ยามเช้าที่หลังโรงเตี๊ยมเมฆาเคลิ้มยังคงเงียบสงบ หลี่ินั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้หวายตัวเก่า สายตามองดูเย่ฟานที่ยืนตัวตรง แววตามุ่งมั่นแต่แฝงไปด้วยความกังวล เพราะเขารู้ดีว่าเพียงแค่ร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้นจากการวิ่งและวิดพื้นนั้น ยังไม่เพียงพอที่จะโค่นล้มยอดฝีมือของสำนักกระบี่เมฆาครามที่มีวิชากระบี่อันพิสดารได้
"อาจารย์... ข้าแข็งแกร่งขึ้นมาก แต่ข้ายังขาด 'กระบวนท่า' ที่จะใช้ปลิดชีพศัตรู" เย่ฟานกล่าวอย่างนอบน้อม
หลี่ิแค่นหัวเราะในลำคอ "กระบวนท่ารึ? ของพรรค์นั้นน่ะ ข้ามีเยอะจนจำไม่หมดหรอก แต่วิชาของข้ามันไม่ต้องใช้ปราณเหมือนที่เ้าเคยเรียนมา ข้าเรียกมันว่า 'วิชาหกรูปแบบ' แต่มันดูไม่ค่อยขลังเท่าไหร่ในโลกนี้ งั้นข้าจะตั้งชื่อใหม่ให้เ้าก็แล้วกัน"
หลี่ิลุกขึ้นยืนช้า ๆ แล้วกวักมือเรียกเย่ฟานเข้ามาใกล้ "เข้ามานี่ ข้าี้เีขยับร่างกายโชว์ให้เ้าดูทีละท่า มันเปลืองแรงพักผ่อนของข้า"
เย่ฟานเดินเข้ามาหาด้วยความสงสัย ทันใดนั้นหลี่ิก็ยกนิ้วชี้ขึ้นแล้วจิ้มพรวดไปที่กลางหน้าผากของเย่ฟานเบา ๆ แต่พริบตาที่ปลายนิ้วััิั เย่ฟานรู้สึกเหมือนสมองะเิออก! ข้อมูลมหาศาล ทั้งท่วงท่า การเกร็งกล้ามเนื้อ และจังหวะการหายใจไหลบ่าเข้าสู่จิตใต้สำนึกของเขาอย่างรวดเร็วดุจน้ำป่าไหลหลาก
ก้าวย่างอัสนี: การะเิพลังขาเพื่อเคลื่อนที่ในพริบตาจนมองไม่ทัน
กายาเหล็กไหล: การเกร็งกล้ามเนื้อจนแข็งแกร่งดุจศิลาเทพ
ทะยานนภา: การเหยียบอากาศเพื่อเดินบนฟ้า
วายุศาสตราเท้า: การเตะอากาศจนเกิดคลื่นดาบสุญญากาศ
ดัชนีทลาย์: การรวบรวมพลังไว้ที่นิ้วเดียวจนเจาะทะลุได้ทุกสิ่ง
กายาพริ้วไหว: การปล่อยตัวให้ลื่นไหลไปตามแรงลมเพื่อหลบหลีก
เย่ฟานยืนนิ่งค้างไปหลายอึดใจ ดวงตาเบิกกว้าง ร่างกายเขาสั่นะเืตามสัญชาตญาณเมื่อได้รับวิชาสุดยอดเหล่านี้ "นี่มัน... วิชาที่เปลี่ยนร่างกายให้กลายเป็ศาสตราเทพ! ขอบพระคุณาุโ... ไม่สิ ขอบพระคุณท่านอาจารย์!"
ในขณะที่เย่ฟานกำลังตื่นเต้นกับวิชาใหม่ หลิวรั่วเฉิน ที่แอบดูอยู่หลังบานประตูโรงเตี๊ยมก็ถึงกับหน้างอจนแทบจะผูกโบว์ได้ นางเห็นชัด ๆ ว่าหลี่ิแค่ "จิ้ม" หน้าผากเย่ฟานเพียงครั้งเดียว แต่อีกฝ่ายกลับมีท่าทางเหมือนบรรลุวิชาสุดยอดขึ้นมาทันที
นางเดินกระทืบเท้าออกมาด้วยความขัดใจ "พี่หลี่! ท่านมันคนลำเอียงที่สุดในใต้หล้า!"
หลี่ิที่กำลังจะล้มตัวลงนอนต่อถึงกับสะดุ้ง "อ้าว... แม่นางหลิว ท่านเป็อะไรไปอีกล่ะเนี่ย?"
"ท่านยังจะมาถามอีกรึ!" นางยืนกอดอก สะบัดหน้าหนี "กับข้า... ท่านจะให้ข้าทุบตันเทียนทิ้งบ้างล่ะ จะให้ข้าไปวิ่งยี่สิบลี้บ้างล่ะ แต่พอเป็ศิษย์ใหม่ ท่านกลับจิ้มหน้าผากทีเดียวก็ได้วิชาแล้ว ท่านเห็นข้าเป็ส่วนเกินรึไง!"
หลี่ิถอนหายใจยาวจนหนวดแทบหลุด "เฮ้อ... ผู้หญิงนี่เข้าใจยากจริงๆ ที่ข้าให้เย่ฟานทำแบบนั้น เพราะเขาไม่มีปราณเหลืออยู่แล้ว ข้อมูลพวกนี้มันเลยเข้าไปในสมองได้ตรงๆ แต่เ้าน่ะมีปราณพื้นฐานอยู่แล้ว ถ้าข้าใส่ข้อมูลพวกนั้นไปแบบสุ่มสี่สุ่มห้า หัวเ้าได้ะเิจริง ๆ แน่"
หลิวรั่วเฉินไม่ฟัง นางส่งเสียง "ฮึ!" ออกมาดัง ๆ แล้วทำท่าจะเดินหนี
"เออ ๆ มานี่ก็ได้ บ่นจริง ๆ" หลี่ิเกาพุงพลางกวักมือเรียกหลิวรั่วเฉินเข้ามาใกล้ "ข้าไม่ได้ลำเอียง แต่เ้ามีปราณอยู่แล้ว การจะรับวิชานี้ไปมันต้องอาศัยการจัดระเบียบใหม่ที่ยุ่งยากกว่าคนไม่มีปราณแบบเย่ฟานเยอะ"
หลิวรั่วเฉินเดินเข้ามาหาด้วยใบหน้าที่ก้ำกึ่งระหว่างความดีใจกับความน้อยใจ นางยืนจ้องหน้าหลี่ินิ่ง ๆ "ถ้าข้าฝึกแล้วไม่ได้ผลเท่าเย่ฟาน ข้าจะเผาป้อมยามที่แคว้นต้าเฉียนของท่านทิ้งแน่!"
หลี่ิไม่ได้โต้ตอบ เขาเพียงถอนหายใจแล้วยกนิ้วชี้ขึ้นจิ้มพรวดไปที่กลางหน้าผากของนางเช่นกัน พริบตาที่ปลายนิ้วัั ข้อมูลของ 'วิชาหกรูปแบบ' ทั้งหมดไหลบ่าเข้าสู่ห้วงคำนึงของหลิวรั่วเฉินทันที
"ข้าใส่ 'พิมพ์เขียว' ของวิชาไว้ให้เ้าแล้ว" หลี่ิดึงนิ้วกลับพลางบ่นพึมพำ "แต่มันจะออกมาเป็แบบไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าเ้าจะใช้ปราณในร่างประสานกับความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อได้ดีแค่ไหน ถ้าเ้าทำไม่ได้ ก็อย่ามางอนข้าอีกล่ะ ข้าจะนอนแล้วจริง ๆ"
หลิวรั่วเฉินหลับตาลงััถึงวิชาใหม่ นางพบว่ามันต่างจากการฝึกลมปราณทั่วไปอย่างสิ้นเชิง มันคือการะเิศักยภาพของร่างกายในระดับที่นางไม่เคยจินตนาการมาก่อน นางหันไปมองเย่ฟานแล้วกำหมัดแน่น 'ในเมื่อเขาทะลายขีดจำกัดได้ ข้าที่มีปราณก็ต้องทำได้ดีกว่า!'
ในขณะที่ความสงบสุขชั่วคราวปกคลุมโรงเตี๊ยมเมฆาเคลิ้ม ที่ประตูทิศเหนือของเมืองจินไห่กลับเกิดความโกลาหลขึ้น ขบวนม้าศึกกว่ายสิบตัวควบฝ่าฝูงชนเข้ามาอย่างไม่เกรงใจใคร ทหารยามเมืองพยายามจะเข้าไปขวางแต่เมื่อเห็นตราประทับสีครามรูปกระบี่ที่หน้าอกเสื้อของคนกลุ่มนั้น ทุกคนก็ต้องรีบถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว
พวกเขาสวมชุดเครื่องแบบสีครามเข้ม ปักลายเมฆาคล้อย... คนของ สำนักกระบี่เมฆาคราม
ผู้นำขบวนคือชายหนุ่มใบหน้าเรียวยาว ดวงตาแหลมคมดุจเหยี่ยว และมีรอยยิ้มที่ชวนให้คนมองรู้สึกหนาวสั่น เขาคือ "ศิษย์พี่รองกู่เฉิง" ยอดฝีมือขั้น 4 (ขั้นจิตผสาน) ผู้ซึ่งมีส่วนสำคัญในการวางแผนใส่ร้ายเย่ฟานจนถูกขับออกจากสำนัก
"ศิษย์พี่รอง... สายรายงานว่าเห็นไอ้ขยะเย่ฟานปรากฏตัวแถวนี้ และมีคนช่วยมันไว้ครับ" ศิษย์ผู้น้องคนหนึ่งกระซิบบอก
กู่เฉิงหัวเราะเบา ๆ เสียงของเขาฟังดูแหบพร่า "หึ... ตันเทียนพังไปแล้วยังจะตะเกียกตะกายมีชีวิตอยู่อีกรึ ช่างเป็แมลงสาบที่ตายยากจริงๆ ข้ามาที่นี้เพื่อจะสู้กับ 'ไอ้คนชุดขาว' ที่ข่าวลือบอกว่าเก่งนักเก่งหนา และถือโอกาสบดขยี้เย่ฟานให้กลายเป็เถ้าถ่านไปพร้อมกัน"
กู่เฉิงขึ้นไปยืนบนยอดกำแพงเมือง สายตาเขามองสำรวจไปทั่วเมืองจินไห่ด้วยความดูแคลน "เมืองแห่งนี้มันช่างน่าเบื่อ... ทหารเมืองจินไห่ช่างไร้ความสามารถ จับใครก็จับไม่ได้ แถมยังโดนวิชาปาหี่ขอนไม้หลอกเอาได้ทุกวัน"
เขาสั่งการด้วยเสียงอันดัง "ไปตามหาที่อยู่ของเย่ฟานมา! ใครก็ตามที่ขวางทาง หรือใครก็ตามที่ให้ที่พักพิงกับมัน... ให้ถือว่าเป็ศัตรูของสำนักกระบี่เมฆาคราม และต้องตายสถานเดียว!"
ขณะเดียวกันที่หลังโรงเตี๊ยม เย่ฟานเริ่มลองใช้ "ก้าวย่างอัสนี" เป็ครั้งแรก ร่างของเขาหายวับไปจากที่เดิมและไปโผล่อยู่ที่ห่างออกไปสิบก้าวภายในเสี้ยววินาที แรงสั่นะเืจากการขยับตัวทำเอาพื้นดินลานหลังบ้านแตกร้าวเป็วงกว้าง
เย่ฟานกำหมัดแน่น พลังงานในร่างเดือดพล่าน "ข้ารู้สึกได้... พวกมันมากันแล้ว คราวนี้ข้าจะไม่หนีอีกต่อไป"
เขามองไปยังหลี่ิที่ยังนอนหลับสบายไม่รู้เื่รู้ราว แล้วพึมพำกับตัวเอง "ขอบพระคุณท่านอาจารย์... ข้าจะทำให้พวกมันรู้ว่า 'ขยะ' ที่ท่านสั่งสอนมา จะบดขยี้ศิษย์สำนักกระบี่เมฆาครามให้พินาศได้อย่างไร!"