“พวกเ้าเลิกจ้องข้าได้หรือยัง!”
“ข้าเล่าให้ฟังก็ได้ มันก็ไม่ได้เป็ความลับอะไร”
จอมเวทชราทนไม่ไหวกับสายตาทุกคู่ที่จับจ้องมาที่เขาไม่วางตา
หลังจากร่ำลาอาจารย์ทั้งสอง โอลิเวอร์และอเล็กซ์แล้ว ทุกคนกลับมารวมกันที่ห้องรับรอง และต่างจับจ้องไปที่พ่อบ้านรอยโดยไม่ได้เอ่ยถามอะไร
“เมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน ข้าเป็อาจารย์าุโของสถาบันวาลเดียลา ลูกศิษย์ของอธิการบดีคนปัจจุบัน...”
เขาเริ่มเล่าถึงประวัติของตนเอง อย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
“ลูกศิษย์มีหลายระดับ ท่านตาเป็ศิษย์ระดับไหนขอรับ?”
‘อย่าหวังเลยว่าข้าจะปล่อยรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ไป’
นิโคลัสคิดในใจ เขาสงสัยความเป็มาของพ่อบ้านชราคนนี้มานานแล้ว เป็ถึงจอมเวท แต่ทำไมรับใช้ตระกูลเบลลาทอร์
“เ้า... ก็ได้ ไหน ๆ ก็บอกแล้ว ศิษย์เอก พอใจไหม”
ทุกคนต่างใกับสิ่งที่ได้ยิน แม้รู้ว่าพ่อบ้านรอยเก่งมาก แต่ไม่คิดว่าจะเป็ศิษย์เอกของ จ้าวแห่งหอเวทมนตร์จักรวรรดิวาลเดีย ผู้อยู่เหนือสุดของสภาเวท เทียบเท่าจักรพรรดิเลยทีเดียว
โชคดีที่ สภาเวท ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แม้แต่ครั้งเดียว
“เชิญ ท่านตา กล่าวต่อได้เลยขอรับ”
ขนาดคนถามยังใกับคำตอบ จนไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดต่อ
“เมื่อสี่สิบปีก่อน ข้าได้รับภารกิจจากสถาบัน นำทีม อาจารย์ ผู้คุ้มกันและนักเรียนชั้นปีสุดท้ายที่อาสาออกรบ กว่าสี่ร้อยคน เพื่อไปป้องกัน คลื่นสัตว์อสูร จากเทือกเขาไททันเครสต์ทางตะวันตก ที่พยายามรุกรานเข้ามาในดินแดนของมนุษย์ โดยตัดผ่านป่าอัมบราฟิลเข้ามา”
หากกล่าวถึงเทือกเขาไททันเครสต์ ที่นับได้ว่าเป็ ดินแดนอนธการ สำหรับมนุษย์ ไม่เคยมีผู้ใดย่างกรายเข้าไปได้เลย แม้แต่เหล่าตัวตนในตำนานยังไม่กล้าก้าวขาเข้าไปแม้แต่ก้าวเดียว
ไททันเครสต์เป็เทือกเขาสูงชัน พาดตัวเป็แนวยาวั้แ่ขั้วโลกเหนือจรดขั้วโลกใต้ ราวกับสัตว์อสูราขนาดมหึมานอนขวางอยู่ ราวกับตั้งใจแบ่งแยกดินแดนมนุษย์และสัตว์อสูร
โดยมีป่าอัมบราฟิล ที่นับได้ว่าเป็ป่าาและรกทึบจนมนุษย์ยากสำรวจ เป็เหมือนแนวกันชน ระหว่างเผ่าพันธุ์ทั้งสอง
“ในตอนนั้น ทั้งจักรวรรดิวาลเดียและโซลมา ต้องร่วมมือกันเพื่อป้องกัน คลื่นสัตว์อสูรนับหมื่นบุกจากสองฝั่งแม่น้ำเซราฟิส แถมยังมีสัตว์อสูรน้ำโจมตีขึ้นมาจากใต้ผิวน้ำ ทำให้การรับมือยากยิ่งขึ้น”
“และใน่ท้ายของา พวกข้าหลงไปติดกับดักของ ราชันอสูร ตนหนึ่ง ทำให้ถูกล้อมด้วยสัตว์อสูรและสัตว์เวทกว่าหลายร้อยตัว ข้าสูญเสียสหายร่วมรบไปกว่าครึ่ง และในตอนนั้น ข้าเองก็ทำใจยอมรับชะตากรรมไปแล้ว”
“ใน่วิกฤต ปู่ของเ้ากับคนของเขา ‘นักรบแห่งเบลลาทอร์’ ได้เข้ามาช่วยเหลือ แม้เขาต้องสูญเสียนักรบของตนเองไปมากมายเพื่อช่วยเหลือพวกข้า แต่ปู่เ้าไม่เคยกล่าวถึงมันเลย”
“และผลจากศึกนั้นเอง ทำให้ปู่เ้าได้รับาเ็สาหัสจนไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อีก”
“หลังเหตุการณ์นั้น พวกข้ารอดชีวิตมาไม่ถึงร้อยคน ส่วนคนของปู่เ้าเสียชีวิตไปกว่าสองร้อยคน ทั้ง ๆ ที่ ไม่มีความจำเป็ต้องเข้าไปช่วยเหลือเลย เพียงแค่รอทัพสนับสนุนมาถึงแล้วค่อยผสานกันโจมตีก็ได้”
“ั้แ่นั้น ข้าก็ลาออกจากสถาบัน แล้วสาบานรับใช้ท่านปู่เ้า โดยได้รับหน้าที่ดูแลพ่อเ้าั้แ่เขาปลุกพลังได้ใหม่ ๆ น่าเสียดายที่เขาเป็อัศวิน ไม่ใช่นักเวท ข้าเลยไม่สามารถสอนอะไรเขาได้มากนัก”
“เท่านี้ พอใจหรือยัง”
ชายชรากล่าวจบ พลางหันไปนอกหน้าต่างราวกับระลึกเื่ราวในอดีต
แปะ! แปะ! แปะ!
เสียงปรบมือของ แจ็ค ทำลายบรรยากาศที่กำลังอบอวลด้วยไฟต่อสู้ให้มอดดับลงในทันที
เพี๊ยะ!
อารินฟาดศีรษะเขาโดยแรง โดยไม่กล่าวคำใด
“ทำเสียบรรยากาศหมด”
บอริสรองหัวหน้า บ่นพึมพำเบา ๆ ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย
“ไหน ๆ ก็บอกแล้ว ข้าบอกอีกเื่เลยแล้วกัน พวกเ้าจะได้ไม่ต้องใหากได้ยินจากปากคนอื่น”
“สกุล ของข้า คือ วาเนอริส”
…
ทุกคนต่างหยุดนิ่ง ราวกับหยุดหายใจ แม้หัวใจยังแทบหยุดเต้น เมื่อได้ยิน นาม
‘วาเนอริส’
‘ไฮรอส วาเนอริส’ อธิการบดีสถาบันวาลเดียลา และ จ้าวแห่งหอเวทมนตร์
ตระกูล วาเนอริส ผู้ก่อตั้ง สถาบันวาลเดียลา และสืบทอดการบริหารต่อกันมานับพันปี
ประวัติศาสตร์อันยาวนานนี้ อยู่คู่กับราชวงศ์วาลเดียลา มาั้แ่เริ่มต้น
ทายาทแต่ละรุ่นจะมีอัจฉริยะที่โดดเด่น ไม่เพียงแค่ด้านเวทมนตร์เท่านั้น
“ท่านตาขอรับ ท่านมีเื่อื่นที่จะทำให้พวกเราใอีกไหม ช่วยบอกมาให้หมดเลยได้ไหมขอรับ”
ชายหนุ่มเอ่ยพลางเอามือทาบอกซ้ายคล้ายกำลังตรวจการเต้นของหัวใจ
“คงมีเพียง ปู่ข้าชื่อ ไฮรอส วาเนอริส เื่อื่นก็ไม่มีอะไรแล้ว”
“เชี่ย! อุ๊บ! ขออภัยขอรับ”
เขายั้งอุทานไม่ทันจริงๆ และยังตั้งสติไม่ได้
องครักษ์ทุกคนต่างหันไปทาง หัวหน้าวิคเตอร์ โดยพร้อมเพรียง แต่เห็นเพียงสายตาที่เฉยเมยของเขา จากนั้นเบือนหน้าออกไปนอกหน้าต่างโดยไม่สนใจสิ่งใด เหมือนกำลังจะกล่าวว่า
‘ข้ารู้อยู่แล้ว เขาเป็ทวดข้า ไม่เห็นแปลกตรงไหน’
“เ้าอย่าหวังว่าจะใช้ชื่อข้าเพื่อหาผลประโยชน์ หรือแม้แต่ในสถาบันก็ตาม ขนาดวิคเตอร์ข้ายังไม่ให้ใช้ชื่อข้าเข้าเรียนเลย”
“และมีเพียง ท่านผู้เฒ่า คนเดียวในสถาบันที่รู้ประวัติข้า ด้านตระกูล ก็มีเพียงหัวหน้าตระกูลและผู้าุโสูงสุด ที่รู้เื่ของข้า นอกนั้นไม่มีใครรู้ว่าข้าเป็ใคร”
ชายชรากล่าวเสียงเข้มย้ำเตือนไม่ให้นายน้อยคนนี้คิดไปไกล
“รับทราบขอรับ”
นายน้อยรับคำอย่างอ่อนแรง
“สุดท้าย เื่สำคัญที่ข้าอยากบอกพวกเ้า คือ ข้าถูกขับออกจากตระกูล นับั้แ่วันที่ข้ารับใช้ตระกูลเบลลาทอร์”
ทุกคนนิ่งงัน รู้สึกได้ถึงความกดดันที่พ่อบ้านต้องแบกรับ ยามตัดสินใจรับใช้ตระกูลเบลลาทอร์
ยอมถูกขับจากทายาทตระกูลยิ่งใหญ่ เพื่อไปรับใช้ตระกูลเล็ก ๆ
ต่อให้ไม่มีคำสาบาน ชายชราคนนี้ยังคงภักดีต่อตระกูลเบลลาทอร์เป็แน่
“ท่านตา ท่านพูดให้ความหวังข้าไว้อย่างสูงล้ำ และทำลายมันด้วยการ ถูกขับออกจากตระกูล ความหวังข้าพังไม่มีชิ้นดีเลยขอรับ”
นิโคลัสกล่าวหยอก โดยไม่ได้คิดจริงจังดังที่พูด ทุกอย่างมันผ่านพ้นไปแล้ว ก็ควรให้มันผ่านไป
พ่อบ้านรอยย่อมเข้าใจที่นายน้อยของเขาพยายามสื่อออกมา จึงได้เปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“เ้าไม่ต้องพูดมาก ั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไป ข้าจะสอนเ้าอย่างดีเลย ข้าสอนพ่อเ้ากับวิคเตอร์ไม่ได้ เพราะเป็อัศวิน มีเพียงอีรินที่สอนได้บ้าง แต่ศักยภาพไม่เพียงพอรับการถ่ายทอดจากข้า”
“ข้าไม่ได้ดูถูกเ้านะ อีริน ข้ารู้ว่าเ้าขยันมาก ข้าพอใจด้านนั้นมาก แต่ศักยภาพคนเราไม่เท่ากันจริง ๆ”
จอมเวทชราหันไปกล่าวกับอีริน ผู้เป็ลูกเลี้ยงและลูกศิษย์ของเขา
“ข้าเข้าใจ ท่านพ่อ”
“เ้าวางใจ เ้าอาจไม่ถึงจอมเวท แต่ข้ารับรอง เ้าเป็นักเวทขั้นสมบูรณ์ได้แน่นอน”
พ่อบุญธรรมคนนี้ ไม่ทอดทิ้งเหล่าเด็ก ๆ ของเขาแน่นอน
“เ้าหนู คืนนี้เ้าเตรียมใจไว้ให้พร้อม และรวบรวมมานาไว้ด้วย ั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไป เ้าต้องฝึกเวทให้หนักเพื่อสิบอันดับแรกสาขาเวทมนตร์ จำไว้ให้ดี”
จากนั้นทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อน
รุ่งสาง ชายหนุ่มตื่นแต่เช้าตามปกติเพื่อรับอากาศสดชื่นยามเช้า
เขาเริ่มชอบการฝึก ‘ไท่จี๋ฉวน’ มากขึ้นแล้ว มันทำให้เขารับรู้ถึงมานารอบตัวได้ดีขึ้น อีกทั้งเป็การผ่านคลายร่างกายยามเช้าได้อย่างดี ก่อนออกไปลุยกับวันหนัก ๆ
นิโคลัส ไม่ได้สังเกตเลยว่าระหว่างที่เขากำลังร่ายรำอยู่ในสวน พ่อบ้านรอยได้ยืนสังเกตการเคลื่อนไหวของเขามาั้แ่ต้น
จอมเวทผู้นี้ ไม่ได้สังเกตท่าทาง แต่สังเกตการเคลื่อนตัวของมานารอบ ๆ ตัวชายหนุ่ม
มันเคลื่อนไหวราวกับน้ำวนเล็ก ๆ แล้วเข้าสู่ร่างกายเขาอย่างอ่อนโยนตลอดเวลา
พ่อบ้านยืนดูจนกระทั่งนิโคลัสเสร็จการฝึกซ้อม ถึงได้เดินเข้าไปหา
“สิ่งที่เ้าฝึกนี้เรียกว่าอะไร”
พ่อบ้านเอ่ยถามเสียงเรียบ เมื่อเดินเข้าไปถึง
“มันเรียกว่า ‘ไท่จี๋ฉวน’ ขอรับ เขาว่ากันว่า มันช่วยปรับความสมดุลของร่างกายและความกลมกลืนกับธรรมชาติ ผ่านการเคลื่อนไหวและหายใจแบบช้า ๆ”
“เด็ก ๆ อย่างข้า ไม่ค่อยมีคนฝึกนัก เพราะมันเชื่องช้าจนคล้ายกำลังร่ายรำมากกว่า แต่พวกคนชราเช่นท่าน ชอบการฝึกแบบนี้เพราะได้เคลื่อนไหวร่างกายและไม่หนักกับร่างกายเกินไปด้วยขอรับ”
โป๊ก!
เสียงไม้เท้าเวท เคาะไปที่หัวของชายหนุ่มเบาๆ
“ใครว่าข้าชรา ตอนนี้ข้าอายุเพียง 120 ปีเท่านั้น หากเทียบอายุขัยของระดับจอมเวทขั้นกลาง ที่ราวสองร้อยห้าสิบปี ตอนนี้ข้าก็เท่ากับคนทั่วไปที่อายุเกือบ ห้าสิบปี เท่านั้น”
จอมเวทชราติติงนายน้อยที่กล่าวหาว่าเขาชราแล้ว
“แต่ ร่างกายท่าน”
กล่าวพลางมองสีผมและผิวกายทั่วร่างของชายชรา
“มันก็เหตุผลเดียวกับผมขาว ๆ ของเ้านั่นแหล่ะ เ้าคิดว่าข้ารอดชีวิตมาได้ โดยไม่ต้องแลกด้วยอะไรเลยหรือ”
พ่อบ้านชรากล่าวด้วยน้ำเสียงบ่น ๆ ราวกับเ้าเด็กตรงหน้านี้ถามจี้แผลเก่าของเขา
“อ้อ ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”
“ระหว่างที่เ้าฝึก ได้สังเกต มานา รอบตัวเ้าไหม”
พ่อบ้านกล่าวเข้าประเด็นในสิ่งเขาพบ
“ไม่ขอรับ ข้าไม่ได้สนใจสิ่งใดเลย เพียงปล่อยจิตให้ว่างเท่านั้น”
“มานารอบตัวเ้ามันหมุนวนช้า ๆ ก่อนเข้าสู่ตัวเ้าที่เป็เหมือนตาน้ำวน”
“เ้าสำรวจคลังมานาหน่อยซิว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า”
เมื่อได้ยินจอมเวทกล่าว นิโคลัสรีบสำรวจคลังมานาของเขาทันที
“แปลก มานาของข้าเพิ่มขึ้นเกือบครึ่งหนึ่ง ถ้าเทียบจากที่ข้าใช้เวลาสามชั่วโมงเพื่อสะสมมานาจนเต็มที่ แต่ข้าฝึก ไท่จี๋ฉวน แค่ครึ่งชั่วโมงเองนะขอรับ”
ชายหนุ่มไม่อยากเชื่อเลย แม้เมื่อวานตอนเช้าเขาจะเลื่อนขั้นได้ แต่ไม่ได้คิดถึง ไท่จี๋ฉวน เลยแม้แต่น้อย
“ั้แ่พรุ่งนี้ ข้าจะมาฝึกกับเ้าด้วย”
“วันนี้เ้าเอานี่ไปอ่าน ท่องจำอักขระเวทพื้นฐานของทุกธาตุให้ได้อย่างน้อยหนึ่งเวท เบื้องต้นเ้าต้องท่องจำอักขระเวทให้ได้ก่อน ถ้าจำไม่ได้ เ้าก็ร่ายเวทไม่ได้”
“แล้วเย็นนี้ ข้าจะสอนการร่ายเวทและตรวจหาธาตุที่สัมพันธ์กับเ้าให้”
จอมเวทชรากล่าวพลางยื่นตำราเล่มหนา เล่มหนึ่งให้เขา
“ขอบคุณขอรับ”
นิโคลัสกอดตำราไว้ด้วยความตื่นเต้น เขาได้เริ่มเรียนเวทมนตร์อย่างที่รอคอยมานาน
เขาไม่อาจใช้ความทรงจำของเ้าของร่างที่เคยเป็นักเวทฝึกหัดและร่ายเวทพื้นฐานบางอย่างได้แล้ว เพราะมันต้องใช้ความเข้าใจของตนเองในการตีความอักขระเวท
ต่อให้เขาเคยเป็อัจฉริยะในโลกเดิม แต่วันนี้ เขาต้องเริ่มเรียนเวทจากศูนย์..ด้วยมือตัวเอง
ตลอดทั้งวัน นิโคลัสขลุกตัวท่องตำราอยู่ภายในห้องพัก อักขระเวทไม่ใช่เื่ยาก เขาสามารถอ่านออกเสียงได้โดยอาศัยความทรงจำเ้าของร่าง
หากแต่เหมือนมีมนตร์สะกด ยามเข้าพยายามนึก ชุดอักขระเวท ที่ประกอบกันเป็ คำร่ายเวท มันราวกับมีหมอกจาง ๆ ปกคลุมความคิดของเขา ไม่ให้ คำร่าย นั้นปรากฏชัดในความคิด
หากเปิดตำราอ่าน สามารถอ่านออกเสียงได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่ปิดตำรา แล้วพยายามคิดถึง ชุดอักขระเวท มันจะพร่าเลือน ไม่สามารถท่องออกมาได้ดังใจ
“มิน่า เขาถึงบอกให้ข้าท่องจำเพียงธาตุละหนึ่งเวทเท่านั้น จะบ้าเหรอ! แค่ธาตุเดียวข้ายังท่องไม่ได้เลย จะเอาทุกธาตุเนี่ยนะ”
ชายหนุ่มบ่นพึมพำเบา ๆ แต่ยังคงตั้งใจฝึกต่อไป
่เย็น แจ็คและคนอื่น นำสิ่งของที่สั่งทำกลับมา พร้อมด้วยสีเพื่อย้อมขนซิลฟี่
เมื่อนำสิ่งของทั้งหมดถึงมือนายน้อยแล้ว แจ็คไม่รอช้ารีบเอ่ยถามด้วยความสงสัยทันที
“นายน้อย ของพวกนี้คืออะไร ข้ารับมาข้าเองก็ไม่เข้าใจ ช่างตีเหล็กก็สงสัยเช่นกันขอรับ มีแค่บางชิ้นที่เหมือนธนู”
“พวกเ้าดูดี ๆ แล้วกัน ไม่นานพวกเ้าก็รู้เอง”
จากนั้น นิโคลัสเริ่มประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โชคดีที่ช่างตีเหล็ก สามารถทำตามแบบที่เขาวาดไว้โดยน้ำหนักและสมดุลได้ตามที่กำหนดทุกอย่าง
“คันธนู จริง ๆ ด้วย”
แจ็คร้องออกมาเมื่อเห็น นายน้อยประกอบคันธนูเสร็จเรียบร้อย
“เงียบ!”
เสียงดุเบา ๆ จาก อาริน ที่ด้านข้าง โชคดีที่ครั้งนี้ไม่มีฝ่ามือ
จากนั้นนิโคลัสประกอบส่วนต่างเข้ากับคัน โดยมีส่วนพิเศษที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือ ตลับลูกธนูและกรอบบังชุดรอกทดกำลัง เท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเห็นการทำงานของมัน
เหลือเพียงให้จอมเวท ร่ายอาคมลวงตาและผนึกป้องกัน เพื่อไม่ให้ใครถอดมันออกได้
“เรียบร้อย!”
เสียงชายหนุ่มดังขึ้น พร้อมกับยก ธนู ขึ้นรั้งสายเบา ๆ
จากนั้นชายหนุ่มนำกล่องลูกธนูออกมาบรรจุลูกธนูเข้าไป โดยในหนึ่งกล่องบรรจุลูกธนูหกลูก และเขาสั่งทำทั้งหมดสี่กล่อง ทำให้สามารถใช้ลูกธนูได้ทั้งหมดยี่สิบสี่ดอก
“เอาหล่ะ เราออกไปด้านนอกกันเถอะ”
แล้วเขาก็เดินนำหน้าออกไปด้านนอกอาคารที่พักทันที
เมื่อนายน้อยอยากทดสอบธนู เจคอบจึงรีบวิ่งไปวางเป้าซ้อมยิงไว้ให้ ก่อนรีบกลับโดยเร็ว
นิโคลัสประกอบกล่องลูกธนูเข้ากับคันธนู แล้วเริ่มง้างสายธนูทันที
ฟิ้ว!....ฟิ้ว!.ฟิ้ว!.ฟิ้ว!.ฟิ้ว!.ฟิ้ว!
“อะไร?”
ทุกเสียงดังขึ้นแทบจะในทันที ที่เห็นธนูดอกที่สองถูกยิงออกไป และทุกดอกเข้ากลางเป้าอย่างแม่นยำ โดยหัวธนูจมลึกเข้าไปฝังแน่นในเป้าซ้อมยิง
เมื่อลูกธนูหมด เขารีบถอดกล่องธนูออกและติดกล่องใหม่เข้าไป โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที
โชคดีที่โลกนี้มีถุงเก็บของ เพียงแค่คิดเขาก็นำมันออกมาได้แล้วทำให้ประหยัดเวลาลงไปได้มาก
จากนั้นเขาวิ่งไปทางขวาโดยเป้าธนูอยู่ซ้ายมือ แล้วเริ่มก้าวเท้าวิ่งช้า ๆ
ฟิ้ว!.ฟิ้ว!.ฟิ้ว!.ฟิ้ว!.ฟิ้ว!.ฟิ้ว!
อีกหกดอกถูกยิงออกไป เข้าเป้าทั้งหมด แม้ไม่แม่นยำเหมือนหกดอกแรก แต่อยู่ในกรอบที่ยอมรับได้
“ข้อเสียอย่างเดียวคือ ถ้าเป้าอยู่ด้านขวามือข้าจะยิงไม่ได้ ข้าไม่สามารถสลับมือถือคันธนูได้ มันติดที่ชุดรอกทดกำลังและกล่องลูกธนู ไม่เป็ไร ข้าก็แค่สลับเอาธนูแบบเดิมออกมาใช้”
ชายหนุ่มพึมพำเบา ๆ ระหว่างเดินกลับมาหาทุกคน
“นายน้อยธนูนี้คืออะไรขอรับ”
แจ็ครีบถามขึ้นในทันที
“มันเรียกว่า ธนูทดกำลัง ข้อดีคือ ออกแรงน้อยลงแต่ได้ความแรงเท่าเดิม และแม่นยำมากขึ้นด้วยเพราะไม่ต้องเกร็งค้างเวลายิง แต่ข้อเสียของมันคือไม่สามารถยิงเร็วและคล่องตัวเหมือนธนูของพวกเ้า และไม่สามารถสลับมือจับคันธนูได้ มันจึงเหมาะกับการยืนยิงอยู่กับที่มากกว่า”
นักเวทฝึกหัดผู้จับคันธนูกำลังสาธยายการใช้งานธนูให้เหล่านักล่าฟัง มันค่อนข้างแปลกทีเดียว
“แล้วมันจะทนรองรับเวทเสริมพลังไหมนายน้อย”
อารินนักธนูเอ่ยถามขึ้นด้วยตาเป็ประกาย
“ข้ายังไม่รู้เลย วัสดุพวกนี้เป็เพียงขั้น นักล่าฝึกหัด ซึ่งมันไม่ค่อยทนเวทเสริมกำลังเท่าไหร่ ไว้ถึงเมืองหลวงแล้วพอมีเงินเหลือ ข้าจะสั่งทำให้เ้าชุดหนึ่งแล้วกัน”
นายน้อยย่อมเข้าใจคำถามของอารินเป็อย่างดี
“นายน้อย พวกข้าสองคนก็อยากได้ด้วยนะขอรับ”
แจ็คเอ่ยเสียงอ่อน คล้ายกำลังอ้อนวอนนายน้อย
“ตกลง หากของอารินใช้งานได้ดี ข้าทำให้พวกเ้าแน่นอน แต่ต้องมีเงินก่อนนะ”
“ขอบคุณขอรับ”
แจ็คและเจคอบขานรับด้วยสีหน้าเบิกบาน
“แต่นายน้อย ท่านเป็นักเวทไม่ใช่หรือ แล้วท่านจะมาฝึกยิงธนูทำไมขอรับ”
อีริคที่ยืนดูอยู่ห่าง ๆ ถามขึ้นด้วยความสงสัย
คำถามนี้ทำให้ นิโคลัสหวนคิดถึงอดีตของตนเอง
แม้มันจะลำบากแสนสาหัสและขมขื่นเพียงใด แต่มันก็สร้างให้เขาเป็ตัวตนดังเช่นทุกวันนี้
สิ่งที่ตัวเขาเองกำลังทำอยู่นี้ เหมือนเกิดขึ้นเองโดยจิตใต้สำนึก ไม่ต้องผ่านการไตร่ตรองใด ๆ
ราวกับว่า หากเขาละทิ้งความชำนาญเก่าของตนเอง คงเป็เื่น่าเสียดายอย่างยิ่ง
ราวกับย้อนเวลากลับไปในโลกเก่า
ชายหนุ่มกล่าวเสียงเบา ๆ คล้ายกำลัง รำพัน กับตนเอง
“ข้าเป็ นักล่า..จอมเวทนักล่า..”