“ นั่นสินะ ฉันคงแก่เกินไป จนเกือบหลงลืมไปหมด ” วาลัสยิ้ม พลางมองไปยังเอมอสที่กำลังครุ่นคิดอยู่
“ เอมอส จำคำพ่อไว้นะ อาชีพหมอไม่ใช่จุดจบ แต่เป็จุดเริ่มต้นมีไม่กี่คนที่จะทำมันได้สำเร็จ ซึ่งตอนนี้ลูกกำลังทำเหมือนมันเป็จุดจบและไม่มีทางไปต่อได้อีก ก่อนหน้านี้ที่พ่อไม่เคยห้ามหรือพูดอะไรออกมา ก็เพราะว่าการศึกษาตำราเอาไว้ยิ่งเยอะเท่าไหร่ยิ่งเป็ประโยชน์ สิ่งที่ลูกทำมาทั้งหมดมันไม่ได้เสียเวลาเปล่า แต่เมื่อลูกกำลังจะเลือกเดินทางที่ไม่ไช่ตัวตนของลูก ในฐานะของคนเป็พ่อจะต้องเป็คนจูงมือและชี้นำไปในเส้นทางที่เหมาะสมกับลูก แต่พ่อไม่สามารถจูงมือลูกไปได้สุดทาง ตอนนี้ลูกกำลังจมปลักอยู่กับอดีตและตัวตนของพ่อ ทางเดินของลูกจงเลือกและค้นหามันด้วยตัวเอง ” อาเร็นกล่าวจบ ก็เดินไปหลังบ้านและเตรียมสัมภาระให้พร้อมสำหรับการเดินทาง โดยปล่อยให้เอมอสได้คิดทบทวน ส่วนวาลัสนั้นก็เดินมานั่งข้างๆ และกล่าวว่า
“ นี่เ้าหนู นายเป็คนฉลาดถึงบางทีจะกวนประสาทไปบ้าง แต่อย่ายึดติดกับอดีตเมื่อก่อนนายร่าเริงและมีความสุขมากกว่านี้นี่ ลองเปิดใจและเปิดมุมมองใหม่ๆเข้ามาในชีวิตบ้าง ลองดูพ่อของนายเป็ตัวอย่างสิ เมื่อก่อนเขายึดติดกับคำว่านักผจญภัยมากขนาดไหนแต่พอมาถึงจุดจุดนึงที่เขาไม่สามารถไปต่อได้ เขาก็หันหลังให้กับมันและมาใช้ชีวิตเป็หมอธรรมดาๆคนนึง เมื่อก่อนเขาก็เคยดื้อรั้นไม่ต่างจากนาย ” วาลัสตบไหล่เอมอสอย่างแ่เบา ก่อนจะลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นว่าอาเร็นเตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว
“ ผมไปด้วย ” เอมอสลุกขึ้นยืนเเละเดินไปเก็บตำราเข้าชั้นหนังสือ อาเร็นที่เห็นแววตาของลูกชายตัวเองก็รู้ได้ว่า เอมอสยังไม่เปลี่ยนความคิดที่จะเอาดีทางด้านสายรักษาอย่างแน่นอน
“ อยู่ด้านหลังวาลัสเอาไว้ ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นจงมีสติ ” อาเร็นเอ่ยก่อนจะมอบหินสีดำขนาดเท่านิ้วโป้งให้เอมอส
“ ถ้าเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน บีบมันให้แตกมันจะพาลูกกลับมาที่นี่ ” เอมอสพยักหน้ารับคำ
“ จะให้ไปตามพวกมือใหม่มาช่วยด้วยไหม ” วาลัสกล่าวถามทั้งที่รู้คำตอบดีอยู่แล้ว
“ เอามาก็รังแต่จะเกะกะเปล่าๆ นายคอยคุ้มกันเอมอสที่เหลือฉันจัดการเอง ” อาเร็นเอ่ย
“ นายจะเข้าไปหาควีนที่กิลด์ก่อนหรือเปล่า ” วาลัสถาม
“ไม่หล่ะ ฉันไม่ค่อยอยากจะเจอควีนสักเท่าไหร่ ฉันจะพาเทเลพอร์ตออกไปนอกอาณาจักร จากนั้นเราจะใช้ม้าเดินทางไปยังจุดหมายต่อทันที ” อาเร็นตอบ
หลังจากนั้นอาเร็นเทเลพอร์ตพาทุกคนมายังนอกกำแพงรั้วอาณาจักร ที่สูงตระหง่านหลายสิบเมตรความเเข็งแรงนั้นคงไม่ต้องบอกว่าจะเเข็งแกร่งสักเพียงใด บนกำแพงมีทหารในชุดเกราะเต็มยศหลายร้อยนายยืนเฝ้ายามอย่างขันแข็ง วิวทิวทัศน์เต็มไปด้วยต้นหญ้าเล็กๆสีเขียวขจีและดอกไม้นานาพรรณ ทำให้นอกกำแพงนั้นไม่ต่างจากทุ่งหญ้าที่แสนจะงดงาม
“ ดันเจี้ยนตั้งอยู่ห่างไปทางทิศตะวันออกจากหมู่บ้าน ราชิล 5 กิโลเมตร ” อาเร็นบอกตำแหน่งของดันเจี้ยน
" ไปกันเถอะ ” อาเร็นเรียกใช้ทักษะอัญเชิญม้าสีขาวที่มีความสง่างามเป็อย่างมากขึ้นมา 3 ตัว เอมอสะโขึ้นควบม้าอย่างชำนาญ จนอาเร็นและวาลัสใ
“ แข่งกันไหม ” เอมอสมองด้วยหางตา ทำให้วาลัสหางคิ้วกระตุกขึ้นมาทันที
“ อย่าดูถูกคนแก่เกินไป ไอ้หนู ” วาลัสเอ่ยท้าท้าย
“ ฮ่าๆ ก็หน้าสนุกดีนะ ” อาเร็นผู้เป็พ่อกล่าวพร้อมกับยิ้มอย่างนึกสนุก
“ ย่าห์ ! ” เอมอสไม่รอช้า เขาควบม้าออกไปอย่างคล่องแคล่ว เอมอสโน้มตัวไปหน้าข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อลดแรงต้านท้านของกระเเสลม เอมอสบังคับม้าได้อย่างสวยงามหมดจด เขาสามารถบังคับให้มันหลบหลีกสิ่งกีดขวางข้างหน้าได้อย่างสบายๆ ราวกลับเขาสื่อสารกับมันรู้เื่
“ ฮ่าๆ นึกว่าจะแน่ ” เอมอสหันมาหลังมาเยอะเย้ย เมื่อเขาเห็นว่านำอาเร็นและวาลัสมาไกลพอสมควร
แต่ของจริงมันกำลังจะเริ่มนับจากนี้ อาเร็นและวาลัสรู้แล้วว่าถ้าใช้ฝีมือในการขี่ม้าธรรมดาๆ ไม่สามารถเอาชนะไอตัวแสบที่กำลังเยาะเย้ยพวกเขาอยู่ได้แน่นอน
“ เฮสต์ * ”
“ เฮสต์ ”
“ ขี้โกง ! ” เอมอสโวยวายเมื่อเห็นทั้งสองคนใช้ทักษะเวทย์ในการเพิ่มความเร็วของม้า
“ เขาเรียกว่ามากประสบการณ์ไอหนู ” วาลัสใช้แขนและขาที่สั้นควบแซงออกไปอย่างทุลักทุเล เพราะเขาเหยียบไม่ถึงที่พักเท้า
“ บทเรียนแรก หัวเราะทีหลังดังกว่า ” อาเร็นเอ่ยออกมาอย่างราบเรียบ แต่เเทงทะลุไปถึงขั้วหัวใจ ก่อนจะแซงนำหน้าทั้งเขาและวาลัสออกไปอย่างไม่ยากเย็น
เอมอสได้แต่ทำหน้าจ๋อย ยอมรับความพ่ายแพ้ เขารู้อยู่แล้วว่าทักษะพวกนี้มันมีประโยชน์ยังไง แต่คาดไม่ถึงว่าจะสามารถเอามาพัฒนาให้ใช้ได้กับสิ่งมีชีวิตไม่ใช่มนุษย์ได้
“ ลูกนายมีศักยภาพสูงจริงๆ อาเร็น ” วาลัสควบม้ามาตีขนาบข้าง เอ่ยกับสหายต่างวัย
“ ฉันก็พอรู้ว่าเขาเก่ง แต่ก็คิดไม่ถึงว่าจะขนาดสื่อสารและเข้ากันกับม้าอันเชิญได้ขนาดนี้ แถมฉันเป็คนอันเชิญมาด้วยนี่สิ ถ้าเป็นายฉันยังพอเข้าใจ ” อาเร็นตอบตามตรง เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่เขาเห็นเอมอสขี่ม้า แถมฝีมือในการขี่ม้าราวกับว่าเป็หนึ่งเดียวกันกับสัตว์ขี่ การที่จะควบคุมสัตว์ขี่ให้ได้ดั่งใจนั้นไม่ใช่เื่ง่ายเลย
“ ฉันว่าก็เป็ข้อดีอยู่อย่างนะ สำหรับกฎหมายที่กำหนดให้ทุกคนที่มีอายุ 20 ปีเต็ม ต้องจบการศึกษาในอาณาจักรให้ครบหลักสูตรและทำการคัดสรรค์เลือกอาชีพเสียก่อน ถึงจะเป็นักผจญภัยหรือทหารได้ ” วาลัสเอ่ย แต่อาเร็นกลับส่ายหน้าและกล่าวว่า
“ ฉันคิดว่าเขาไม่ได้เป็ห่วงเื่ความปลอดภัยหรอก นายก็รู้ดีวาลัส ” อาเร็นเห็นว่าเอมอสตามหลังมาติดๆ จึงหยุดสนทนาเื่พวกนี้ไป
ตามกฎหมายของอาณาจักร ชาวเมืองทุกคนในดินแดนของเซฟีลอสไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกอาณาจักร ห้ามเรียนรู้ทักษะเวทมนต์ก่อนจะมีอายุครบกำหนด 20 ปี และจบการศึกษาจากภายในอาณาจักรให้ครบหลักสูตร ยกเว้นอ่านเพื่อศึกษาแต่ห้ามเรียนรู้เพื่อใช้งานทักษะ แต่จะมีเพียงทักษะสำคัญในชีวิตที่สามารถเรียนรู้ได้เช่น ทักษะเวทย์สื่อสาร กฎหมายนี้ออกมาเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวเมืองที่อายุไม่ถึง เกณฑ์แอบไปลงดันเจี้ยนตามอำเภอใจ ถือเป็การปกป้องเขาจากอันตรายไปในตัว
แต่ทว่า สำหรับคนที่รู้ลึกตื้นหนาบางอย่างอาเร็นรู้เหตุผลดีว่า กฎหมายนี้ออกมาเพื่ออะไรและคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือใคร
“ ถ้าลูกสามารถเข้าถึงแก่นแท้ของทักษะและเข้าใจมันได้ ลูกก็จะทำได้แบบพ่อและวาลัสเช่นกัน เอาไว้ลูกเลือกอาชีพเสร็จก่อนพ่อจะสอนทุกอย่างที่ลูกอยากรู้ " อาเร็นกล่าว ที่ก่อนหน้านี้เขาไม่สอนทุกเื่ที่เขารู้ไปเพราะว่า มันผิดกฎของอาณาจักรที่ห้ามผู้ปกครองหรือใครก็ตามแต่สอนทักษะเวทมนต์ จนกว่าจะถึงเกณฑ์
“ ผมอยากเรียนทักษะเวทย์ รีเวิร์ส ” เอมอสตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด วาลัสที่ได้ยินเอามืออันสั้นป้อมตบหน้าผากตัวเอง เขาอยากจะเอาค้อนทุบหัวเรียกสติของเอมอสที่ดื้อรั้นขนาดนี้
“ ฮ่าๆ ไม่มีปัญหา ” อาเร็นไม่ได้ถือสา เขากลับรู้สึกชื่นชมความมุ่งมั่นของลูกชายหัวดื้อคนนี้ เอมอสควบม้าตะบึงออกไปปล่อยให้คนแก่เสวนากันตามสะดวก
“ ทำไมนายไม่บอกเขาไปว่า ทักษะเวทย์รีเวิร์ส ไม่ใช่ตำราเวทมนต์ธรรมาดาทั่วไป มันจะดีหรอที่ไปให้ความหวังเขาแบบนั้น ” วาลัสกระซิบถาม เพราะเขารู้ดีว่าทักษะของอาเร็นนั้นไม่ใช่ตำราเวทย์มนต์ที่หาได้ทั่วไป อาจจะมีเพียงเล่มเดียวในโลกด้วยซ้ำและไม่มีทักษะไหนเลยที่มีผลแบบ รีเวิร์ส ของอาเร็น
“ นายคิดว่าเอมอสที่อ่านตำราเป็พันเล่ม จะไม่รู้เื่นี้หรือไง ” อาเร็นย้อนถาม
“ นั่นสินะ หรือว่าไอหนูนั่นมันแค่แกล้งโง่กันนะ ” วาลัสตอบ
หลังจากนั้นไม่นานนักพวกเขามาถึงจุดที่ดันเจี้ยนปรากฎขึ้นมา สิ่งที่ปรากฎตรงหน้าของพวกเขาคือ ต้นไม้ขนาดใหญ่ต่อให้หลายสิบคนมาโอบก็คงได้ไม่หมด สภาพต้นไม้ในตอนนี้กำลังเหี่ยวเฉาลงช้าๆ ตรงกลางลำต้นเหนือพื้นดินมีช่องว่างมิติกำลังส่องสีม่วงลึกลึกลับ แผ่กระจายกลิ่นอายแห่งความตายออกมาอย่างเด่นชัด อาเร็นและวาลัสนั้นรู้สึกเฉยๆกับรังสีแห่งความตาย แต่กลับเอมอสนั้นเขาคุกเข่าลงไปกองกับพื้นอย่างอ่อนแรง เนื้อตัวสั่นเทาไปด้วยความหวาดกลัว เหงื่อกาฬไหลเต็มตัว
“ อย่าไปกลัวลูกรัก เปลี่ยนความกลัวเป็กล้า จดจำความกลัวและซึมซับมันมาเป็พลังไม่มีสิ่งใดเหนือกว่าความกล้า ” อาเร็นเดินเข้าไปแตะไหล่เอมอส เขาไม่ได้พยายามช่วยเลยเเม้แต่น้อย เขา้าแค่ชี้แนะและให้เอมอสต่อสู้กับความกลัวนี้ด้วยตัวเอง
“ ฮึบ ! ” เอมอสใช้เวลาเพียงไม่นาน เขาก็ลุกขึ้นยืนและมีท่าทางขึงขังราวกับว่าไม่หวาดกลัวอีกต่อไป
อาเร็นและวาลัสตกตะลึง ไม่เคยมีใครที่เห็นดันเจี้ยนอันเดดเป็ครั้งแรกแล้วจะหายหวาดกลัวได้ไวขนาดเอมอสมาก่อน แม้ว่าคนที่เป็นักผจญภัยมือใหม่มีประสบการณ์ลงมาหลายดันเจี้ยน แต่พอมาเจอดันเจี้ยนอันเดดแบบนี้อย่างน้อยต้องใช้เวลาในการคุ้นชินรังสีแห่งความตายอยู่สักพักใหญ่ แต่เอมอสกลับใช้เวลาไม่ถึง 1 นาทีในการสลัดความกลัวนั้นทิ้งไป
“ ลูกทำได้ยังไง ! ”
“ ไอหนูทำได้ยังไง ! ”
“ ใอะไรกัน ก็พ่อบอกให้ผมเปลี่ยนความกลัวเป็ความบ้า ผมก็เลยเอามาใส่ในความบ้าล้วนๆ ” เอมอสตอบด้วยใบหน้าที่ใสซื่อ
“ กล้าโว้ย ! ไม่ใช่บ้า ! " อาเร็นและวาลัสแหกปากะโออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน จนเอมอสต้องรีบเอามืออุดหู
“ ทำใจเถอะ มันคงบ้าเกินพิกัดไปแล้ว มีที่ไหนเปลี่ยนความกลัวเป็ความบ้า ” วาลัสที่ทนไม่ไหวเรียกค้อนออกมาทุบพื้นดินเพื่อระบายอารมณ์ จนพื้นดินเป็รอยหลุมลึกเกือบเมตร
“ เป็อะไรไปตาแก่วาลัส ” เอมอสได้แต่เกาหัวอย่างไม่เข้าใจว่าวาลัสเป็อะไรขึ้นมา ก่อนหน้านี้เขาได้พ่อแนะนำว่า เปลี่ยนความกลัวเป็ความบ้าซะเขาก็ทำตาม ตอนนี้เขาได้แต่สงสัยภายในใจ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าเขาทำอะไรผิด
“ พอเถอะ วาลัส นายไประบายอารมณ์ข้างในต่อดีกว่า ” อาเร็นกล่าวพร้อมรอยยิ้ม ราวกับว่ากำลังกลั้นหัวเราะอยู่ และหันมากล่าวกับเอมอสต่อว่า
“ อย่าลืมที่พ่อบอก เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินให้บีบหินสีดำนั่นทันที ”
“ ฉันคุ้มกันให้เอง นายไม่ต้องห่วง " วาลัสตอนนี้ได้สติมาเเล้วเช่นกัน เขาเหวี่ยงค้อนที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวขึ้นบนบ่าได้อย่างสบายๆ แสดงให้เห็นถึงพละกำลังที่มากมายมหาศาลของเขา
เมื่อพวกเขาเข้ามาในดันเจี้ยน เอมอสก็ถึงกลับขนลุกซู่ เพราะเขาััได้ถึงรังสีแห่งความตาย แต่เขาในตอนนี้ก็ไม่ได้หวาดกลัวอะไรมากมายนัก นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่ได้เห็นภายในดันเจี้ยนที่เขาพูดถึงกัน ภายในคล้ายคลึงกับถ้ำไม่ผิดเพี้ยนแต่ความรู้สึกที่ััได้นั้นต่างกันลิบลับ
“ แกรนครอส ! ” อาเร็นร่ายทักษะเวทย์ ทันทีที่อาเร็นร่ายจบก็ปรากฎไม้กางเขนโปร่งแสงขนาดเท่ากับคน พุ่งเข้าโจมตีใส่อันเดดที่ปรากฎตัวขึ้นมาต้อนรับ เมื่อไม้กางเกงเขนโดนตัวอันเดดร่างของมันก็สลายกลายเป็ผงทันที
อันเดดที่เอมอสเห็นนั้นสร้างความน่าขยะเเขยงให้เขาไม่น้อย พวกมันมีรูปร่างเคร้าโครงเหมือนมนุษย์ พวกมันมีเนื้อหนังที่เน่าเปื่อยแผลพุผองเต็มไปทั้งตัว เนื้อหนังหลุดหลุ่ยจนเห็นกระดูกและอวัยวะภายในที่เน่าเฟะ ส่วนหัวก็เหลือแต่เพียงกระโหลกที่มีเบ้าตาหลุดถลนออกมาห้อยต่องแต่งอยู่ข้างนอก สภาพของพวกมันไม่น่าจะมีแรงหลงเหลือให้เดินอยู่ได้เลยด้วยซ้ำ
“ กลัวหล่ะสิไอหนู ” วาลัส ใช้ค้อนทุบไปที่ร่างของอันเดดตัวนึงที่โผล่ขึ้นมาขวางทาง จนร่างของมันเเหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี
“ กลัว แต่เปลี่ยนเป็ความบ้าหมดแล้ว ” วาลัสที่ได้ยินถึงกับคิดในใจว่า ไม่น่าถามมันเลย
“ จำใว้นะเอมอส อันเดดพวกนี้แพ้ธาตุแสงกับไฟ พวกมันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราคิด คนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงที่จะลงมาในดันเจี้ยนของอันเดด เเค่เพียงเพราะมันส่งกลิ่นอายของความตายที่มนุษย์ทุกคนนั้นหวาดกลัว และด้วยจำนวนที่มันมากซะจนเราไม่อาจคาดเดาได้ว่ามันจะโผล่มาเยอะแค่ไหน แต่ผลตอบแทนมันคุ้มค่ามากถ้าเรากล้าที่จะเสี่ยง ” อาเร็นเอ่ย พลางร่ายเวทย์ใส่อันเดดที่กำลังปรี่เข้ามาหาเขาไม่ต่ำกว่า 20 ตัว
“ ไม่ต้องห่วงไอหนู พ่อนายได้ฉายาในกิลด์นักผจญภัยว่า นักบวชศักดิ์สิทธิ์ ” วาลัสตบไหล่เมื่อเห็นว่า เอมอสดูเป็กังวลที่เห็นจำนวนของอันเดดทวีคูณโผล่ขึ้นมาเรื่อยๆไม่ต่ำกว่า 40 ตัว
“ อาณาเขตศักดิ์สิทธิ์ ! ” อาเร็นเอ่ยร่ายเวทย์ ทันใดนั้นใต้เท้าของเขาก็ส่องแสงสีขาวนวลสุขสกาว ทำให้ภายในดันเจี้ยนส่องสว่างขึ้นทันตา เผยให้เห็นรอบข้างเต็มไปด้วยอันเดดที่กำลังผุดขึ้นมาจากผืนดินอีกนับร้อยตัว
“ ขยาย ! ” ทันทีที่อาเร็นกล่าวจบ อาณาเขตศักดิ์สิทธิ์ก็แผ่ขยายเป็กว้าง จนกินบริเวณไปทั่วดันเจี้ยน
เหล่าอันเดดที่อยู่ในอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์ต่างสลายกลายเป็ผุยผุงทันที โดยที่พวกมันยังไม่ได้ออกมาจากผืนดินได้สำเร็จด้วยซ้ำ
“ เคลียร์ ” อาเร็นกล่าวจบ เอมอสก็ทำหน้างุนงง
“ การลงดันเจี้ยนมันง่ายขนาดนี้เลยหรอ ”
“ หึหึ ไอหนู นี่มันแค่ดันเจี้ยนอันเดดระดับต่ำ มันมีอีกหลายระดับ ฉันบอกแล้วไงโลกใบนี้มันอะไรอีกมากที่นายยังไม่รู้ ” วาลัสตอบแบบกำกวม เพื่อดึงดูดความสนใจเอมอส
“ นี่คือสิ่งที่พ่ออยากจะบอก พ่อไม่ได้เริ่มจากการเป็หมอพ่อเริ่มจากนักเวทย์และมาสิ้นสุดที่หมอ ลูกก็น่าจะรู้เหตุผลดีอยู่แล้วว่าเพราะอะไร พ่อถึงได้คอยบอกว่าลูกควรเลือกทางของตัวเอง แต่ ! ไม่ว่าอาชีพหมอหรือนักเวทย์มันแทบไม่ต่างกัน มันอยู่ที่ตัวลูกจะเลือกเดินแบบไหน นับั้แ่วันนี้ไปพ่อจะไม่ขัดและเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่ลูกเลือก ชีวิตของลูก ลูกเลือกเอง "
อาเร็นเดินเข้าไปกอดเอมอส เพราะเขานึกถึงภรรยาที่เสียชีวิตจากการพลาดท่าถูกมอนส์เตอร์ทำร้ายในดันเจี้ยน และตัวเขาในตอนนั้นยังไม่มีพลังมากพอในการยื้อชีวิตภรรยาสุดที่รักของตัวเอง ด้วยเหตุนี้อาเร็นถึงเลิกที่จะเป็นักผจญภัย
“ เข้าใจแล้วครับ ” เอมอสตอบ พร้อมกับสวมกอดผู้เป็พ่อ
แต่แล้วทันใดนั้นก็มีเสียงอันเย็นะเืดังขึ้น
“ รสชาติความรักของมนุษย์ช่างน่าสะอิดสะเอียนยิ่งนัก ” อาเร็นที่ได้ยินเสียงนั้นถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งตัว
“ รีเฟล็คชีลด์ !” อาเร็นที่มีประสบการณ์มามากมาย ร่ายเวทย์ป้องกันให้คนทุกคนทันที แต่ดูเหมือนมันจะไร้ผล
“ อั่ก ! ” อาเร็นถูกกรงเล็บอันแหลมคมแทงทะลุออกมากลางหน้าอก หลังจากนั้นก็ปรากฎร่างของมนุษย์ผู้ชายที่มีรูปร่างเตี้ยหลังค่อมถือไม้เท้าอยู่ในมือ แขนข้างขวาั้แ่ข้อศอกฉุ่มไปด้วยเืของอาเร็น ใบหน้าของมันมีรอยเหี่ยวย่นคล้ายกับคนสูงอายุ มันเองก็ได้รับาเ็หนักจากผลของการสะท้อนกลับของโล่ที่อาเร็นร่ายใส่เช่นกัน
“ พ่อ ! ” เอมอสะโสุดเสียง
วาลัสได้แต่กัดฟันไม่กล้าทำอะไรพลีพลาม แม้ว่าปีศาจตนนี้จะได้รับาแฉกรรจ์จากผล รีเฟล็คชีลด์ เพราะเขารับปากอาเร็นไปแล้วไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาต้องคอยคุ้มกันเอมอส เขาเกรงว่าถ้าพุ่งไปหาปีศาจตนนี้มันจะวกกลับมาทำร้ายเอมอสที่ไม่มีทางสู้
“ เอาไว้เจอกันนะหนุ่มน้อย ” ปีศาจหลังค่อมกล่าวจบก็หายไปในความมืดทันที เพราะมันก็คาดไม่ถึงว่าจะโดนการโจมตีของตัวเองที่สะท้อนกลับมา ทำให้จุดประสงค์ของมันต้องยืดออกไปก่อน
“ ทำใจดีดีไว้ อาเร็น ! เอมอส ! จับมือพวกเราไว้แล้วบีบหินนั่นซะ " วาลัสเอ่ยอย่างรนลาน พลางเอาผ้าสะอาดกดไปที่หน้าอกของอาเร็นที่มือเืไหลออกมาไม่หยุด จนผ้าสีขาวสะอาดกลายเป็สีแดงฉานในเวลาเพียงไม่นาน
“ มะ ไม่ต้อง ! ” อาเร็นกะอักเืออกมาคำโต เอมอสที่เห็นได้แต่อะไรไม่ถูก
“ ใช้ทักษะ รีเวิร์สเลยสิพ่อ แผลแค่นี้เอง ! ” เอมอสโวยวายด้วยทั้งน้ำตา เขาช้อนตัวของอาเร็นผู้เป็พ่อให้ขึ้นมานอนบนตักของเขา แม้จะรู้อยู่แล้วว่าทักษะรีเวิร์สของพ่อตัวเอง ไม่สามารถใช้ได้กับตัวผู้ร่าย แต่เขาก็หวังว่าพ่อจะสร้างปาฎิหารย์ได้เหมือนที่แสดงให้เห็นในวันนี้
“ ก้มหัวมานี่ เอมอส ” อาเร็นเอ่ยออกมาอย่างลำบาก ลมหายใจของเขาเริ่มรวยริน เอมอสที่ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ทำตามคำขอของอาเร็นผู้เป็พ่อ
“ ในนามของข้า อาเร็น อากัสไทน์ ข้าขอสืบทอดส่งต่อตำราเวทมนต์นี้ ให้แก่ เอมอส อากัสไทน์ ซึ่งเป็บุตรชายคนเดียวของข้า รับไปซะ ! เอมอส ” อาเร็นเอ่ยจบ เขาก็วางมือไปที่ศรีษะของลูกชายตัวเองอย่างอ่อนโยน ก่อนจะยื่นตำราเวทมนต์ที่ส่องแสงประกายสีขาวให้เอมอส
“ ศึกษามันให้ดี ถ้าลูกเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ลูกอาจจะไปได้ไกลกว่าพ่อ เลือกเส้นทางที่ลูกอยากเดินเถิดลูกรัก " อาเร็นเอ่ยด้วยน้ำตา ก่อนจะหันไปมองทางวาลัสที่เริ่มมีน้ำตาคลอ...
“ ฝากลูกฉันด้วย วาลัส ขอบคุณที่เมื่อก่อนตามใจฉันมาตลอด ลาก่อนสหาย ”
“ ลาก่อนลูกรัก ” อาเร็นเอ่ยจบ มือที่เคยวางไว้บนเอมอสก็ค่อยๆหล่นลงอย่างไร้เรี่ยวแรง อาเร็นหลับตาพริ้มจากไปอย่างสงบ พร้อมกับร่างของเขาค่อยๆสลายหายไป
“ พ่อ ! ”