Western Magic University

    ก่อนเปิดวันเปิดเทอม1

                   เช้าวันใหม่ของวันก่อนวันเปิดเรียน เนลชวนเพื่อนๆออกมาซื้อหนังสือเรียนและอุปกรณ์เวทย์มนต์หรืออาวุธที่จำเป็นไว้สำหรับการเรียนที่ตลาดข้างวิทยาลัยเวทมต์ ตลาดอ๊อบซีเดียสเป็นตลาดที่เรียกว่ามีทุกสิ่งที่จอมเวทย์ต้องการ และที่สำคัญไปกว่าสิ่งอื่นใดคืออาวุธและอุปกรณ์เวทมนต์มันจะเป็นผู้เลือกเจ้าของเอง บรรยากาศในตลาดนั้นดูวุ่นวายทั้งเด็กและผู้ปกครองต่างเดินกันให้ชุลมุน เรียกได้ว่าเหมือนหลุดมาอยู่ในโลกพิศวงเลยก็ว่าได้ ทั้งหนงสือที่มีโซ่ล็อคอยู่ที่กำลังอาละอาดอยู่ทางร้านหนังสือด้านซ้ายมือซึ่งเป็นร้านขายหนังสือโบราณ  สัตว์เวทมนต์หน้าตาประหลาดและนกฟินิกส์ที่บินว่อนอยู่รอบร้านขายสัตว์วิเศษ               เเต่ทว่าเนลกลับสะดุดตากับเจ้าลูกนกฟินิกส์สีแดงอมส้มที่มีดวงตาสีดำผิดจากฟินิกส์ตัวอื่นๆ มันดูหง่อยผิดปกติลักษณะของมันต่างจากนกฟินิกส์ทั่วไป เนลหยุดที่ร้านขายสัตว์วิเศษ เพื่อนๆเองจึงต้องหยุดไปพร้อมเธอ               “พี่สาวคะทำไมนกตัวนี้ดูหง่อยๆจัง”                เนลเอ่ยถามหญิงสาวร่างท้วมที่กำลังง้วนกับการจัดการเหล่าสรรพสัตว์อยู่ เจ้าหล่อนหันมาพร้อมกับส่งยิ้มให้เธอ เจ้าของร้านสาวร่างท้วม ผมสีเขียวหยักศักที่ถูกรวบสูงกับนัยน์ตาสีเดียวกันกับรอยยิ้มที่เป็นมิตรนั้นทำให้เธอช่างดูใจดี                “น่าจะป่วยคะหรืออาจจะผิดปกติทางพันธุกรรม”               เนลฟังอย่างไม่แน่ใจแต่เธอถูกชะตากับมันมาก แม้นว่าในวิทยาลัยจะไม่มีคาบเรียนเกี่ยวกับสัตว์เวทย์ในชั้นปีหนึ่งก็เถอะแต่เธอก็อยากได้มันอยู่ดี               “เท่าไหร่คะ”               “คะ??” แม่ค้าสาวทวนถาม               “นกตัวนี้เท่าไหร่คะ”                “ถ้าน้องจะเอานกฟินิกส์พี่มีตัวอื่นให้นะคะสนใจพี่จะรียกมาให้ดู”               “ไม่เป็นไรคะพี่หนูอยากได้เเค่ตัวนี้เท่านั้น”               “วิชาว่าด้วยสัตว์เวทย์มนต์อยู่ที่ปีสองไม่ใช่รึไง”เฟย์ตั้นที่เดินอยู่ข้างเธอหันมาถาม               “ก็ฉันอยากได้นี้” เนลว่าพร้อมสบัดหน้าใส่เขา               เอาแต่ใจเป็นที่หนึ่ง               แบบนี้ทุกที               เฟย์ตั้นถอนหายใจ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เขารู้ว่าเธอเป็น ‘อะไร’ เพราะเขารู้เขาถึงเข้าใจว่าทำไมเธอถึงสนใจเจ้านกป่วยตัวนี้               “แกมันก็ขี้ตามใจทุกที” ราวี่พูดขึ้น               “หุบปากไปเลย” เฟย์ตั้นว่าเข้าให้พร้อมกับมองไปที่เนลที่ยังคงมองเจ้านกตัวนั้นอย่างไม่วางสายตา               “เอาตัวนี้แน่ๆนะคะ” แม่ค้าสาวยังคงถาม               “ใช่คะ”               “นกฟิกส์ปกติราคาจะอยู่ที่ 15,000เจนี่ แต่สำหรับตัวนี้ พี่ขอแค่4,500 ก็พอคะ”               “เอาตัวนี้แหละคะ” เนลว่าพร้อมยื่นเงินให้แม่ค้า               “งั้นเดี๋ยวพี่แถมอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงให้นะคะมีกรงกับขอนไม้ให้นกได้เกาะด้วยคะ”               “ขอแค่ขอนไม้ก็พอคะ กรงไม่เอา สิ่งมีชีวิตจำพวกนกชอบอิสระ มันไม่ถูกจริตกับการขังกรงหรอกคะ”แม่ค้าสาวง้วนกับการเตียมข้าวของ เนลมองเจ้าลูกนกนั้นอย่างเอ็นดู พรางยื่นมือออกไปหาด้วยความเผลอไผล มือเรียวยื่นมือไปด้านหน้านกตัวน้อย นัยน์ตาสีเพลิงของเนลก็กลับฉายแสงวาวขึ้น ซึ่งเหมือนเจ้านกน้อยนั้นก็รับรู้ถึงความเป็นนาย ปีกเล็กๆนั้นค่อยๆกางออกก่อนที่เปลวเพลิงแดงจะลุกพรวดขึ้น แล้วพุ่งทะยานมาที่แขนของเนลซึ่งสร้างความแตกตื่นให้เพื่อนๆไม่น้อย แต่เนลกลับไม่ได้ดูตกใจอะไรเลย และเฟย์ตั้นกับราวี่เองก็ดูจะไม่ได้รู้สึกถึงอันตรายเมื่อเห็นเพลิงนั้น เมื่อเปลวเพลิงจางลงก็เผยให้เห็นนกฟินิกส์ตัวใหญ่มากพอกับนกอินทรี         ปากและขาเป็นสีทอง นัยน์ตาที่เคยเป็นสีดำกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิง ขนมีประกายสีแดงถึงเหลืองทอง รูปร่างสวยสง่า ดูองอาจและหยิ่งผยองต่างจากลูกนกเมื่อกี้ลิบลับ มันกระพรือปีกแสดงความดีอกดีใจ ก่อนที่จะเอาหัวของมันโน้มลงมาสัมผัสที่แก้มของเนล แน่นอนว่าเจ้าหล่อนดูจะชอบไม่นอนเพราะเสียงหัวเราะชอบอกชอบใจนั้นดังออกมาไม่ขาดสาย               4,500 กับเจ้านกจอมประจบ ก็นับว่าไม่เลว               เฟย์ตั้นมองภาพตรงหน้าอย่างอ่อนใจ ดูเหมือนว่าเธอคงชอบเจ้านกตัวนี้มาก และเหมือนว่าเจ้านกนี้ก็ดูจะถูกใจคนตัวเล็กตรงหน้าเขาไม่น้อย               “ว้าย!!ทำไมถึง!? น้องทำยังไงให้มันกลายเป็นฟินิกส์เต็มวัยได้คะ ไหนจะดวงตากับขนนั้นอีก สวยมากที่สุดเท่าที่พี่เคยขายมาเลยนะ ตอนแรกพี่คิดว่ามันจะป่วยแล้วขายไม่ออกซะแล้ว”               “นายเลือกนก นกเลือกนาย” เฟย์ตั้นพูดแค่นั้น                เจ้าของร้านดูจะแอบเสียดายไม่น้อยแต่ก็คงทำอะไรไม่ได้แล้วเพราะเธอขายไม่ในราคาแสนถูกเป็นที่เรียบร้อย               “ไปกันได้รึยังแม่นายเหนือหัวแห่งนกทั้งปวง”               เนลหันไปมองเฟย์ตั้นอย่างคลางแครงใจ เธอหวังว่าเขาคงไม่ได้รู้หรอกนะว่าเธอคือการูด้า               ชนเผาแห่งไฟผู้อยู่เหนือนกทั้งปวง               “พูดมากน่าไปกันเถอะ”               เนลแขวะเฟย์ตั้น ก่อนที่จะวิ่งไปหาโรเซ่พร้อมอวดนกให้เพื่อนสาวดูอย่างร่าเริงพร้อมกับตั้งชื่อให้เสร็จสรรพว่า “ฟินซ์"               เด็กๆทั้ง6 มาถึงร้านหนังสือที่มีชื่อว่าเวสเทิร์นบุ๊ค ซึ่งเป็นร้านหนังสือขนาดใหญ่ที่มีพนักงานบริการมากกว่าห้าสิบชีวิต ภายในร้านเองก็แนนขนัดไปด้วยผู้คนทั้งนผู้ปกครองเด็กปีหนึ่งและรุ่นพี่แต่ละชั้นปี ร้านเวสเทิร์นบุ๊คเนร้านนังสือที่เรียกว่ากว้างมาพอสมควร โซนหนังสือด้านหลังนั้นแบ่งเป็นชั้นๆแยกเป็นหมดหมู่มากมาย                “โคตรกว้างเลยยยย” เนลลากเสียงยาวยานคาง               “แล้วแบบนี้เราจะหาหนังสือได้ยังไงเนี้ยดูคนสิแน่นมากด้วย” โรเซ่เริ่มวิตก               “ยัยโง่โรเซ่ แล้วร้านจะมีพนักงานไว้ทำไมกัน”               และเเน่นนอนว่าคนโดนด่าว่าโง่ไม่ยอมอยู่เฉยกระทืบเท้าเข้าใส่จีซัสเต็มๆจนเขาตัวต้อร้องจ๊ากออกมาด้วยความเจ็บปวด แน่นอนว่าเพื่อนๆต่างหัวเราะกันด้วยความสะใจ               พวกชอบหาเรื่องเจ็บตัว               “แกมันบอกหาเรื่อง” ทีเซอร์ขำด้วยความสะใจ               “แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมากระทืบฉันนี้หว่า” จีซัสโอดครวน               เนลมองจีซัสกับโรเซ่ที่ยื่นเถียงกันอย่างตลก เพราะดูเหมือนจีซัสจะเป็นคนเดียวที่ทำให้สาวน้อยแสนเรียบร้อยอย่างโรเซ่ฟิวส์ขาดได้ชนิดที่ว่าบ่อยมากด้วย ซึ่งโรเซ่จะกลายเป็นสาวจุดเดือดต่ำก็ต่อเมื่ออยู่กับจีซัสเท่านั้น เนลหันไปมองเฟย์ตั้นอย่างชั่งใจ เพราะดูเหมือนว่าเขาเป็นคนเดียวในตอนนี้เเล้วที่จะพึ่งพาได้               “แล้วนายจะหาหนังสือยังไง พนักงานดูวุ่นวายกันหมดเลย” เนลถาม               “เดี๋ยวฉันจัดการเอง” เฟย์ตั้นตอบเรียบๆ               เธอไม่ชอบไอ้นิสัยไม่รู้สึกรู้สาของเขาเท่าไหร่               เฟย์ตั้นเดินไปเคาะกริ่งที่ตั้งงบนโต๊ะแคชเชียร์ไม่นานนักก็มีพนักงานหนุ่มร่างสูงวิ่งออกมา                “ครับ ร้านเวสเทิร์นบุ๊คยินดีต้อนรับครับ สนใจหนังสือประเภทไหนบอกเราได้หมดเลยนะครับเรามีหนังสือทุกอย่างบนโลกนี้…”               และเสียงพูดแจ๋วๆก็ดูจะเงียบกริบไปเมื่อเห็นหน้าของลูกค้ารายใหม่อย่างเฟย์ตั้น                    “ท่านเฟย์ตั้น!!”                เสียงอุทานนั้นทำให้สายตานับร้อยพุ่งมาทางพวกเนลเป็นจุดเดียว ตามมาด้วยเสียงฮือฮาแบบอื้ออึง               ‘แกนั้นท่านเฟย์ตั้นแหละ ต๊ายยยตัวจริงหล่อเน้อะ’               ‘ท่านราวี่ก็เท่แหละแก’               ‘นั้นลูกชายคนเดียวร้านแพรพรรณโพเซนเตอร์หล่อมากเลย’               ‘นั้นลูกคนเล็กของท่านเฮนรี่ เคอร์ติส เจ้านครราฟาทท์’               ‘แต่ยัยโรคจิตนั้นกระทืบเท้าคุณจีซัสแหละแกน่ารังเกลียดชะมัด’               ‘นั้นนักฆ่าไม่ใช่หรอ’               ‘น่าฆ่ามาทำอะไรที่นี้’               ‘นักฆ่าไม่มีทางจะเป็นคนดี วิทยาลัยคิดยังไงถึงรับมันเข้ามา’               ‘น่ารังเกลียด’               ‘พวกต้องสาป’               ‘มันคือยมฑูต’               ‘ไอ้พวกไร้หัวใจ’               ‘…’               และอีกสารพัดคำด่า โรเซ่โดนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นแต่ที่หนักที่สุดคือเนล เพราะดูเหมือนเธอจะเงียบลงไปเลย ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มบัดนี้ไร้แววสนุกสนาน นัยน์ตาที่ฉายแววโรจน์นั้นดูน่ากลัวขึ้นพร้อมกับไอสังหารที่ค่อยๆแผ่ออกมาเล็กน้อยจนเฟย์ตั้นรู้สึกได้ มือที่สั่งระริกนั้นดูเหมือนจะกำแน่นขึ้นเหมือนพยามที่จะข่มอารมณ์                เฟย์ตั้นดึงเธอเข้ามาใกล้ แล้วหันไปมองยังรอบตัว ซึ่งนั้นก็ทำให้เสียงวิภาควิจารณ์เงียบสงบลง เนลมองเฟย์ตั้นอย่างไม่เข้าใจ                 เธอยอมรับว่ามีแว๊บนึงที่เธออยากจะพุ่งเข้าไปแล้วฆ่าทุกคน มันไม่ยากเลยสำหรับเธอที่จะฆ่ามดปลวกพวกนี้ แต่ทุกอย่างก็สงบลงทันทีที่เฟย์ตั้นจับมือเธอและดึงมือเธอเพื่อเรียกสติ                จีซัสเองก็ดึงโรเซ่เข้ามาใกล้อย่างอัตโนมัติ เขาเองก็ไม่ชอบให้ใครมามาวิจารณ์หรือทำอะไรเธอ คนที่แกล้งเธอได้มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น               นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มนั้นฉายแววทรงอำนาจ ร้านเวสทิร์นบุ๊คถึงกับตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดขึ้นมาทันทีเพราะเเค่คำเดียวเท่านั้นของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของท่านจ้าวโทม่า เจ้าครองนครรัฐชีวาลลี เอ่ยแค่คำเดียว ร้านทั้งร้านหรืออาจจะรวมไปถึงพูดคนที่พูดให้ผิดหูก็อาจจะหายสาปสูญไปในชั่วข้ามคืนด้วยซ้ำ ก็ในเมื่อกิตติศัพท์ของเจ้าครองนครชีวาลลีนั้นเรียกว่าโหดไม่แพ้เจ้านครแซทเทิร์นเลย               “เออ..ท่านเฟย์ตั้นจะรับหนังสือเล่มไหนดีครับ” พนักงานหนุ่มหน้าเเคชเชียร์เป็นผู้ทำลายความเงียบอย่างกล้าๆกลัวๆ               “ขอหนังสสือสำหรับปี1 พร้อมกระดาษเขียนรายงานและปากกากับที่ฝนหมึกจำนวน6ชุด”               “สักครู่นะครับ” พนักงานหนุ่มรับคำพร้อมรับวิ่งหาหนังสือและของอื่นๆอย่างร้อนรน               “นี้นายไปกดขี่เขารึเปล่าเนี้ย” เนลถาม               “ก็เปล่า”               “แล้ว…”               “อะไรอีก” เฟย์ตั้นหันมาหาเนล               “เเล้วเมื่อไหร่นายจะปล่อยมือฉัน”               เนลถามหน้าตาย เฟย์ตั้นมองไปที่มือของเขาซึ่งจับข้อมือบางอยู่ จึงตัดสินใจคลายออกอย่างเเผ่วเบา               “ฉันไม่ได้ตั้งใจ”               “ช่างเหอะ แต่ก็ถือว่าขอบคุณ” เนลพูดแค่นั้นก่อนที่จะหันไปสนใจเพื่อนๆที่เหลือแล้วเริ่มสนทนากันระหว่างรอหนังสือ               “อืม” เฟย์ตั้นตอบรับเบาๆ               และไม่ถึงสิบนาทีหนังสือและอุปกรณ์ทั้งหมดก็มากองพะเนินอยู่ตรงหน้าเค้าท์เตอร์ หนังสือแต่ละเล่มรับรองด้วยสายตานักฆ่าอย่างเนลได้เลยว่าต้องมีมากกว่าหนึ่งพันหน้าแน่นอน               “วิชาภูมิศาสตร์และประวิติศาสตร์โดยศาสตร์ตราจารย์ฟิลิป โอเครตร้า , วิชาวิชายุทธศาสตร์การบโดยศาสตราจาย์เมฟฟิน เมนเด้ , วิชาเศรษฐศาสตร์โดยศาสตราจารย์คาอิน ซิมิเนียร์ และอุปกรณ์เครื่องเขียนวมจำนวน6ชุด ทั้งหมดราคา 7,250 เจนี ครับ”                เฟย์ตั้นจัดการส่งเงินให้พนักงาน และเมื่อหันมาเพื่อนๆต่างก็เตรียมจะหยิบเงินค่าหนังสือให้ แต่เขากลับส่ายหน้าปฏิเสธ                “ไม่เป็นไร ถือเป็นการไถ่โทษสำหรับเรื่องเมื่อกี้”               แต่ดูท่าว่าเพื่อนๆต่างจะเกรงใจเเละไม่ยอมเเน่ วารี่จึงออกหน้ามาพูดแทน               “เอาน่าาา ถือว่าเฟย์ตั้นมันไถ่โทษละกัน เพราะปกติไปไนมาไหนกับหมอนี้นะน่ะถูกสายตาเพ็งเล็งอยู่แล้วโดยเฉพาะยิ่งถ้ามีสาวๆเข้ามาด้วยละก็มันก็จะเเบบนี้แหละ”               “แสดงว่ามีสาวเข้ามาบ่อยละสิ” เนลแซว               “มีแต่มันเคยสนที่ไหน มันสนแค่คนๆเดียวนั้นแหละเพื่อนในสมัยเด็กของมันนะ สาวอื่นรึไม่เคยเเม้นแต่จะชายตามอง”                ราวี่พูดพรางหัวเราะไปด้วยแต่ก็ถูกศอกของเฟย์ตั้นกระทุ้งเข้าให้เสียหนึ่งที ข้อหาพูดมากเกินความจำเป็น               เนลสงสัยในคำตอบของราวี่เพราะดูเหมือนว่า เพื่อนสมัยเด็กของเฟย์ตั้นดูจะสำคัญมากจริงๆ และน่าจะเป็นคนที่โชคดีหรือโชคร้ายที่สุดในโลกก็ได้ที่ครอบครองหัวใจของว่าที่จ้าวครองรัฐหนุ่มคนนี้               เพื่อนสมัยเด็กหรือ…               เธอมีหรือเปล่านะ…               ภาพรางๆของเด็กหนุ่มตัวเล็กๆผมสีดำสนิทและนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มนั้นเข้ามาในโสตประสาทของเธอพร้อมกับความเจ็บปวดที่แล่นแปร๊บเข้าที่หัวทำให้เธอถึงกับต้องกุมขมับ               เธออาจจะปวดหัวจนเพ้อ เพราะเท่าที่จำได้เธอไม่มีเพื่อน เธอมีแต่พี่และงานมาตั้งแต่เด็กเท่านั้น               ช่างเถอะ               อย่าไปคิดอะไรให้ยุ่งยากเลย