ตัวเลขที่แสดงขึ้นมาบนหน้าจอโดยไม่มีชื่อ และไม่มีรูปภาพแสดงใบหน้า บ่งบอกว่าเป็นเบอร์แปลกที่เขาไม่เคยบันทึกเอาไว้ (ที่จริงมันก็มีแค่เบอร์ของจินซานคนเดียวนั่นแหละ) แน่นอนว่าคนที่โทรมาต้องเป็นคนจากแดนเทพ แต่ไม่ว่าจะเป็นใครก็น่าจะมีเรื่องสำคัญ(ยกเว้นจินซาน) เขาจึงตัดสินใจกดรับสาย“ฮัลโหล! นั่นใครคะ?” เสียงหญิงสาวที่ปลายสายถามมาก่อน“เอิ่ม...แล้วคุณเป็นใครครับ?” กรก็งงกับคำถามของฝ่ายตรงข้าม เพราะปกติคนที่โทรมาจะต้องบอกก่อนว่าตัวเองเป็นใครสิ“ไม่ ฉันถามว่าคุณเป็นใคร?” หญิงสาวถามย้ำเสียงเข้ม“เอ้า! แล้วคุณโทรหาใครล่ะครับ?” กามเทพหนุ่มเริ่มโมโหกับอีกฝ่าย เพราะคนที่โทรมาย่อมต้องรู้ว่าโทรหาใคร ไม่อย่างนั้นจะกดเบอร์ถูกได้ยังไง ยิ่งเขาเป็นเทพมาใหม่ไม่มีทางที่เบอร์นี้จะมีคนรู้จักได้ นอกจากเจ้าหน้าที่ที่ดูแลการสื่อสารโดยตรง“ก็แล้วคุณเป็นใคร ฉันก็โทรหาคนนั้นแหละ!” หญิงสาวขึ้นเสียงดังขึ้น“เฮ้ย! งี้ก็ได้เหรอ? งั้นผมก็ไม่มีอะไรจะคุยกับคุณแล้วแค่นี้นะ บาย...” กรไม่อยากจะเสียเวลาแล้ว เขากล่าวตัดบทกดปุ่มวางสายไปทันที จากนั้นก็รีบวิ่งตามวิภาดาที่เดินไปไกลอย่างรีบร้อน ประตูลิฟต์กำลังปิด และหญิงสาวก็อยู่ด้านในแล้ว กรรีบพุ่งไปเพราะกลัวว่าจะคลาดกัน แขนของชายหนุ่มเอื้อมเข้าไปในลิฟต์แล้วแม้ว่าประตูกำลังจะหนีบแขนเขาก็ตาม แต่จู่ๆความคิดในเสี้ยววินาทีนั้นก็ทำให้เขาชักแขนกลับมาด้วยความเร็วสูง‘เกือบไปแล้วสิ ถ้าฉันเอามือขวางประตูไว้มันก็จะเปิดออกอัตโนมัติ แต่เธอที่ไม่เห็นว่ามีอะไรขวางอยู่สักอย่างต้องหลอนเรื่องผีอีกชัวร์ จะทำให้วิภาดาเสียสมาธิไม่ได้เพราะเธอต้องไปหาวุฒิไกรแน่ๆ’ กรเตือนตัวเองในใจถึงความสำคัญของเหตุการณ์นี้ เพราะตั้งแต่เช้าเขามักจะซุ่มซ่ามจนเกือบเสียแผนไปหลายครั้ง กามเทพหนุ่มกลับมาตั้งสติอีกครั้ง แล้วเขาก็นึกถึงฟังก์ชันวาร์ปในบัตรประจำตัวได้พอดี (ควรจะนึกได้ตั้งนานแล้วปะ?) กรดูรายชื่อเป้าหมายก่อนจะกด แต่สายตาเขาก็ไปหยุดอยู่ที่รายชื่อรายที่เพิ่มเข้ามาอีกชื่อ ‘เจน’ ซึ่งนั่นก็เป็นการยืนยันอีกอย่างว่าพนักงานฝ่ายพัสดุคนนี้น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องในภารกิจของเขาด้วยเช่นกัน แม้ว่าจะโดยอ้อมก็ตาม“เรื่องผู้หญิงคนนี้ไว้ทีหลัง ถ้าเป้าหมายทั้งสองคนเจอกัน ภารกิจของเราก็เสร็จสิ้นแล้ว ไม่จำเป็นต้องกังวลกับคนอื่นนี่นะ” กรกล่าวย้ำกับตัวเองให้สนใจเรื่องตรงหน้าก่อน จากนั้นเขาก็กดปุ่มเลือกชื่อวิภาดา แล้วลำแสงสีทองก็พากามเทพหนุ่มวาร์ปหายไป ณ ดินแดนเทพไลเทนเนีย สภาเทพฮอลล์ ออฟ ไชน์ในออฟฟิศที่เต็มไปด้วยโต๊ะทำงานสีขาวเต็มไปหมด พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่นับร้อยเทพสาวผมทองคนหนึ่งกำลังนั่งกอดหน้าบึ้งอารมณ์เสีย เพราะเธอเพิ่งถูกใครบางคนกวนประสาทมานั่นเอง ต่างจากเพื่อนสาวที่นั่งโต๊ะด้านข้างของเธอที่กำลังยิ้มแย้มอารมณ์ดี หลังจากวางสายติดต่อทางบัตรประจำตัวเสร็จ“มิลลี่เธอเป็นอะไรไป? คนที่เธอโทรไปคุยกับเธอไม่ดีเหรอ?” หญิงสาวผมดำยาวหน้าตาดีคนเดิม น้องคายะไงจะใครล่ะ กล่าวถามเพื่อนสาวของเธอด้วยความสงสัย“ก็ใช่น่ะสิ! นายบ้านั่นพูดจากวนส้น...ชะมัด อย่าให้เจอหน้านะ แม่จะตบหัวแบะเลย!” เทพสาวผมทองพูดระบายออกมาด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง“โอ๋ๆๆ ไม่เป็นไรนะจ๊ะมิลลี่น้อย เดี๋ยวพี่สาวคนนี้จะคุยแทนเธอเอง ไหนขอเบอร์หน่อยสิ” คายะปลอบใจเพื่อนเล็กน้อย ด้วยความใจเย็น และอัธยาศัยดีของเธอก็ทำให้มิลลี่ผ่อนคลายขึ้นมาก ‘กามเทพฝึกหัด กรณ์ เบอร์ติดต่อ 097*******’ เมื่อคายะเห็นรายชื่อวงแดงในกระดาษที่เพื่อนมอบให้ กลับทำให้เธอชะงักไปด้วยความประหลาดใจทันที เพราะมันเป็นชื่อของเทพหนุ่มที่เธอเพิ่งรู้จักเมื่อวานนี้เอง เมื่อเทพสาวนิ่งไปก็ทำให้มิลลี่ที่มองอยู่แปลกใจแล้วกล่าวถามกลับมา“เป็นอะไรรึเปล่าคายะ ผู้ชายคนนี้ทำไมเหรอ?”“คือ...เขาเป็นเพื่อนบ้านของฉันเอง เขาเป็นเทพใหม่เพิ่งมาเมื่อวานน่ะ” คายะบอกไปตามตรง“เอ๋? เทพใหม่เหรอ เท่าที่ดูในรายชื่อก็ไม่มีเทพใหม่คนไหนเลยนะที่มีสกิลสาย invisible Skill ทำไมนายคนนี้ถึงเลือกสกิลแบบนี้มาใช้กันล่ะ? พี่เลี้ยงเขาไม่ได้แนะนำหรือไง? หรือว่าเป็นเพราะนิสัยใจร้อนขี้วีนของนายคนนี้รึเปล่า เขาเลยไม่ฟังคำแนะนำของรุ่นพี่” มิลลี่แปลกใจกับการเลือกสกิลของกร แต่เธอก็คิดมโนหาสาเหตุที่พอจะสมเหตุผลไม่ได้เสียที คายะที่ได้ยินดังนั้นก็กลับมาฉุกคิดในใจตอนที่คุยกับกรเมื่อวาน ทั้งท่าทางคำพูดของเทพหนุ่มบ่งบอกชัดเจนเลยว่าเขาไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย และก็ไม่ใช่การเสแสร้งแกล้งทำ มันคือความไม่รู้หัวสมองว่างเปล่าไร้ซึ่งข้อมูลอะไรเกี่ยวกับแดนเทพจริงๆ“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงเลือกสกิลแบบนี้ แต่จากที่คุยกันเมื่อวานเขาก็ดูเป็นคนดีนะ พูดจาสุภาพเรียบร้อยออกจะซื่อๆไม่น่ามีพิษภัยอะไร (นั่นเป็นการเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงเลยนะคายะ) แต่จะว่าไปเหมือนกับพี่เลี้ยงของเขาไม่ได้แนะนำอะไรสักเท่าไร เป็นฉันที่ต้องเล่าเรื่องให้เขาฟังแทนมากกว่า” เทพสาวบอกเพื่อนไปตามตรงเกี่ยวกับเทพชาย“เอ๋? นี่เธอคุยกับหมอนั่นจนรู้ขนาดนี้เลยเหรอ? ปกติฉันไม่เคยเห็นเธอคุยกับผู้ชายคนไหนนานๆเลยนะ นี่เป็นครั้งแรกจริงๆ ดูจากรูปแล้วนายกรนี่ถึงจะไม่ได้หล่อระดับซุปตาร์ แต่ก็หน้าตาดีอยู่นะ หรือว่าเธอจะชอบเขาเข้าแล้ว?” มิลลี่ถามขึ้นมารัวๆด้วยความอยากรู้อยากเห็นจากความมโนล้วนๆ“...พอเลยมิลลี่ เธอเป็นคนบอกฉันเองไม่ใช่เหรอว่าหัดคุยกับคนอื่นบ้าง ฉันก็เลยเริ่มต้นด้วยเพื่อนบ้านที่ย้ายมาใหม่ไงล่ะ” คายะหลบสายตาเพื่อนพร้อมกับหน้าแดงเล็กน้อย แม้ว่าเธอจะไม่ได้คิดอะไรกับกร แต่เมื่อโดนแซวแบบนี้ก็ต้องมีเขินอายกันบ้าง“คริๆๆ แกล้งเธอนี่สนุกจัง แต่เอาเถอะมาเข้าเรื่องงานกันดีกว่า แล้วเราจะทำยังไงกับนายกรนี่ต่อดีล่ะ?” เสียงหัวเราะเยาะเล็กๆของมิลลี่ทำให้บรรยากาศกระอักกระอ่วนของคายะหายไป แล้วเทพสาวผมทองก็ถือโอกาสเปลี่ยนเรื่องคุย เป็นการเปลี่ยนสถานการณ์ที่เหมาะสมพอดี แสดงว่ามิลลี่จะค่อนข้างเอาใจใส่เพื่อนของเธอเป็นอย่างดี เทพธิดาผู้อ่อนโยนเช่นคายะที่เมื่อเพื่อนเลิกแกล้งเธอแล้ว ก็กลับมาคิดเรื่องของเทพหนุ่มอีกครั้ง อย่างไรก็ตามสำหรับเธอแล้วกรต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อนแน่นอน เพราะเขาเป็นเทพใหม่ที่เพิ่งจุติเป็นเทพเมื่อวานนี้เอง“เดี๋ยวฉันโทรไปคุยกับเขาเองน่าจะคุยง่ายกว่าแน่นอน ส่วนเธอนะมิลลี่ เวลาโทรหาใครก็อย่าใช้คำพูดที่ว่า ‘นั่นใครพูดน่ะ’ เพราะเธอเป็นโทรหาเขาเอง ชื่อของคนที่เธอโทรไปก็รู้อยู่แล้ว แค่บอกว่าให้เขารายงานตัวที่ฮอลล์ ออฟ ไชน์ก็พอแล้ว” คายะย้ำเตือนกับเพื่อนสนิทเรื่องการสื่อสารกับคนอื่น“จ้าๆ ฉันต้องฟังคำแนะนำจากคนที่ไม่ค่อยพูดอย่างเธอสินะ” มิลลี่ทำท่างอนแล้วสะบัดหน้ากลับไปทำงานต่อ ส่วนคายะก็ได้แต่ยิ้มแล้วส่ายหัวให้กับท่าทางเหมือนเด็กของเพื่อน
ที่โลกมนุษย์ ณ ร้านติ่มซำชื่อไม่ดัง ในย่านตลาดแห่งหนึ่ง ผู้คนสัญจรผ่านไปมาพลุกพล่านมากกว่าปกติในช่วงเย็นที่เป็นเวลาเลิกงาน วิภาดายืนต่อแถวอยู่หน้าร้านเล็กๆแห่งนี้ด้วยใจที่จดจ่อ เหมือนกับว่าเธอกลัวของที่เธอจะซื้อหมดก่อนอย่างไรอย่างนั้น“เฮ้ยๆ ไม่ใช่ว่าเธอหิวก็เลยรีบมาซื้อของกินร้านโปรดหรอกนะ เดินมาจากบริษัทตั้ง 2 กิโลกว่า มันไม่ไกลไปเหรอ?” กรบ่นออกมาคนเดียว ขณะที่เขายืนมองหญิงสาวที่กำลังต่อแถวอยู่ ในที่สุดก็ถึงคิวของเธอ วิภาดาเดินเข้าไปเตรียมจะสั่งอาหารกลับบ้านตามปกติ แต่จู่ๆกระเป๋าสะพายของเธอก็ถูกกระชากไปจากมือโดยไม่ทันตั้งตัว“ฉิบหายแล้ว!” กรอุทานออกมากับสิ่งที่เกิดขึ้น