เสียงฝีเท้าหนักๆ ผสานเสียงโซ่ลากพื้นดังก้องมาจากโถงทางเดินภายนอกห้องลับภายในสุสาน ขณะที่ไป๋เฉินและอวิ๋นลั่วกำลังยืนประจันหน้ากับหีบโบราณที่คาดว่าบรรจุ ‘ยันต์ัสลัก’ อยู่ เ้าเฮงเฮงเองก็ขนชูตั้ง ราวกับเตรียมตั้งรับเต็มที่
“พวกมันมาแล้ว…” อวิ๋นลั่วสูดลมหายใจลึก น้ำเสียงเรียบคงความเยือกเย็น เธอกำกระบี่มั่น
“อืม ตอนนี้ถอยก็คงไม่ได้ ต้องบุกอย่างเดียวสินะ” ไป๋เฉินตอบ เสียงสั่นหน่อยๆ แต่ก็ฮึด
ทันใดนั้น ประตูหินที่เปิดค้างอยู่ส่งเสียงกระแทก “ตึง!” เบาๆ ตามด้วยเสียงหัวเราะแหบพร่า ร่างสูงใหญ่ของชายสวมเกราะหนาโบราณสีดำ เงาิญญาโซ่เหล็กพาดไว้บนบ่าปรากฏที่กรอบประตู หลังเขามีสมุนชุดดำหลายคนตามมาติดๆ ใบหน้าครึ่งบนถูกหมวกเกราะบัง ครึ่งล่างมีรอยแผลเป็ยาว
“ในที่สุดก็พบ… ที่แท้พวกเ้าก็ชิงเปิดประตูห้องลับก่อนสินะ” เสียงเขาดังต่ำกึกก้องกังวาน แม้อยู่ในพื้นที่แคบก็รู้สึกได้ถึงอำนาจสะกดขวัญ
“เ้านี่เองหรือ…ที่สะกดพวกคนร้ายทั้งหมด” อวิ๋นลั่วหรี่ตามอง ดาบเล่มสั้นจำนวนหนึ่งในมือสมุนที่ตามมา ดูเหมือนพร้อมจู่โจม
“นี่คือสุสานผนึกอสูร…ไม่ใช่ของเล่นให้พวกเ้ามาปลดผนึก!” ไป๋เฉินตวาดกลับ แม้ลึกๆ จะหวั่นเกราะและโซ่นั้นไม่น้อย
อีกฝ่ายผงกหัวเล็กน้อย “โง่เง่า…ข้า้า ‘ยันต์ัสลัก’ เพื่อเปิดผนึกตามใจปรารถนาของ ‘เ้านาย’ ต่างหาก” พูดพลางลากโซ่ลงมากระแทกพื้นจนเกิดเสียง “กึง!” ะเืเล็กน้อย
“ไป๋เฉิน ระวังด้วย!” อวิ๋นลั่วส่งสัญญาณก่อนพุ่งเข้าหาสมุนสองคนแรกที่กระโจนเข้าใส่เธอ กระบี่น้ำแข็งของเธอตวัดวูบ เกิดประกายเย็นยามปะทะอาวุธศัตรู
ส่วนไป๋เฉินก็หันไปเผชิญกับสมุนอีกคนที่ถือทวนสั้น ด้านหลังยังมีชายสวมเกราะโซ่ซึ่งยืนจ้องประเมินอยู่ “ได้เวลาใช้หมัดแมวเหมียวอีกแล้วสิ” เขาพูดแ่ๆ ก่อนตั้งการ์ด
“เหมียว!”
เสียงหลุดปากดังขึ้นตามเคย เมื่อเขาพุ่งออกหมัดจัดจ้านปะทะทวนของศัตรู ส่งแรงะเืจนมันร้อง “อ๊า!” กลิ้งถอยหลังเพราะคาดไม่ถึงว่าจะมีพลังขนาดนี้
“โธ่… เสียง ‘เหมียว’ ของข้าอีกแล้ว” ไป๋เฉินหน้าแดงเถือก แต่สมุนที่ได้ยินกลับผงะ—มันไม่คาดคิดว่าจะสู้วิชาหมัดที่เสียงตลกแบบนี้ไม่ได้
ฉากนั้นชวนให้ผู้พบเห็นอดขำไม่ได้ เ้าเฮงเฮงเองก็โผล่มางับขากางเกงสมุนอีกคนที่พยายามอ้อมเข้าหีบกลางห้อง พอถูกกัดเข้าก็ร้องโอดโอยลงไปกอง
“เศษสวะ!” ชายสวมเกราะตวาดลั่น เมื่อเห็นสมุนเริ่มแพ้กระจัดกระจาย เขากวัดแกว่งโซ่เหล็กที่พันสลักอักขระลึกลับ แล้วฟาดหวดกลางอากาศอย่างแรง
“ฟิ่ว—แกร๊ง!”
โซ่นั้นฟาดลงบนพื้นหินตรงระหว่างไป๋เฉินกับอวิ๋นลั่ว จนเกิดรอยร้าวและฝุ่นฟุ้งกระจาย ทั้งสองต่างผงะถอยคนละก้าว
“อันตรายมาก!” อวิ๋นลั่วกัดฟัน ก่อนจะตวัดกระบี่พลังเยือกแข็งทะลวงไปยังชายเกราะ หวังจะสะกัด แต่ปลายโซ่มันก็หมุนโอบรัดกระบี่ไว้ดื้อๆ จนเธอสะบัดไม่ออก
“อ๊ะ!” เธอร้องด้วยความใ ลูกน้องชุดดำอีกสองคนก็พยายามเข้ามาช่วย ทว่าเกราะหนาของมันช่วยป้องกันการโจมตี ขณะที่โซ่ยิ่งรัดกระบี่แรงขึ้น
ไป๋เฉินเห็นดังนั้นรีบทิ้งคู่ต่อสู้มาช่วย “ชิ! คราวนี้จำเป็ต้อง…หมัดแมวเหมียว!” เขาสูดหายใจวิ่งเข้าประชิด
“เหมียว!”
รัวหมัดใส่ช่องเกราะที่เปิดเล็กๆ ตรงสีข้าง แต่ชายเกราะโซ่เบี่ยงตัวหลบได้อย่างว่องไวเกินคาด จากนั้นโซ่ส่วนปลายอีกด้านก็ตวัดมาบีบรัดแขนเขาแทน
“อ๊าก! ปล่อยสิโว้ย!” ไป๋เฉินพยายามดิ้น แต่โซ่ที่มีอักขระลึกลับนั้นคล้ายมีแรงกดพิสดาร ทำให้เขารู้สึกแขนชาๆ
“ฮ่าๆ เ้าแมวเหมียวตัวกวน…สิ้นท่าแล้วล่ะ” มันหัวเราะเยาะ ก่อนเล็งหมัดเหล็กใต้เกราะหวังซัดเข้าใบหน้าไป๋เฉิน
จังหวะคับขัน เ้าเฮงเฮงวิ่งเห่าดังก้อง “โฮ่ง!” แล้วกระโจนพุ่งขึ้นจากด้านหลังชายสวมเกราะงับโซ่กลางอากาศ บิดหัวไปมาจนปลายโซ่เสียการควบคุม
“อ๊า! ไอ้หมาบ้า!” มันไม่ทันตั้งตัว โซ่หลุดจากมือ ทำให้หมัดเหล็กพลาดเป้า ไป๋เฉินฉวยโอกาสหลบได้หวุดหวิด
“ดีมาก เ้าหมา!” ไป๋เฉินร้องอย่างยินดี ก่อนดีดตัวะโพลิกข้อมือเสี้ยววินาทีแล้วต่อยหมัดแมวเหมียวเข้าไปอย่างเต็มแรง โดยส่งเสียง “เหมียว!” ดังก้องในห้องจนศัตรูหน้าสั่น
แม้ชายสวมเกราะจะค่อนข้างแกร่ง แต่แรงปะทะจากหมัดพร้อมจังหวะเผลอทำให้ตัวมันถอยเซไปสองก้าว พออวิ๋นลั่วเห็นว่าปลายโซ่คลายจากกระบี่ เธอก็ดึงกระบี่กลับและตวัดฝ่ามือปล่อยละอองน้ำแข็งใส่สีข้างมัน
“อึก!” มันร้องออกมา การผสานของหมัดแมวเหมียวกับกระบี่น้ำแข็งทำให้เกราะมันเกิดรอยร้าวและความเย็นเกาะพราว ขณะร่างสั่นกระแทกผนัง
“หน็อย…” มันสบถ กัดฟันแล้วกวาดโซ่เรียกกลับคืนมือรวดเร็ว พอเห็นสมุนตัวเองล้มกลิ้งเกือบหมด ก็ตัดสินใจไม่เสี่ยงต่อ “วันนี้ดวงข้าไม่ดีนัก แต่คอยดูเถอะ สักวันจะได้ยันต์นี่มาครอง!”
ก่อนใครทันขยับ โซ่ถูกเหวี่ยงลงพื้นจนฝุ่นกระจายปกคลุมร่างหนาแน่น พอฝุ่นจาง ชายเกราะลากโซ่ก็หายตัวไปเสียแล้ว ราวกับใช้วิชาตัวเบาลับ รอดมือไปอย่างหวุดหวิด
“มันหนีไปได้อีก…” อวิ๋นลั่วถอนใจหอบ “ดูท่าว่าข้าจะพลาดกันไม่ให้มันอยู่จนจบ”
“ไม่เป็ไร อย่างน้อยมันก็ไม่ได้หีบไป” ไป๋เฉินชี้ไปยังหีบที่ยังอยู่บนแท่น “แล้วพวกสมุนที่สลบคาพื้นนี้ เรายังพอสอบสวนได้นะ”
เฮงเฮงกระดิกหางเบาๆ มองดูชายเกราะที่หนีไป อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมมีจอมยุทธ์พลังมหาศาลมุ่งมั่นอยากได้ยันต์นี้ยิ่งนัก
“ตอนนี้หีบยังอยู่ เหลือแต่จะทำยังไงกับมันดี” อวิ๋นลั่วหันมาถาม
“ข้าว่า เราน่าจะ ‘เก็บ’ มันไปไว้ในที่ปลอดภัยกว่าที่นี่ คงต้องนำกลับไปยังจวนพ่อเ้า หรือปรึกษาผู้รู้ที่เชื่อใจได้” ไป๋เฉินเสนอ
“ก็จริง” เธอพยักหน้า ผ่อนลมหายใจเหมือนยกูเาออกจากอก
ขณะที่ไป๋เฉินกำลังยิ้มให้เ้าเฮงเฮงด้วยความขอบคุณในความกล้าหาญ จู่ๆ เสียงระบบในหัวก็ดังขึ้น
『ยินดีด้วย! คุณได้ทำภารกิจ “ป้องกันไม่ให้หีบตกไปในมือศัตรู” สำเร็จ! …แต่ยังมีภัยใหญ่ซ่อนเร้น สัญญาณชั่วร้ายจะมาอีกครั้ง… โปรดเตรียมพร้อมภารกิจต่อไป!』
“ภารกิจต่อไปอีกแล้วเรอะ…” ไป๋เฉินพึมพำ “ไม่ให้ข้าพักบ้างเลยหรือไงนะ ระบบบ้า!”
“เ้าว่าอะไรน่ะ?” อวิ๋นลั่วมองหน้าแบบสงสัย
“เปล่าๆ คุยกับตัวเองนิดหน่อย” เขาหัวเราะเจื่อน พลางหันหลังไปลูบเ้าหมาน้อย
เมื่อเก็บกวาดสถานที่เรียบร้อย พวกเขาตัดสินใจจะนำหีบออกไปจากสุสานอย่างระมัดระวัง แล้วสืบหาความจริงเื่ ‘ยันต์ัสลัก’ ให้กระจ่าง บางทีอาจจำเป็ต้องหาทางทำลายผนึกอันตราย หรือรักษามันให้มั่นคง ป้องกันไม่ให้มือมารแตะต้อง
“ชายสวมเกราะลากโซ่ หนีไปด้วยแววตาอาฆาตขนาดนั้น สงสัยต้องกลับมาอีกแน่” อวิ๋นลั่วพูดเสียงเคร่ง
“ใช่…อย่าลืมว่ายังมี ‘นาย’ ที่มันรับคำสั่งอีก คงเป็ตัวการใหญ่กว่าอีก…” ไป๋เฉินเม้มปากแน่น “เราคงหนีจากวิบากกรรมนี้ไม่ได้แล้วสินะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็เตรียมพร้อมเถอะ… ไม่ว่าอสูรจะถูกปลดผนึกหรือไม่ เราต้องหาทางหยุดก่อนสายเกินไป” เธอสรุป พลางหันมาสบตาเขา
“แล้วเราจะทำยังไงต่อกับหีบนี้…แล้วตัวจริงของ ‘นาย’ มันคือใคร?” ไป๋เฉินถามเสียงเบา
(โปรดติดตามในตอนถัดไป)