงยหน้ามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยร่างกายที่อ่อนแรง แถมยังส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยว “แม่นางนั่นเอง ขอบคุณท่านมากที่ช่วยชีวิตข้า”

    “อย่าพูดเรื่องไร้สาระ ศิษย์น้องกำลังถามเจ้าไม่ได้ยินหรือ” เหลียงอวิ๋นเข้ามาแทรก หลี่หานรู้สึกหวาดกลัว ยังไม่ลืมความร้ายกาจของบุคคลตรงหน้ายามพบกันครั้งนั้น ดังนั้นเขาจึงได้เล่าทุกอย่าง

    หลังจากรับฟังเมิ่งเจี๋ยเจี๋ยก็หน้ามุ่ย “ข้อมูลของเจ้าไร้ประโยชน์ยิ่ง บ้านของเจ้าถูกผืนดินกินไปเยี่ยงนี้มันต้องมีเหตุผลแน่ แต่เจ้ากลับคิดไม่ออกแล้วยังมัวแต่นึกถึงเหล้าและเนื้อเนี่ยนะ”

    หลี่หานละอายใจแต่ไม่สามารถหาคำมาโต้แย้งได้

    “เรื่องนี้มันจะต้องเป็นเพราะนางแพศยาเหม่ยอิงแน่ๆ เพราะนางบ้านของเราจึงต้องพังทลาย ตอนนี้ไม่เหลืออะไรแล้ว” หลี่อี้คร่ำครวญ ในมือมีเหล้าเหมาไถสองขวด แต่ทว่ายังพูดไม่ทันไรก็ถูกตบจนหน้าหัน ด้วยอารมณ์โกรธนางจึงโยนเหล้าทิ้งแล้วหันไปเผชิญหน้ากับเมิ่งเจี๋ยเจี๋ย ขนาดร่างกายของทั้งสองต่างกันมาก คนหนึ่งใหญ่คนหนึ่งเล็ก หากเป็นเวทีมวยคงมีการชั่งน้ำหนักก่อนขึ้นชก แต่อนิจจาน้ำหนักกลับไม่ช่วยอะไรหลี่อี้ นางถูกเมิ่งเจี๋ยเจี๋ยที่ตัวเล็กกว่าตบกระเด็น สภาพเป็นหรือตายไม่มีผู้ใดบอกได้

    “บังอาจเรียกท่านเซียน...แม่นางเหม่ยเช่นนั้น เจ้าคงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วกระมัง!” เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยยอมไม่ได้เด็ดขาดที่มีคนมาว่าร้ายเหม่ยอิง โดยเฉพาะหญิงสารเลวเมื่อครู่

    ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาถามความยุติธรรม เพียงการตบก็ทำให้หลี่อี้กระเด็นไปไกลหลายสิบจั้ง นี่ไม่ใช่แรงที่มนุษย์ควรมี

    “ศิษย์น้องมาดูตรงนี้สิ ข้าว่าข้ารู้แล้วเหตุใดบ้านสกุลหลี่จึงล่มสลาย” เสียงเหลียงอวิ๋นตะโกนมาแต่ไกล เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยเหลือบมองหลี่อี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะไปที่นั่น

    เมื่อมาถึงนางก็พบกับรากไม้แห้งๆ ที่โผล่ออกมาจากพื้นดิน ลักษณะสีแดงอ่อนๆ มีกลิ่นหอมประหลาด

    “นี่ไม่ใช่รากของต้นท้อเพลิงวิญญาณหรือ!” เมิ่งเจี๋ยเจี๋ยอุทาน ในฐานะศิษย์เอกของซุนหลงเหมินแค่มองนางก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นต้นไม้ชนิดใด

    “ใช่แล้วศิษย์น้อง ดูเหมือนว่าคนบ้านหลี่จะได้เมล็ดต้นท้อเพลิงวิญญาณและคิดที่จะปลูกในสวนหลังบ้าน แต่อนิจจาต้นไม้ชนิดนี้ไม่สามารถปลูกได้ในที่ดินปกติ ไม่งั้นรากไม้จะกลืนกินทุกอย่างเพื่อเลี้ยงดูลำต้นจนกว่าจะออกผล สภาพบ้านหลี่จึงล่มสลายอย่างที่เห็น และหากเป็นเยี่ยงนี้ต่อไปรากของต้นท้อเพลิงจะต้องขยายตัวออกไปใต้พื้นดินเพื่อหาแหล่งพลังวิญญาณใหม่ และนั่นอาจทำให้ชาวบ้านหลายคนได้รับความเดือดร้อน” เหลียงอวิ๋นแม้จะเลือดร้อนชิงลงมือก่อนแต่ก็วิเคราะห์ได้ถูกต้อง

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติเป็นคุณแม่ลูกสามในยุคเซียนบรรพกาล ที่คุณอ่าน