“นี่เป็นผงชาที่พวกอัลเคมิสท์ปรุงขึ้นช่วยฟื้นฟูปรับระดับกำลังภายในหรือมาโซในร่างได้เล็กน้อย แต่รสชาติออกจะแย่หน่อย เพราะเป็นของราคาถูกน่ะ...โทษทีนะ”
อะงุนิยื่นชาถ้วยหนึ่งหลังจากต้มเสร็จส่งให้เขาพร้อมยกถ้วยชาของตัวเองขึ้นดื่ม
เรย์เห็นอีกฝ่ายทำหน้าแหยเล็กน้อยหลังซดมันลงคอ
เวลานี้พวกเขาทั้งหมดตั้งแคมป์ปิ้งขนาดย่อมนั่งล้อมวงบริเวณข้างลำธารเล็ก ๆ สายหนึ่งภายในถ้ำ รอบบริเวณเต็มไปด้วยโขดหินขรุขระที่เรียงตัวกันอยู่แบบธรรมชาติพื้นที่ข้างลำธารปูด้วยหญ้ามอสสีเขียวเข้มที่ดูเหมือนแสงสว่างจากคริสตัลสีฟ้าที่ประดับอยู่ตามผนังถ้ำจะช่วยให้มันเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ลำธารเล็ก ๆ นี้ไหลเอื่อย ๆ และน้ำใสมองเห็นถึงก้อนกรวดและทรายสีขาวที่อยู่ใต้ผิวน้ำเสียงน้ำไหลเป็นเสียงเดียวที่เบาและสงบในสถานที่ที่เต็มไปด้วยความมืดและความลึกลับแห่งนี้
หลังจากที่พวกเขาลุยกันมาตลอดเกือบสี่ชั่วโมงจนชิ้นส่วนของพวกมอนสเตอร์เต็มกระเป๋าสัมภาระโดยกระเป๋าสัมภาระเหล่านั้นเต็มไปด้วยขาและหนวดของแมลงยักษ์ที่ยังคงมีกลิ่นคาวของเลือดบางส่วนมีเงี่ยงที่แหลมคมและชิ้นส่วนของเปลือกแข็งที่ถูกตัดออกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบเสียบทะลุกระเป๋าออกมามันดูหนักและบวมจนไม่สามารถบรรจุอะไรได้อีกแล้ว
ทั้งกลุ่มจำต้องหยุดพักผ่อนเพื่อรอเวลาให้ดันเจี้ยนคลายตัวออกหลังราชาถูกกำจัด
“ขอบคุณครับ”
เรย์ไม่ปฏิเสธ เขารับถ้วยชามาถือไว้ครู่หนึ่งไม่ได้ดื่มลงไปทันทีหลังจากคอยสังเกตอยู่ตลอดเวลาว่าอีกฝ่ายแอบใส่อะไรลงไปหรือไม่และมองอะงุนิดื่มมันจนหมด
การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ไม่ว่าใครก็ต้องใช้เวลาทั้งนั้น ยิ่งเป็นสภาพแวดล้อมอันแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากสภาพก่อนหน้าซึ่งเลวร้ายจนไม่อาจเชื่อใจใครเขายิ่งต้องใช้เวลา
‘อืมรสชาติแย่อย่างที่ว่าจริง ๆ’
ทว่า... มันก็ช่วยให้ร่างกายรู้สึกอุ่นขึ้นอย่างประหลาดหลังจากเขาลองดื่ม
“กระบวนท่าของเธอยอดเยี่ยมมากเลยนะไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเหวี่ยงดาบยาวพัง ๆ แบบนั้นได้อย่างคล่องแคล่วนี่ถ้าไม่ติดว่าระดับลมปราณของเธอเบาบางจนแทบสัมผัสไม่ได้ก็คงทำเอาฉันอดสงสัยไม่ได้เลยล่ะว่าเป็นมือใหม่จริง ๆ หรือเปล่า”
อะงุนิเอ่ยชม ถึงตนจะสู้อยู่แนวหน้าแต่ก็ยังคอยสังเกตรอบตัวอยู่ตลอด ทำให้เห็นการก้าวเดินและการเคลื่อนไหวของเด็กหนุ่มผู้นี้ที่มองยังไงก็ไม่ใช่มือใหม่
“นั่นสิฉันนี่ก็คอยระวังอยู่ตลอดว่าเมื่อไหร่เจ้าแมลงบ้าพวกนั้นจะหลุดมา...แต่สุดท้ายก็ผ่านเธอมาไม่ได้เลยสักตัว”
มือธนูพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วยกับคำพูดของผู้ใช้เวทไฟ
เรย์ยิ้มบาง ๆ ส่ายหน้า
“พอดีเกิดอุบัติเหตุกับผมนิดหน่อยเมื่อแปดปีก่อน... ทำให้ผมตกอยู่ในสภาพโคม่าจนเพิ่งฟื้นกลับมาได้เมื่อไม่นานนี้ …เพราะงั้นผมเลยไม่รู้เรื่องราวอะไรเกี่ยวกับโลกหลังจากเมื่อแปดปีก่อนเลยน่ะครับ”
“แปดปีเชียวเรอะงั้นก็เป็นช่วงคริสต์มาสสีชาดเกิดขึ้นพอดีเลยน่ะสิ ไม่นิดหน่อยแล้วมั้งเรื่องของเธอน่ะ!?”
อะงุนิอุทานอยากตกใจ รู้สึกข้อมูลนี้ดูน่าตื่นตะลึงแต่เพราะเข้าใจว่าโดยฐานะแล้ว อะงุนิไม่สามารถกล่าวถึงเหตุการณ์โดยไม่ระวังคำพูดตนจึงไม่ติดใจถามอะไรไปมากกว่านั้น หากอีกฝ่ายไม่อยากเล่า
“ถ้านี่เป็นครั้งแรกก็ถือว่าเธอโชคดีมากนะที่มาเจอดันเจี้ยนระดับต่ำสุดน่ะ”
ผู้ใช้โล่กล่าวขณะมีขนมปังยัดอยู่เต็มปาก เขี้ยวหมุบหมับ
“ไม่ทราบว่าพวกคุณวัดจากอะไรกันครับถึงรู้ได้ว่าดันเจี้ยนต่าง ๆ อยู่ในระดับไหน”
เสียงคำตอบครั้งนี้เป็นของผู้ใช้เวทไฟประจำกลุ่มช่วยอธิบายแทน
“พวกสมาพันธ์ฮันเตอร์มีเครื่องมือในการตรวจวัดความหนาแน่นและแปรปรวนของอีเธอร์ในบริเวณนั้นๆ เมื่อมันเพิ่มสูงขึ้นหรือผิดแปลกฉับพลันอย่างมีนัยยะทำให้คาดคะเนและแบ่งแยกระดับของเกทที่กำลังจะปรากฏได้แม่นยำถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์หลังจากนั้นพวกเขาจะส่งข้อมูลและระบุพิกัดลงบนแผนที่ผ่านแอพของทางสมาพันธ์น่ะ”
เขากำลังสงสัยอยู่เลยว่าทำไมพ่อค้าทั้งหลายถึงมาตั้งแผงลอยก่อนที่เกทจะเปิด ราวกับพวกเขารู้ล่วงหน้า ในที่สุดก็ได้รู้คำตอบ
“ไม่คิดอยากไปกำจัดราชากันเองบ้างเหรอครับ”
เรย์เป็นฝ่ายตั้งคำถามต่อตอนนี้มีข้อมูลหลายอย่างที่เขาอยากรู้จากปากคนที่อยู่หน้างานแบบฮันเตอร์พวกนี้
ทว่าทุกคนที่ได้ยินคำถามนั้นต่างทำตาโตราวกับว่าเขากำลังพูดเรื่องไร้สาระออกมาอย่างไรอย่างนั้น
"พวกเราก็ได้แต่ล่าวัตถุดิบจากมอนสเตอร์ปลายแถวประทังชีวิตเรื่องราชาปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกิลด์ใหญ่ห้ำหั่นกันเองเถอะพวกเขาเพียบพร้อมทั้งด้านอุปกรณ์และกำลังคนมีฝีมือ เราไปแย่งชิงด้วยไม่ไหวหรอก"
ขุมกำลังของกิลด์ใหญ่เป็นอย่างไรเปรียบเทียบจากคลังสินค้ากิลด์ใหญ่ต่าง ๆก็รู้ว่าระดับอุปกรณ์สวมใส่เหนือกว่าระดับฮันเตอร์ทั่วไปนัก อุปกรณ์สวมใส่เหนือกว่าศักยภาพย่อมแข็งแกร่งกว่า สู้เขาไม่ได้ย่อมชิงราชาไม่ได้
“ก็นะ...การลงดันเจี้ยนในแต่ละครั้งไม่ใช่ว่าใส่ชุดเกราะถืออาวุธแล้วจะเดินเข้าไปเฉย ๆ ทุกอย่างล้วนมีต้นทุนที่ต้องใช้จ่าย ทั้งค่าบำรุงอุปกรณ์ ของจิปาถะเฉพาะทางค่าเสบียง ค่ายา ทีมไหนไม่มีความสามารถในการขนสัมภาระรอบนั้นก็จะได้วัตถุดิบกลับออกมาน้อยแบบสถานการณ์ของเราตอนนี้หรือไม่ก็ต้องเสียเงินจ้างพวกที่มีความสามารถพิเศษอย่างการขนของเป็นรายรอบไป”
ไม่ใช่ว่าไม่อยากแต่พวกเขามีกำลังแข่งขันไม่พอในทุก ๆ ด้าน
“แล้วถ้าหากพวกคนจากกิลด์นั่นไม่สามารถกำจัดราชาได้ล่ะครับ”
อะงุนิโบกมือหยอย ๆ ว่าไม่มีทางเป็นไปได้
“โอกาสเกิดแบบนั้นมีน้อยถึงน้อยมากพอเคลียร์เงื่อนไขจนได้เจอราชา พวกนั้นจะทำการประเมินก่อนหากเห็นว่าสู้ไม่ไหวแน่แล้ว พวกเขาค่อยส่งคนออกไปติดต่อให้ทางกิลด์ส่งฮันเตอร์ที่มีระดับสูงกว่าช่วยรับไม้ต่อหรือไม่ก็รอโดนแย่งชิงจากกิลด์อื่นขึ้นอยู่กับว่ามีกำลังพอจะปกป้องสิทธิ์ของตัวเองได้ดีแค่ไหน”
เรื่องนี้สมาพันธ์ไม่ได้มีหน้าที่เป็นตัวเบี้ยป้องกันม้าให้พวกเขาเพียงเหล่ากิลด์ดำเนินการอย่างเหมาะสมไม่ปะทะกันถึงตายสมาพันธ์ก็ไม่จำเป็นต้องยื่นมือเข้ามาแสดงท่าทีแข็งกร้าวตามกฎระเบียบ
“มีวิธีออกจากดันเจี้ยนโดยที่ราชายังไม่ถูกกำจัดได้ด้วยหรือครับ?”
เขาสงสัยเมื่ออีกฝ่ายพูดถึงการติดต่อกับโลกภายนอกระหว่างอยู่ในดันเจี้ยนเพราะเขาได้ยินมาว่าเครื่องมือสื่อสารส่วนใหญ่ แทบไม่สามารถใช้งานในดันเจี้ยนได้
อะงุนิถอนหายใจไม่เหลือความสงสัยในตัวเด็กหนุ่มตรงหน้าอีกแล้ว
“ฉันเชื่อแล้วล่ะว่านายเป็นมือใหม่จริง ๆ —ใช่แล้วล่ะ ออกได้สิ... มันมีรูนอยู่ประเภทหนึ่ง ที่สามารถส่งคนออกไปด้านนอกได้เป็นกรณีพิเศษแต่ราคาของมันไม่ใช่อะไรที่ฮันเตอร์ระดับพวกเราจะเอื้อมถึง หรือมีโอกาสหามันเจอในดันเจี้ยนระดับต่ำแบบนี้หรอกนะ”
“หึ ฟังแล้วหดหู่ดีชะมัด”
ใครบางคนส่งเสียงประชดประชันขึ้น
“พวกคุณไม่กลัวกันบ้างเหรอครับที่ต้องเอาชีวิตเข้ามาเสี่ยงเกือบทุกวันแบบนี้”
อะงุนิยิ้มขืน ก้มมองถ้วยชาในมือนิ่ง
“กลัวสิ...แต่หากไม่ยับยั้งปล่อยให้ดันเจี้ยนขยายตัวจนเกิดลิมิตเบรคผ่านไปอีกหลายสิบปี แม้แต่แผ่นดินดั้งเดิมที่เคยอยู่อาศัยก็จะไม่มีเหลือ"
"แต่มนุษยชาติเองก็กำลังวิวัฒนาการแบบก้าวกระโดดเพื่อดำรงอยู่นี่เหมือนกับสภาวะเพิ่มขึ้นแบบเอนโทรปีเลยนะครับ"
เพิ่มขึ้นแบบเอนโทรปีหมายความว่าเพิ่มขึ้นอย่างไร้แบบแผนตั้งแต่ต้นจนจบ แต่จะไม่ลดน้อยลงเพราะกฎของธรรมชาติ เพราะความไร้ระเบียบ (Entropy)กับชีวิตอยู่คู่กันอย่างไม่ขาดการดิ้นรนเพื่ออยู่รอดคือกระบวนการที่ ‘ชีวิต’ต่างต้องทำเพื่อคงสภาพให้ตนเองไม่ดับสูญไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง และการดิ้นรนต่างก็นำมาซึ่งการเติบโตและวิวัฒนาการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการเพิ่มเอนโทรปี
เนื้อแท้ของสิ่งมีชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่‘มีระเบียบ’ (Entropyต่ำ)ร่างกายมีการทำงานที่ซับซ้อน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นขั้นเป็นตอนหากมองลึกลงไปอีกร่างกายคนอย่างเรา ๆ ก็ประกอบจากสิ่งเล็ก ๆอย่างธาตุที่ร่วมกันเป็นโมเลกุลและโมเลกุลต่างรวมกันเป็นสิ่งที่ใหญ่ขึ้นไปอีกเป็นเซลล์, เนื้อเยื่อ, อวัยวะและร่างกาย เหล่านี้คือความเป็นระเบียบ (NegativeEntropy) ที่อยู่ในตัวของมนุษย์และทุกชีวิต
การวิวัฒนาการมีแนวโน้มจะเกิดกับชีวิตที่สามารถดูดซับและปลดปล่อยพลังงานจากและสู่สภาพแวดล้อมได้ดีกว่าโครงสร้างร่างกาย, อวัยวะ, การทำงานที่ซับซ้อนพวกเราหรือสัตว์แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตน้อยเซลล์ที่ล้าหลังระบบของสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาเป็นระบบระเบียบมากขึ้น ๆ ทั้งนั้นหากจะบอกว่าการวิวัฒนาการคือพัฒนาที่ลดเอนโทรปีภายในและเพิ่มประสิทธิภาพการปล่อยเอนโทรปีมันก็ได้
หลายคนหยักหน้าหงึกหงักให้กับบทวิเคราะห์ของเรย์
"ก็ประมาณนั้นวิธีเดียวที่จะหยุดมันได้ก็คือการพัฒนาตัวเองเพื่อพิชิตมันเท่านั้น...แต่นั่นมันก็เป็นแค่ข้ออ้างที่ดูสวยหรูล่ะนะ คนแบบฉันในยุคสมัยที่โลกเป็นแบบนี้...หากไม่ทำก็ไม่มีกินมีใช้หาเลี้ยงตัวเองไหวเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรซับซ้อนหรอก"
อะงินุหัวเราะฮะๆ ประชดตัวเอง
“ว่าแต่ไอ้ดาบยาวสภาพผุพังที่เธอใช้นั่นไม่น่าเชื่อว่ามันจะฟันอะไรเข้าเลยนะหากไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง”
อะงุนิเปลี่ยนเรื่องเมื่อรู้สึกว่าบทสนทนาที่กำลังดำเนินจะเริ่มเคร่งเครียดจนเกินไป
เรย์ยิ้มไม่ถือสา ก้มลงมองดาบในมือตนเองที่เคยเป็นของราชาตนนั้น
“หากมันอยู่ในสภาพปกติละก็...จะร้ายกาจขนาดไหนกันล่ะเนี่ย ฉันว่าคุณสมบัติแฝงของมันต้องร้ายกาจแน่ ๆทำไมเธอไม่ลองให้พวกแบล็คสมิธซ่อมแซมดูสักหน่อยล่ะ”
“คุณสมบัติ? ซ่อมแซม?...คุณกำลังจะบอกว่าเจ้านี่สามารถกู้คืนสภาพเดิมของมันได้งั้นเหรอครับ”
อะงุนิเดินไปเติมชาจากกาน้ำอีกถ้วยระหว่างนั้นก็หันมาตอบเขา
“ได้สิ พวกแบล็คสมิธที่มีระดับหน่อยสามารถซ่อมวัตถุได้หมดทุกอย่างนั่นแหละพวกเขามีความสามารถในการคัดแยกตรวจสอบองค์ประกอบสสารที่สร้างสิ่งนั้นขึ้นมาได้ส่วนราคาก็ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ซ่อมและระดับคุณภาพดั้งเดิมของมันพอดูจากสภาพดาบของเธอตอนนี้ ฉันว่ามันคงสูญเสียคุณสมบัติแฝงไปแล้วล่ะ...สายตาแบบนั้นคงไม่รู้เรื่องเลยสินะ”
“รบกวนด้วยครับ”
เขาพยักหน้ายอมรับว่าไม่รู้จริงๆ
“คุณสมบัติแฝงเป็นค่าสถานะพิเศษซึ่งมีอยู่หลากหลายบนอุปกรณ์สวมใส่และอาวุธ เช่นช่วยป้องกันธาตุใดธาตุหนึ่งเป็นพิเศษหรือโจมตีมอนสเตอร์ชนิดใดชนิดหนึ่งได้ดีเป็นพิเศษ ยกตัวอย่างเช่นผ้าคลุมของหมอนั่น”
อะงุนิเพยิดหน้าไปยังนักเวทประจำกลุ่ม
“คุณสมบัติคือช่วยลดสภาวะในการใช้มาโซลงสองเปอร์เซ็นต์...ฮ่าฮ่า น้อยใช่ไหมล่ะ อย่างว่าแหละมันเป็นของราคาถูกนี่นะแต่ยิ่งเป็นของที่เพิ่มคุณสมบัติได้มากเท่าไหร่ มูลค่าของมันก็ยิ่งมากตาม”
เรย์นึกไปถึงหน้ากากยักษ์สีทองที่ตนไม่ได้พกมาเจ้านั่นก็อาจมีคุณสมบัติแฝงอยู่ก็ได้
“หรือหากต้องการค่าสถานะบวกเพิ่มใดเป็นพิเศษพวกแบล็คสมิธสามารถใช้วัตถุดิบบางชนิดปรับปรุงอุปกรณ์นั้นเพิ่มให้ได้แต่พวกของสั่งวัดตัวตัดแบบนั้นราคามหาโหดเอาเรื่องสู้ไปตามหาคุณสมบัติที่ต้องการตามบอร์ดประมูลจะได้ราคาที่ถูกและตรงความต้องการได้ง่ายกว่า”
หลังจากนั้นพวกเขาต่างใช้เวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันพักใหญ่โดยที่เรย์จะเป็นคนถามอยู่ฝ่ายเดียวเสียมากกว่า ก่อนแยกย้ายกันพักผ่อนตามอัธยาศัยเพื่อฆ่าเวลารอให้ดันเจี้ยนคลายตัวออก