กาลเวลาไหลรินดุจสายน้ำสินค้าประมูลทยอยเผยโฉม ผู้คนมากมีสมหวังดังใจหมาย คว้าของล้ำค่าไว้ในทว่าก็มีชนกลุ่มน้อยที่ยังคงสงบนิ่ง เฝ้ารอคอยสุดยอดสินค้าประมูลที่แท้จริง
ในที่สุด เวลาล่วงเลยถึงยามสิบนาฬิกาสินค้าประมูลรายการปิดท้ายก็ปรากฏขึ้น
ชิ้นแรกคือ [หัตถ์อสรพัน]เคล็ดวิชาขั้นเริ่มต้นยุทธ์ ระดับต่ำ เหมาะสำหรับผู้ฝึกยุทธ์สตรีเมื่อฝึกฝนแล้วสองมือจะเคลื่อนไหวดุจอสรพัน และพันธนาการศัตรูให้ขยับเขยื้อนไม่ได้
" [หัตถ์อสรพัน]เปิดประมูลเพียงหนึ่งเหรียญทอง เพิ่มราคาแต่ละครั้งห้ามต่ำกว่าหนึ่งพันเหรียญทอง"เมิ่งซือซินชูคัมภีร์ในมือเรียว พร้อมเอ่ยเสียงหวานเย้ายวน
คำกล่าวนี้ปลุกให้ทั้งลานประมูลลุกเป็ไฟ
เคล็ดวิชาขั้นเริ่มต้นยุทธ์ ระดับต่ำเปิดประมูลแค่หนึ่งเหรียญทอง?
นี่ล้อเล่นกันหรือเปล่า!
แม้แต่คนที่คิดอย่างรอบคอบก็ยังอดไม่ไหวที่จะอดชมในกลยุทธ์ของเมิ่งซือซิน
ใครๆก็รู้ดีว่าเคล็ดวิชาขั้นเริ่มต้นยุทธ์มีค่าเพียงใด ราคาสูงถึงหลายหมื่นเหรียญทองต่อให้เป็ตระกูลร่ำรวยก็คงได้แต่ชื่นชมยลความงาม มิอาจเอื้อมถึง
แต่เมิ่งซือซินกลับตั้งราคาเปิดประมูลต่ำสุดนั่นหมายความว่าผู้คนส่วนใหญ่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ เสพสุขกับความตื่นเต้นเร่งเร้าบรรยากาศให้ฮึกเหิม ให้เคล็ดวิชาเล่มนี้มีราคาที่สูงสมใจ
สมแล้วที่เป็สุดยอดผู้ดำเนินการประมูลไม่ได้มีแค่หน้าตาที่สะกดใจ ทว่าสติปัญญาก็ล้ำเลิศเกินใคร
"ข้าให้ห้าพัน!" ชายผู้ร่ำรวยจากชั้นสามร้องะโ
คุณนายใหญ่จากชั้นสี่เอ่ยว่า"ข้าให้หกพัน"
เมื่อมีคนนำร่องผู้คนมากมายก็เข้าร่วมประมูล ราคาทะยานสู่ห้าหมื่นเหรียญทองอย่างรวดเร็ว
ราคานี้แทบจะเท่ากับทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลเล็กๆ
แต่สำหรับตระกูลใหญ่ ณ ที่นี้ห้าหมื่นเป็เพียงราคาเริ่มต้น
สามนาทีล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว [หัตถ์อสรพัน]มีราคาสูงถึงแปดหมื่นแล้ว
มาถึงจุดนี้มีเพียงไม่กี่คนที่ยังแย่งชิงกันอยู่ ไร้ซึ่งเสียงอื่นใด
"ตระกูลลวี่ข้าให้หนึ่งแสนขอทุกท่านโปรดให้เกียรติด้วย" นักประมูลจากตระกูลลวี่ยืนขึ้นโค้งคำนับแก่ผู้คนทั้งงาน
ไร้เสียงโต้ตอบ
หนึ่งแสนเหรียญทองเพื่อเคล็ดวิชาขั้นเริ่มต้นยุทธ์เล่มเดียวต้องยอมรับว่าตระกูลลวี่ทุ่มสุดตัวจริงๆ
ตระกูลใหญ่ที่เหลือไม่ได้เข้าร่วมแย่งชิงเพราะหนึ่งคือราคาเกินคุ้มค่าไปแล้ว และสองคือวิชานี้เหมาะสำหรับสตรีเท่านั้นจำกัดผู้ใช้งาน จึงไม่คุ้มที่จะลงทุน
เมิ่งซือซินเห็นท่าทีของผู้คนในงานก็มิได้เร่งเร้าผู้คนอีกต่อไป เมื่อนับถอยหลังเสร็จสิ้น ก็เคาะไม้ตัดสิน
เมื่อได้ยินเช่นนั้นผู้เข้าร่วมประมูลจากตระกูลลวี่ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
หนึ่งแสนเหรียญทองคือเพดานที่ตระกูลลวี่สามารถจ่ายได้หากเกินกว่านี้ก็จนปัญญา
เหตุที่ประมูล [หัตถ์อสรพัน] มาได้ก็เป็เพราะลวี่ฉาเปี่ยว ธิดาแห่งตระกูลลวี่มีพร์ด้านการฝึกยุทธ์สูงส่งตระกูลลวี่จึงสมควรที่จะทุ่มเงินเพื่อสนับสนุน
ต้วนจื่อซึ่งเฝ้าดูเหตุการณ์ทั้งหมดถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนหน้านี้เขายังคงกังวลว่า [เคล็ดกระบี่สายลม] จะขายไม่ได้ราคาแต่เมื่อเห็นวิชายุทธ์ชั้นต่ำขายได้ถึงสิบหมื่น ก็เริ่มมั่นใจขึ้นมา
ชั่วขณะนั้น เขายิ่งตั้งตารอการประมูล[เคล็ดกระบี่สายลม] มากขึ้นไปอีก
หลังจากประมูลชิ้นแรกไปชิ้นที่สองก็ปรากฏขึ้น
นี่คือเคล็ดวิชาเหินร่างขั้นกลางราคาเปิดประมูลก็คือหนึ่งเหรียญทอง
ผู้คนแย่งชิงกันอย่างบ้าคลั่งในที่สุดเคล็ดวิชาเหินร่างนั้นก็ถูกประมูลไปด้วยราคา 230,000เหรียญทองโดยตระกูลต้วน
"ตอนนี้เราจะทำการประมูลชิ้นที่สามเป็เคล็ดวิชากระบี่ที่ท่านเฟิงเฉินได้ทำการตรวจสอบด้วยตนเองเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนเป็วิชาที่ไม่ธรรมดาทีเดียว" เมิ่งซือซินยิ้มหวานพยักหน้าให้ผู้ช่วยยกถาดหยกขึ้นมา ภายในมีคัมภีร์วางอยู่
"เคล็ดวิชากระบี่เล่มนี้มีชื่อว่า[เคล็ดกระบี่สายลม] เป็วิชาที่หายากมากในเมืองจื่อหราน ทุกท่านอย่าได้พลาดชม"
เมื่อสิ้นเสียง บรรยากาศก็เงียบสงัด
หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีเสียงอุทานก็ดังกระหึ่มไปทั่วลานประมูล
"หือ ข้าหูฝาดไปหรือเปล่า? เคล็ดวิชากระบี่ระดับสุดยอด? จริงหรือ?"
"ข้าจำได้ว่าเมื่อปีก่อนตระกูลใหญ่หลายตระกูลในเมืองจื่อหรานเกือบจะเปิดศึกกันเพียงเพราะ้าแย่งชิงเคล็ดวิชาระดับสุดยอดสุดท้ายเป็จวนเ้าเมืองที่ต้องเข้ามายุติ"
"ใช่แล้ว เคล็ดวิชาระดับสุดยอดต่อให้เอาไปแลกที่จักรวรรดิเสรีก็ยังได้ราคาดีขนาดนี้จะเอาของมีค่าขนาดนั้นออกมาขายทำไม? บ้าไปแล้ว คนเอามาประมูลเขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ!"
.........
ไม่มีใครไม่ตกตะลึงแม้แต่นักประมูลจากตระกูลใหญ่ต่างก็อ้าปากค้าง ขนลุกซู่ด้วยความใ
พวกเขารู้ซึ้งถึงคุณค่าของเคล็ดวิชาระดับสุดยอด!
หากตระกูลใดสามารถ่ชิงวิชานี้ไปได้ก็จะพลิกผันสถานการณ์ในเมืองจื่อหราน ไม่ใช่แค่เสมอภาคกัน แต่คือเหนือกว่าใครอื่นผงาดขึ้นเป็หนึ่งเดียว
" [เคล็ดกระบี่สายลม]ไม่จำกัดราคาเปิดประมูล แต่เพิ่มราคาแต่ละครั้งห้ามต่ำกว่าหนึ่งหมื่นเหรียญทอง"เมิ่งซือซินกวาดสายตาไปทั่วทว่ากลับจ้องมองไปที่นักประมูลจากตระกูลใหญ่ที่อยู่ด้านหน้า
นางรู้ดีว่ามีเพียงคนเหล่านี้เท่านั้นที่มีกำลังทรัพย์และคุณสมบัติที่จะประมูล
"สามแสน!"
ยังไม่ทันสิ้นเสียงของเมิ่งซือซินนักประมูลจากตระกูลเป่ยก็ยกป้ายขึ้น
ตระกูลเป่ยเป็หนึ่งในตระกูลใหญ่แห่งเมืองจื่อหรานยึดถือทฤษฎีพุทธะ เป็กลาง ไม่ข้องเกี่ยวกับการแย่งชิงภายในเมืองจื่อหรานนอกจากจะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์โดยตรง พวกเขาจึงจะลงมือ
แต่ในตอนนี้ตระกูลเป่ยกลับเป็ผู้เสนอราคาคนแรกบ่งบอกว่าเคล็ดวิชาระดับสุดยอดมีแรงดึงดูดมากเพียงใด
"สามแสนสามหมื่น!" นักประมูลจากตระกูลฝู่รีบยกป้ายตาม
ตระกูลฝู่ก็เป็หนึ่งในตระกูลใหญ่แห่งเมืองจื่อหรานเช่นกันทว่าคนในตระกูลมีอารมณ์ฉุนเฉียว สนใจแต่การใช้กำลัง ไม่ใส่ใจเื่คุณธรรมจริยธรรมข้อพิพาทขัดแย้งระหว่างตระกูลส่วนใหญ่ก็เริ่มต้นมาจากตระกูลฝู่
นักประมูลจากตระกูลต้วนยกป้ายตาม"สามแสนห้าหมื่น!"
ในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีลานประมูลก็กลายเป็เวทีการต่อสู้ระหว่างตระกูลใหญ่เหลือเพียงเสียงการเสนอราคาที่ดังกระหึ่ม ไร้ซึ่งช่องว่างให้ผู้อื่นสอดแทรก
"เคล็ดวิชาระดับสุดยอดหากข้าได้มาละก็ ตระกูลโอวหยางของพวกเราจะต้องหลุดพ้นจากชื่อของตระกูลชั้นกลางและก้าวสู่การเป็ตระกูลใหญ่ได้อย่างแน่นอน" โอวหยางลาเฟิงหอบหายใจถี่ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ตลอดมาภาพลักษณ์ของตระกูลโอวหยางในสายตาคนภายนอกนั้นหยุดอยู่ที่คำว่า 'สอพลอ' มองว่าเป็เพียงสุนัขของตระกูลต้วนต้องพึ่งพาตระกูลต้วนถึงจะมีหน้ามีตา หากขาดตระกูลต้วนไปจะต้องตกต่ำลงอย่างแน่นอน
ในฐานะของเ้าบ้าน เขาทั้งโกรธทั้งขุ่นเคืองทว่ากลับทำอะไรไม่ได้ นอกจากจำใจยอมรับ
เพราะ... สิ่งเ่าั้คือความจริง!
หากไร้ซึ่งตระกูลต้วนตระกูลโอวหยางก็ยากที่จะตั้งตัวอยู่ในเมืองจื่อหรานได้และเหตุผลที่แท้จริงคือขาดรากฐานที่แข็งแกร่ง
ในตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว!
หาก่ชิงเคล็ดวิชาระดับสุดยอดนี้มาได้แล้วฝึกฝนให้เชี่ยวชาญ เขาก็จะมีพลังพอจะต่อกรกับต้วนเฉวียนเซิน เ้าตระกูลต้วนได้ถึงตอนนั้นตระกูลโอวหยางก็จะหลุดพ้นจากการควบคุมของตระกูลต้วนอย่างง่ายดายและก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของเมืองจื่อหราน
โอวหยางซวงเห็นความคิดในใจของโอวหยางลาเฟิงจึงขมวดคิ้วถามว่า "ท่านพ่อ ตระกูลต้วนตระกูลเป่ย และตระกูลฝู่ต่างก็หมายตา [เคล็ดกระบี่สายลม]พวกเราจะสู้พวกเขาได้จริงหรือ?"
ตระกูลโอวหยางของพวกเขาก็เป็เพียงตระกูลชั้นกลางหากเทียบเื่เงินทองก็ไม่อาจเทียบได้กับสามตระกูลใหญ่
โอวหยางลาเฟิงกลับแย้มยิ้ม
"เ้ารู้หรือไม่ว่าเมื่อสองปีก่อนตอนที่ข้าพาเ้าไปไหว้ศาลบรรพชนข้าบังเอิญพบหินก้อนใหญ่ที่คล้ายหัวมันเน่าในสุสานของตระกูลโอวหยาง?"
โอวหยางซวงพยักหน้า"จำได้เ้าค่ะ ท่านพ่อในตอนนั้นเห็นว่ามันแปลกตาเลยนำกลับมาด้วย"
"ถูกต้อง หลังจากที่นำกลับมาข้าได้ให้คนมาวิเคราะห์ความลับที่ซ่อนอยู่ในนั้น แต่กลับไม่เป็ผลข้าจึงวางมันไว้ที่มุมห้อง" โอวหยางลาเฟิงดีดนิ้วครั้งหนึ่งในแววตาเผยความเ้าเล่ห์
"แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนในคืนที่ฟ้ามืดฝนคะนอง อสนีบาตฟาดลงมายังก้อนหินก้อนนั้น เมื่อข้าไปตรวจสอบก็พบว่าภายในนั้นมีมณีเรืองแสงอยู่ มีน้ำหนักถึงสองชั่ง รูปทรงงดงามไร้รอยร้าวเหมือนกับมณีเรืองแสงทั่วไปสามารถเปล่งประกายจากสีเขียวเป็สีขาวได้อย่างเป็ธรรมชาติ ราวกับจันทราที่งดงาม"
"หลังจากที่ส่งไปให้สมาคมสิ่งประหลาดแห่งจักรวรรดิเสรีประเมินราคาพวกเขาก็ตีราคามณีเรืองแสงนี้ไว้ที่หนึ่งล้านเหรียญทองมีค่ามากกว่าสมบัติล้ำค่าเสียอีก ข้าจึงขายมันไป และนำตั๋วทองมาแล้ว"
กล่าวจบเขาก็นำตั๋วทองคำออกมาบนนั้นสลักตัวอักษรคำว่า 'ล้าน' มีเพียงผู้ที่มีสินทรัพย์เกินหนึ่งล้านเหรียญทองเท่านั้นจึงจะสามารถใช้ตั๋วนี้ได้
โอวหยางซวงถึงกับตกตะลึง
มณีเรืองแสงเม็ดเดียวขายได้ถึงหนึ่งล้านเหรียญทอง?
มูลค่าของมันสูงเกินไปแล้ว!
นางใช้เวลาสักพักกว่าจะระงับความตื่นเต้นในใจและกล่าวอย่างยินดีว่า "ท่านพ่อรีบประมูลเถอะเ้าค่ะ วิชายุทธ์เล่มนั้นจะต้องเป็ของตระกูลโอวหยางให้จงได้"
"อย่าเพิ่งรีบร้อนรอให้สามตระกูลนั้นแข่งขันกันไปก่อนค่อยว่ากัน" โอวหยางลาเฟิงกล่าวอย่างใจเย็นพิงกายลงกับเก้าอี้ เฝ้ารออย่างเงียบๆ
ห้านาทีผ่านไปการต่อสู้ของสามตระกูลก็เริ่มซาลง
เมื่อตระกูลฝู่เสนอราคาที่เจ็ดแสนเหรียญทองตระกูลต้วนและตระกูลเป่ยก็เงียบไป
เส้นตายของทั้งสองตระกูลคือหกแสนเหรียญทองเกินกว่านี้คงต้องไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน
ถึงแม้ว่าจะเป็ตระกูลใหญ่แห่งเมืองจื่อหรานก็ไม่สามารถนำเงินจำนวนมากเช่นนี้ออกมาได้ในคราวเดียวเว้นเสียแต่ว่าจะต้องขายทรัพย์สินเพื่อแลกเปลี่ยนเป็เงินสด
แต่หากไม่ได้รับอนุญาตจากเ้าบ้านพวกเขาที่เป็เพียงผู้ประมูลก็ไม่สามารถตัดสินใจได้ หากเกิดความผิดพลาดขึ้นมาผลกระทบก็จะไม่ได้อยู่ที่คนคนเดียว แต่มันคือปัญหาของทั้งตระกูล
"ดูท่าทางว่าเคล็ดวิชาระดับสุดยอดเล่มนี้คงตกไปอยู่ในมือของตระกูลฝู่แล้ว"เมิ่งซือซินคิดในใจ เตรียมที่จะเริ่มนับถอยหลังการประมูล
ทว่าก่อนที่จะได้ลงมือ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
"ข้าให้แปดแสน!"
สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปยังโอวหยางลาเฟิงในทันทีแม้แต่ตระกูลต้วนและตระกูลเป่ยต่างก็ใกับคำว่า 'แปดแสน'ที่ออกมาจากปากของเขา
ผู้ประมูลจากตระกูลฝู่กล่าวอย่างประชดประชันว่า"นี่คือเ้าบ้านโอวหยางไม่ใช่หรือ ให้ราคาถึงแปดแสนเลยหรือรวยเอาเื่เลยนี่!"
"ของดีใครๆ ก็อยากได้ข้าเองก็เช่นกัน" โอวหยางลาเฟิงยิ้มอย่างมีเลศนัย
"หากตระกูลฝู่สามารถให้ราคาที่สูงกว่าข้าได้ข้าก็คงไม่มีอะไรจะพูด"
"เ้า..." ผู้ประมูลจากตระกูลฝู่กัดฟันกรอด สีหน้าถมึงทึง
เขาอยากจะเสนอราคาต่อทว่าเมื่อคิดถึงผลที่จะตามมา ก็ต้องจำใจยอม
ตระกูลฝู่ส่งเขามาเข้าร่วมงานประมูลนี้ก็เพื่อ้าอาวุธเป็หลัก ไม่ใช่เคล็ดวิชาการใช้เงินกว่าแปดแสนเพื่อซื้อเคล็ดวิชานั้น ถือว่ามากเกินไป
อีกอย่างการที่เคล็ดวิชาไม่ได้ตกไปอยู่ในมือของสองตระกูลใหญ่อย่างตระกูลต้วนและตระกูลเป่ยแต่กลับไปอยู่ในมือของตระกูลชั้นกลางที่ไม่ติดอันดับอย่างตระกูลโอวหยางย่อมส่งผลกระทบน้อยกว่า
เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะประมูลต่อ
เมิ่งซือซินเห็นว่าผู้ประมูลจากตระกูลฝู่เงียบไปจึงรู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่สู้ต่อแล้ว นางหยิบไม้เคาะขึ้นเตรียมจะเคาะตัดสิน
ทว่าก่อนที่ไม้จะกระทบลงพื้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"ข้าให้แปดแสนห้าหมื่น!"
สายตาทั้งหมดพลันเปลี่ยนทิศทางจ้องไปยังใครบางคนในชั้นหนึ่ง
ผู้นั้นสวมเสื้อคลุมสีดำบดบังทุกส่วนของร่างกายมีผ้าคลุมหน้า ไม่อาจมองออกว่าเป็ใคร
คนผู้นี้ก็คือต้วนจื่อนั่นเอง!