39 กินข้าวด้วยกันสักมื้อ
39กินข้าวด้วยกันสักมื้อ
“เคยเกิดอะไรขึ้นหรือเพคะ ไม่มีใครกล้าเล่าให้หม่อมฉันฟัง บอกเพียงว่าให้มาถามฝ่าบาทเอาเอง”
องค์แดริสลุกขึ้นจากที่ประทับ ยกแขนยืดขึ้นด้านบนบิดไปมาเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้า ก่อนจะเสด็จออกมายืนตรงหน้าฟีออน
“ข้าอยากเล่าให้ฟัง แต่ฟังแล้วเจ้าคงมองข้าด้วยความคิดแง่ลบลงไปอีก ข้าควรจะบอกเจ้าดีไหม”
“หม่อมฉันคิดว่าตัวเองควรจะรู้ไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นได้อีก นั่นคือหนึ่งในหน้าที่ที่หม่อมฉันควรทำ”
“หน้าที่...อย่างนั้นสินะ ถ้าอย่างนั้นว่าที่ราชินีของข้าคงจะไม่ใส่ใจมันนักหรอกถ้าได้ฟัง” องค์เหนือหัวถอนพระทัยออกมาก่อนจะตรัสขึ้นต่อ
“ตอนอายุสิบเจ็ดข้ายังทานอาหารร่วมกับคนอื่นได้ปกติ อาจมีบ้างที่ได้ยินข่าวว่ามีขุนนางหรือข้าหลวงอาวุโสคนไหนบังเอิญทานอาหารร่วมกับข้าแล้วไม่กี่วันหลังจากนั้นพวกเขาก็จากไป แต่ข้าไม่ได้ใส่ใจนักเพราะคิดว่าอาจเป็นแค่เรื่องบังเอิญ และพวกเขาเองก็อายุมากกันแล้ว แต่มีนางกำนัลอยู่คนหนึ่ง...นางเป็นสตรีคนแรกของข้า หลังจากเรียกนางมาเข้าเฝ้าอยู่สองสามครั้ง อยู่มาวันหนึ่งเพราะเราอยู่ด้วยกันจนเช้า ข้าก็เลยสั่งให้ห้องเครื่องเตรียมเครื่องเสวยเผื่อนางด้วย สำรับอาหารของข้ามีการทดสอบอาหารก่อนตามปกติ แต่เมื่อเราเริ่มทานอาหาร สำรับอาหารของนางที่ไม่ได้ถูกทดสอบแบบข้าก่อนนั้นกลับมีพิษ นางเสียชีวิตแทบจะในทันทีต่อหน้าข้าเลย”
ฟีออนอึ้งไปไม่น้อยเมื่อได้ฟัง ฝ่าบาททรงผ่านอะไรมามากมายจริงๆ เพราะแบบนี้สินะ ถึงได้ทรงเกิดอาการไม่กล้าเสวยอาหารร่วมกับผู้อื่นอีกเลย
“ใครกันที่กล้าทำแบบนั้น...”
“หากถามข้านะ ข้าคิดว่าคนทำไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าข้าหรอก การชิมอาหารทดสอบเป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติอยู่แล้ว หากมีสำรับเดียวอยู่กันสองคนนางกำนัลคนนั้นจะต้องเป็นผู้ทำสิ่งนั้น นางก็คงจะตายก่อนข้าอยู่ดี แล้วนี่ก็แยกมาสองสำรับเสร็จสรรพอย่างชัดเจนคนร้ายคงมุ่งหวังจะฆ่านางมากกว่า หรือแท้จริงแล้วมันอาจจะเป็นความขัดแย้งกันของนางกำนัลภายในห้องเครื่องจนถึงขนาดพยายามใส่ร้ายกันเพื่อแย่งชิงตำแหน่ง ท้ายที่สุดเราก็ยังจับคนร้ายตัวจริงไม่ได้ ทุกคนที่รับผิดชอบอาหารมื้อนั้นรวมถึงวัตถุดิบจึงถูกประหารทั้งหมด ตั้งแต่นั้นมาแม่นมเจนก็เป็นคนทำอาหารให้ข้าด้วยตัวเอง แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้เหมือนจะแค่ลงไปดูแลควบคุมเท่านั้น”
หลังพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ ฟีออนก็ได้โอกาสถามเรื่องที่คาอกคาใจอีกอย่าง
“แต่ก็ทรงเสวยร่วมกับเจ้าหญิงมารีอาร์กับเจ้าหญิงมาโมเนตได้ไม่ใช่หรือเพคะ หม่อมฉันได้ยินมาว่า วันนั้นเจ้าหญิงมาโมเนตเล่าเรื่องนี้ขึ้นก่อนที่หม่อมฉันจะมาเข้าเฝ้าเรื่องคดีความ”
“หลังจากเรื่องนางกำนัลคนนั้นแล้วข้าก็ไม่กินอาหารร่วมกับคนอื่นก็จริง แต่ตอนนั้นมันคงเป็นกรณีพิเศษ นั่นเป็นอาหารมื้อเดียวที่เราได้ทานร่วมกันเช่นกัน ข้าก็แค่...อยากทดลองที่จะเชื่อว่ามันไม่ใช่เท่านั้น แต่สุดท้ายมารีอาร์ก็จากไป ข้าเลิกทานอาหารร่วมกันคนอื่นอย่างเด็ดขาดนับแต่นั้น คืนงานเลี้ยงฉลองในตอนนั้นข้าเสียใจมากที่มักง่ายเพราะความมึนเมาและความหิวของตัวเอง ราญารีถึงได้จากไป”
ฟีออนฟังแล้วได้แต่นึกปลง ความเชื่อนั้นฝังลงไปในหัวจิตหัวใจของพระองค์อย่างยากที่จะแก้ไขได้แล้ว แต่ก็น่าแปลกเหลือเกิน ที่เมื่อทรงเสวยร่วมกับใครจะต้องมีใครสักคนในวงนั้นจากไปจริงๆ
“แล้วทำไมถึงไม่กล้านอนหลับต่อหน้าผู้อื่นเพคะ”
“ข้าเคยเกือบถูกลอบสังหารตอนหลับ... จากผู้หญิงอีกนั่นแหละ”
“เจอเรื่องแบบนั้นแล้ว แต่ก็ยังทรงโปรดปรานหญิงสาวจนมีนางในพิเศษเยอะขนาดนั้นได้นะเพคะ”
“แต่ว่าตอนนี้ข้าไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้วนะ”
ตรัสจบอยู่ๆ ก็เสด็จเข้ามาใกล้ฟีออนมากขึ้น พระสุรเสียงนั้นราวกับเด็กน้อยที่กำลังออดอ้อนใครสักคนอยู่ก็ไม่ปาน ก่อนจะจับมือของหญิงสาวขึ้นมาแนบกับพระโอษฐ์เบาๆ
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนฟีออนไม่ทันได้ตั้งตัว แต่เมื่อทรงโน้มพระพักตร์ลงมาใกล้ หญิงสาวก็บ่ายหน้าหันหนีในทันที องค์ราชาหยุดชะงักอยู่เพียงแค่นั้น
“หน้าที่การงานของราชินีหม่อมฉันจะรับผิดชอบทำให้ดีที่สุดเพคะ แต่ยกเว้นเรื่องนี้...ทรงไปมีพระโอรสพระธิดากับเหล่าพระสนมเถิดเพคะ อยากจะมีเพิ่มอีกกี่คนก็ตามแต่พระทัย เพราะหม่อมฉันจะทำแค่หน้าที่ราชินี ไม่ใช่หน้าที่ภรรยา...”
องค์แดริสนิ่งอึ้งไปพูดไม่ออกเลยทีเดียว มือที่กำอยู่บนข้อมือของหญิงสาวบีบแน่นเข้าอย่างแรง และในตอนนั้นเองที่ทรงสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างบนข้อมือของฟีออนซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้ชายแขนเสื้อ เมื่อยกข้อมือของฟีออนขึ้นมาตั้งดูแล้ว เจ้าเหนือหัวก็พบว่าหญิงสาวใส่สร้อยข้อมือไข่มุกอยู่หนึ่งเส้น
มองจากใบหน้าของหญิงสาวที่บ่ายหน้าหนียิ่งกว่าเดิมแล้ว องค์ราชาก็เดาเรื่องราวได้ไม่ยากเลย
“ของคาอูลงั้นรึ”
ฟีออนได้เพียงเม้มปากแน่นไม่ตอบ ก่อนจะสะบัดข้อมือตัวเองอย่างแรงจนหลุดออกมา
“หม่อมฉันจะไปเตรียมการเสวยมื้อเย็น” หญิงสาวทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะออกจากห้องไป
องค์แดริสได้เพียงเหลียวมองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั่นไป ถึงจะได้ตัวมาอยู่ข้างกาย แต่หัวใจของนางไม่ได้อยู่ตรงนี้เลยสักนิดเดียว
หลังจบมื้อเสวยในช่วงหัวค่ำ ฟีออนก็ขอทูลลากลับไปพักผ่อนในทันที ทั้งสองไม่ได้สนทนาอะไรกันอีกเลยสักประโยคนับตั้งแต่ห้องทรงอักษรในตอนนั้น องค์แดริสยังไม่ได้เสด็จกลับห้องบรรทมใหญ่แต่เสด็จไปหาแม่นมเจน
“ท่านไม่สบายขนาดนี้ทำไมถึงไม่มีใครบอกข้า น่าโมโหจริงๆ” องค์ราชาตรัสขึ้นอย่างหงุดหงิด เหลียวหันมองไปทางใครคนนั้นก็พากันก้มหน้าหนีพระองค์กันหมด ช่วงงานเลี้ยงเต้นรำแม่นมไม่ได้ดูแย่มากขนาดนี้เลย
หญิงชราในวัยหกสิบปลายๆ ที่นอนอยู่บนเตียงนั้นดูซูบลงไปเป็นอย่างมากในเวลาเพียงไม่นาน ใบหน้าที่แม้จะมีรอยย่นแล้วแต่ก็ยังดูผ่องใสอยู่เสมอในภาพความคิดขององค์แดริสนั้น ดูซีดเซียวโรยแรงจนน่าเป็นห่วงเหลือเกิน
“ก็แค่ป่วยตามประสาคนแก่เพคะฝ่าบาท ไม่ใช่เรื่องใหญ่ให้พระองค์ต้องมากังวลเลย ว่าแต่เสด็จมาถึงที่นี่ได้ทรงมีเรื่องอะไรหรือเปล่าเพคะ”
“ก็...ข้าจะมาถามท่านว่า พวกเครื่องประดับของเสด็จแม่ถูกเก็บอยู่ที่ไหนหรือ”
“จะเอาไปให้ว่าที่ราชินีหรือเพคะ นั่นสินะ...ฝ่าบาทของหม่อมฉันอีกไม่นานก็จะอภิเษกสมรสแล้ว”
ใบหน้าของหญิงชราเต็มไปด้วยรอยยิ้มเมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ ผิดกับอารมณ์ขององค์เหนือหัวที่ถอนพระทัยออกมาโดยสิ้นเชิง
“ตอนนี้ข้าเริ่มไม่รู้แล้วว่าข้าหรือนางกันแน่ที่ใจร้ายกว่ากัน ข้าบังคับนางให้เป็นราชินี แล้วนางก็พูดจาทำร้ายจิตใจข้าทุกวัน”
เมื่อได้ฟังน้ำเสียงกระเง้ากระงอดเป็นเด็กเล็กของกษัตริย์แห่งจีโอเนสผู้ยิ่งใหญ่แล้ว สตรีผู้เลี้ยงพระองค์มาตั้งแต่แรกเกิดก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นลูบพระเศียรนั้นอย่างเอ็นดู
“ตอนแรกหม่อมฉันก็แปลกใจมากที่รู้เรื่องนะเพคะ แต่พอได้พูดคุยกับนางแล้วหม่อมฉันก็พอเข้าใจว่าทำไมพระองค์ถึงได้เลือกนาง แม้จะต้องบังคับนางก็ตามแต่ก็อย่าถอดใจง่ายๆ นะเพคะ นางจะต้องเป็นราชินีที่วิเศษที่สุดให้กับพระองค์ให้กับบ้านเมืองของเราได้อย่างแน่นอน”
ฟังถ้อยคำให้กำลังใจนั้นแล้ว ชายหนุ่มก็ลุกขึ้นหอมแก้มแม่คนที่สองของตัวเองไปหนึ่งทีอย่างเอาใจ เขาคงต้องพยายามต่อไปให้นางใจอ่อนให้ได้ในสักวันจริงๆ
หลังจากได้รับการบอกเล่าว่าสมบัติของพระมารดาถูกจัดเก็บไว้ที่ไหนอย่างไรแล้ว ทั้งสองก็สนทนากันอีกเล็กน้อยจนองค์แดริสคิดว่าถึงเวลาที่แม่นมของเขาจะได้พักผ่อนเสียที และก่อนที่องค์ราชาจะเสด็จออกจากห้อง เสียงของแม่นมเจนก็ดังขึ้นหยุดพระองค์ไว้
“...พรุ่งนี้ ฝ่าบาทจะเสวยมื้อเช้าร่วมกับหม่อมฉันได้ไหมเพคะ”
“ทำไมถึงได้ถามข้าแบบนั้น” องค์แดริสกริ้วขึ้นมาเลยทีเดียวที่แม่นมเจนถามแบบนั้น เพราะแม่นมเจนน่าจะรู้ดีกว่าใครถึงเรื่องคำสาปของเขา
“นานแล้วเหลือเกินที่ไม่ได้ทานอาหารพร้อมหน้าพระองค์ ได้โปรดเสวยกับหม่อมฉันสักมื้อเถอะเพคะ”
“ไม่เอา ไม่อย่างเด็ดขาด ถ้าถามอีกครั้งข้าจะโกรธท่านมากๆ จริงๆ แล้วนะ ดึกแล้ว ท่านควรจะพักผ่อนได้แล้ว แล้วข้าจะมาเยี่ยมใหม่นะขอรับ”
พระพี่เลี้ยงได้แต่ถอนใจมองตามองค์กษัตริย์ที่ดูโมโหจนปิดประตูเสียงดังปังก่อนเสด็จออกไป หญิงชราเลื่อนมือมาจับที่ท้อง หลับตาลงเม้มปากแน่นราวกับอดทนต่อความเจ็บปวดอย่างถึงขีดสุด แต่สิ่งที่รบกวนจิตใจของนางในตอนนี้กลับไม่ใช่เรื่องอาการเจ็บป่วยนี้แม้แต่น้อย
หญิงชรานั้นเป็นห่วง...ห่วงเด็กชายผู้น่าสงสารคนเมื่อครู่เหลือเกิน
เช้าวันต่อมาในขณะที่กำลังเสวยมื้อเช้าอยู่ที่ประจำ ฟีออนเองยังคงมาคอยดูแลควบคุมทุกอย่างให้ จวบจนกระทั่งมหาดเล็กสองคนที่เหลือเป็นผู้ช่วยลำเลียงสำรับส่งไปยังโต๊ะเสวยของฝ่าบาท ว่าที่ราชินีจึงบอกข่าวสารบางอย่างให้กับเบลลาฟี
“มื้อนี้ท่านแม่นมเป็นคนลุกขึ้นมาทำอาหารให้ด้วยตัวเองเลยนะคะ ฝากทูลกับฝ่าบาทด้วยค่ะ”
“ท่านแม่นมไม่สบายอยู่ไม่ใช่หรือ นั่นแปลว่าคงจะอาการดีขึ้นมากแล้วสินะขอรับ ข้าจะทูลฝ่าบาทให้”
ฟีออนโค้งขอบคุณเล็กน้อยจนเบลลาฟีแทบโค้งกลับไม่ทัน เห็นดังนั้นหญิงสาวก็ยิ่งตระหนักถึงสถานะหน้าที่ของตัวเองยิ่งขึ้น แม้จะทำเพราะความเคยชิน แต่อย่างไรความเคยชินนั้นควรจะต้องเริ่มถูกปรับแก้ไขได้แล้ว นางคือว่าที่ราชินี จะมาโค้งหัวขอบคุณทหารแบบนี้ได้อย่างไร
ถ้อยความจากฟีออนถูกถ่ายทอดส่งไปยังองค์กษัตริย์ พระองค์ทรงมีพระพักตร์เบิกบานตื่นเต้นกับสำรับอาหารมื้อนี้เป็นอย่างยิ่ง
“แม่นมคงอยากขอโทษข้าแน่ๆ ที่เมื่อคืนถามอะไรแปลกๆ หลังกินเสร็จข้าจะแวะไปหานางสักหน่อย ชามีหลังจากนี้ให้เจ้าไปเก็บเอกสารที่ห้องทรงอักษรแล้วไปเจอกันที่ห้องว่าราชกิจเลยก็แล้วกัน”
“พ่ะย่ะค่ะ” นายทหารคนสนิทน้อมรับคำสั่ง แล้วองค์แดริสก็เริ่มเสวยทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างสำราญพระทัย
ในขณะที่เสวยไปได้จนเกือบจะหมดแล้วนั่นเอง อยู่ๆ ก็มีเสียงร้องเรียกฝ่าบาทดังมาแต่ไกลจากปากทางเข้าระเบียง ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นหันไปดู ก่อนที่ทหารรักษาการณ์คนหนึ่งจะวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา แล้วรีบทูลขึ้นอย่างไม่อยากรั้งรอการถวายบังคมตามธรรมเนียมอะไรใดๆ อีกต่อไป
“ท่าน...ท่านแม่นมเจนหกล้มจนหมดสติไปพ่ะย่ะค่ะ ล้มที่หน้าห้อง ท่านหมอหลวงมาดูอาการแล้วรีบบอกให้มาทูลเชิญฝ่าบาทอย่างด่วนที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”
แก้วน้ำที่ว่างเปล่าไปแล้วในพระหัตถ์หลุดร่วงลงพื้นแตกกระจาย องค์แดริสลุกขึ้นจากที่ประทับแล้วรีบเสด็จออกไปในทันที ทั้งฟีออน คนสนิทอย่างเบลลาฟีกับชามีเองก็รีบรุดวิ่งตามไปเช่นกัน
เมื่อขบวนเสด็จแบบเร่งด่วนพากันวิ่งมาถึงยังห้องพักของแม่นมเจน องค์แดริสก็ได้พบกับหมอหลวงที่มาตรวจดูอาการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคำถวายรายงานของท่านหมอทำเอาทุกคนตกตะลึงจนพูดไม่ออกอีกเลย
...แม่นมเจนมีอาการก้อนพิษในท้อง คงเป็นมานานแล้วแต่ไม่บอกใคร นั่นเป็นโรคภัยที่ยังไม่มีทางรักษาให้หายได้ และอาการตอนนี้ก็มาถึงขั้นหนักมากแล้วขอให้เผื่อพระทัยไว้ด้วย...
องค์แดริสเปิดประตูเข้าไปในห้อง แม่นมเจนที่กำลังนอนหลับตานิ่งนั้นลืมตาขึ้นมาราวกับรู้ว่าใครคือผู้ที่มาเยือน ฟีออนเดินตามหลังฝ่าบาทมาเงียบๆ พร้อมชามีและเบลลาฟี ภายในห้องมีนางกำนัลอยู่สองคนซึ่งมาคอยดูแลแม่นมตามคำสั่งของพระสนมจานิสต้าก่อนพระสนมออกเดินทางไป คณะติดตามเสด็จโดยส่วนมากยังคงรั้งรออยู่ที่นอกห้องพร้อมกับหมอหลวง
“ทำไมท่านไม่บอกข้า...” พระสุรเสียงขององค์ราชานั้นสั่นอย่างชัดเจน องค์แดริสประทับลงที่เก้าอี้ข้างเตียง ยื่นพระหัตถ์ไปจับมือของพระพี่เลี้ยงไว้แน่น
“แค่นี้ฝ่าบาทก็งานเยอะมากแล้ว หม่อมฉันจะเพิ่มเรื่องให้ฝ่าบาทต้องเป็นห่วงได้อย่างไรกัน”
“ข้าโกรธท่านแล้วนะ คราวนี้โกรธแล้วจริงๆ”
“อย่าโกรธคนแก่เลยเพคะ ฝ่าบาท...หม่อมฉันมีเรื่องอยากขอร้อง นี่คงเป็นคำขอสุดท้ายแล้วจริงๆ ทรงเสวยอาหารกับหม่อมฉันสักมื้อนะเพคะ”
“ทำไมยังพูดเรื่องนี้อีกขอรับ ท่านควรจะพักผ่อนให้มากๆ นะ ตอนที่ท่านจะทานอาหารข้าจะมานั่งอยู่เป็นเพื่อนก็ได้ แต่อย่าถามแบบนี้อีกได้ไหม อย่าถามอีกเลย” แม่นมเจนถอนใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นต่อด้วยน้ำเสียงโรยแรง
“ฝ่าบาทเพคะ... คนเราทุกคนเกิดมาก็ต้องตายทั้งนั้น มันเป็นเรื่องปกติ ฝ่าบาทจะทรงใช้ชีวิตแบบนี้ตลอดไปไม่ได้นะเพคะ ตราบใดที่ยังเสวยร่วมกับใครไม่ได้ นอนหลับอยู่กับใครไม่ได้ พระองค์ก็จะรู้สึกโดดเดี่ยวแบบนี้ตลอดไป พระองค์ต้องหัดเชื่อใจใครสักคนอย่างแท้จริงบ้าง เชื่อว่าแม้จะทานอาหารด้วยกันแล้ว ต่อให้เกิดเรื่องไม่ดีขึ้นจริงๆ สิ่งนั้นก็จะไม่ใช่ความผิดของพระองค์ ให้หม่อมฉันได้ทำหน้าที่นั้นเป็นครั้งสุดท้ายเถิดเพคะ”
องค์แดริสยังได้แต่นั่งเงียบไม่ตอบ ทำได้เพียงเม้มพระโอษฐ์ไว้แน่นมองพระพี่เลี้ยงที่อยู่ๆ ก็พูดอะไรแบบนี้แทนที่จะกังวลเรื่องสุขภาพของตัวเอง
“ฟีออน... ช่วยหยิบชามใส่องุ่นตรงนั้นมาให้หน่อยได้ไหม” แม่นมเจนหันมาหาฟีออนก่อนจะเอ่ยขึ้น
หญิงสาวทำอะไรไม่ได้นอกเสียจากทำตามที่ถูกขอร้อง ว่าที่ราชินีเดินไปยกชามผลองุ่นสีม่วงลูกโตน่าทานมายืนถือไว้ใกล้ๆ ก่อนที่หญิงชราจะหยิบมันขึ้นไปแล้วเด็ดส่งให้องค์แดริสหนึ่งลูก และเด็ดมาอีกผลยกกัดเข้าที่ปากของตัวเอง
“เสวยด้วยกันนะเพคะ”
องค์แดริสมองผลองุ่นสีม่วงในมืออย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่ท้ายที่สุดเมื่อได้ยินเสียงอ้อนวอนนั้นอีกครั้ง พระองค์ก็จับมันเข้าปากไปได้ในที่สุด
“อร่อยไหมเพคะ”
“ขอรับ อร่อยมาก...” ในขณะที่ตรัสขึ้น องค์เหนือหัวก็หันไปหยิบลูกที่สองโยนเข้าปาก แล้วหยิบอีกลูกส่งให้กับแม่นมเจนไป
พระองค์ไม่สามารถต้านทานคำขอนั้นได้ แม้ในใจจะต่อต้านไม่อยากทำอย่างถึงที่สุดก็ตาม หมอหลวงเองก็ได้พูดไว้อย่างชัดเจนแล้ว หากว่านี่คือสิ่งสุดท้ายที่พระองค์จะทำเพื่อพระพี่เลี้ยงที่คอยอยู่เคียงข้างพระองค์เสมอตั้งแต่แรกเกิดได้ล่ะก็...
“ดีแล้วเพคะ... ดีเหลือเกิน ในที่สุด... เราก็ได้กินผลไม้ของโปรดของเราทั้งคู่ด้วยกัน...อีก...ครั้ง”
“เอาไว้เย็นนี้ข้าจะมาอีกขอรับ นอกจากองุ่นแล้ว ข้าจะเอาของที่ท่านชอบ............”
พระสุรเสียงขาดห้วงไป หลังจากที่ทรงหันไปหยิบองุ่นลูกที่สามเตรียมจะโยนเข้าปากพร้อมกับชวนพูดคุยไปด้วยนั่นเอง เมื่อหันกลับไปมองแม่นมเจนอีกครั้ง...น้ำตาขององค์กษัตริย์ก็รินไหลออกมา ทั้งฟีออน ทั้งทุกคนที่อยู่รอบห้องต่างยกมือปิดปากอย่างแทบไม่อยากเชื่อ
แม่นมเจนเอนพิงหลังไว้กับหัวเตียง ในมือที่หล่นมาอยู่ตรงหน้ามีลูกองุ่นที่กัดไปแล้วครึ่งลูก บนดวงหน้าของหญิงชราเต็มไปด้วยรอยยิ้มแม้จะหลับตาลงไปแล้วก็ตาม องค์แดริสขว้างองุ่นทิ้งก่อนจะตรงเข้าไปกอดแม่นมเจนในทันที......