สายหมอกยามค่ำลอยปกคลุมสะพานหินที่ข้ามผ่าน ‘หุบเหวสิ้นสุด’ ดินแดนรอยต่อระหว่างสองขั้วอำนาจที่ไม่มีโอกาสมาดั่งเช่นเส้นขนาน ฝั่งหนึ่งคือสำนัก 'เฉินซาน' อันเป็เสาหลักแห่งฝ่ายธรรมะ ส่วนอีกฝั่งคือหุบเขาหมื่นราตรีอันเป็รังนอนของพรรคมารที่ทั่วทั้งแผ่นดินต่างหวาดกลัว
เสียงลมพัดหวิวฝ่าความเงียบสงัด คล้ายเสียงกรีดร้องแ่เบาของดวงิญญาที่ร่วงหล่นลงสู่ก้นเหวอันไร้ที่สิ้นสุด
บนสะพานหินอันโดดเดี่ยว ร่างในชุดนักพรตสีเขียวดั่งหยกบริสุทธิ์ยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิด ‘ไป๋ซูเสวียน’ ศิษย์เอกผู้เป็ความหวังของฝ่ายธรรมะกุมด้ามกระบี่คู่กายแน่น กระบี่น้ำค้างเหมันต์เปล่งแสงสีขาวนวลจาง ๆ สะท้อนหยาดน้ำค้างที่เกาะบนใบหญ้า ดวงตากลมโตคู่สวยทอดมองผ่านสายหมอกหนาทึบด้วยความสับสนและความกดดันหนักอึ้ง
ฉับพลัน บรรยากาศรอบตัวบิดเบี้ยว กลิ่นอายมารเข้มข้นและเย็นยะเยียบแผ่ซ่านมาบดบังกลิ่นดินและใบไผ่ เงาร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าไหมสีดำสนิทปักดิ้นทองลายัออกมาจากเงามืดอย่างเงียบเชียบ ราวกับเขาเป็ส่วนหนึ่งของรัตติกาลที่มืดมิด
‘เซี่ยอู๋หมิน’ ประมุขพรรคมารผู้เลื่องชื่อด้วยความเหี้ยมโหดและไร้ปรานี
“เ้ามาช้านะ ไป๋ซูเสวียน” น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นซึ่งแฝงไปด้วยความขบขันและหยิ่งผยองอันเป็เอกลักษณ์
ยังไม่ทันที่คำพูดประมุขมารจะสิ้นสุด คมกระบี่สีเงินของซูเสวียนกลับพุ่งทะยานฝ่าหมอกหน้าตรงเข้าหาลำคอระหงของประมุขมารด้วยความเร็วประดุจสายฟ้าฟาด ทว่าเซี่ยอู๋หมินกลับไม่แม้แต่จะขยับหลบ กระบี่สีทมิฬในมือของเขาตวัดขึ้นรับคมกระบี่นั้นได้อย่างแม่นยำ เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นสะท้อนก้องหุบเหว ก่อนที่เซี่ยอู๋หมินจะใช้กำลังภายในสะกดและพลิกตัวขยับกระบี่ สไลด์ใบมีดขัดประสานบดเบียดเข้าหากันเสียงดัง 'เคร้ง!' ดึงรั้งระยะห่างของพวกเขาทั้งคู่ให้พังทลายลงในพริบตา
คมกระบี่สองเล่มไขว้ขัดประสานสลับต้านกันจนโคนกระบี่แทบเบียดชิด คมกระบี่น้ำค้างเหมันต์ทาบผ่านบ่าจ่อชิดลำคอของเซี่ยอู๋หมิน ขณะที่กระบี่ทมิฬของประมุขมารก็สอดแทรกเข้ามาเบียดค้างอยู่ตรงอกเสื้อฝั่งหัวใจของซูเสวียน การขัดกระบี่ในลักษณะประชิดตัวนี้บีบบังคับให้ร่างของทั้งสองขยับใกล้กันจนไหล่แทบเกย
พวกเขายืนอยู่ในระยะประชิดจนได้กลิ่นอายปะปนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดผิวแก้ม ท่ามกลางอันตรายจากคมกระบี่ที่พร้อมจะคร่าชีวิตได้ทุกเมื่อหากใครคนใดคนหนึ่งคลายกำลังภายในที่ต้านกันอยู่
“หากข้ากดกระบี่ลงไปเพียงนิด ยุทธภพจะกลับคืนสู่ความสงบ พรรคมารของเ้าจะไร้ผู้นำ” ซูเสวียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แม้แววตาจะพยายามแสดงความเด็ดเดี่ยว แต่ประกายความไหววูบในส่วนลึกของดวงตากลับไม่อาจปิดบังชายเบื้องหน้าได้เลย
เซี่ยอู๋หมินหัวเราะแ่เบาในลำคอ เสียงหัวเราะที่เชิญชวนและร้ายกาจนั้นทำให้หัวใจของซูเสวียนเต้นผิดจังหวะ แทนที่จะถอยหนี ประมุขมารกลับจงใจโน้มลำคอและดวงหน้าเบียดเข้าหาคมกระบี่น้ำค้างเหมันต์อย่างเชื่องช้า ปล่อยให้ใบมีดเย็นเฉียบกรีดลึกเข้าไปในผิวเนื้อจนโลหิตสีแดงฉานเริ่มไหลซึมออกมาตามแนวคอเสื้อผ้าไหมสีดำ
“เอาเลยสิ...” เซี่ยอู๋หมินกระซิบน้ำเสียงแหบพร่าข้างใบหูของซูเสวียน “ปลิดชีพข้าเสีย ศิษย์เอกผู้เที่ยงธรรม... แต่จำไว้ว่าหากหัวใจข้าหยุดเต้น ร่างกายและิญญาของเ้าก็ต้องร่วงหล่นลงไปเคียงคู่กับข้าในก้นเหวนี้เช่นกัน”
มือหนาของเซี่ยอู๋หมินเอื้อมขึ้นมากุมมือซีดขาวของซูเสวียนที่ถือด้ามกระบี่ไว้ บีบกระชับแน่นจนไร้ช่องว่าง นิ้วโป้งของประมุขมารลูบไล้หลังมือของคนชุดขาวอย่างแ่เบาทว่าแฝงไปด้วยแรงครอบงำอันมหาศาล แววตาของจอมมารสะท้อนความบ้าคลั่งและความยึดติดที่ลึกซึ้งจนน่ากลัว
ซูเสวียนรู้สึกเหมือนลมหายใจของตนถูก่ชิงไป ความอบอุ่นอันตรายล้อมรอบกายเขาจนแทบสำลัก เขารู้ดีว่าความสัมพันธ์ลับๆ ระหว่างพวกเขาทั้งสองบิดเบี้ยวและกลายเป็รักต้องห้าม
ภายใต้หมอกหนาทึบที่ปิดกั้นสายตาของคนทั้งหุบเขา มีเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นรัวท่ามกลางคมอาวุธที่จ่อคอหอยและหัวใจ ไม่มีใครทราบได้ว่าก้าวต่อไปบนสะพานหมอกนี้ จะนำพาพวกเขาไปสู่รุ่งอรุณแห่งรักที่เอาชนะอุปสรรคทุกประการได้ หรือโศกนาฏกรรมสีเืที่จะฝังร่างของพวกเขาทั้งสองไว้ใต้เหวแห่งนี้