ค่ำคืนนั้นฉีหวังโม่ไม่ได้ให้หญิงสาวใดรับการปรนนิบัติรับใช้ เพราะรู้สึกว่าวันนี้ตนปวดหัวจากเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวันยิ่งนัก ภาพการผายลมของจ้าวจิ่นยี่ยังติดตาตรึงใจเขาอยู่มิหาย หญิงที่มีกิริยาดีมาตลอด แต่วันนี้เสียกิริยาไปบ้างทำให้คนที่ช่างเลือกหญิงสาวมาเคียงข้างก็ยากจะทำใจลืมเลือนมันไปได้ ฉีหวังโม่ออกมาเดินเล่นนอกเรือนหลังนี้ แต่สิ่งที่เขาพบเห็นคือ โหลวอี้หยางกำลังดูมองดูดวงจันทร์อยู่บริเวณหน้าต่างห้องของนางอยู่ โหลวอี้หยางไม่อาจเห็นว่าฉีหวังโม่ยืนอยู่ที่ใดด้วยจุดที่เขายืนมันบังสายตานางพอดี
ฉีหวังโม่มองดูสายตาของโหลวอี้หยางก็ปรากฏอารมณ์ที่หลากหลาย นั้นคือความอ้างว้างโดดเดี่ยว ความเจ็บปวด และความโศกเศร้า เหตุใดจึงมีอาการเช่นนี้กับหญิงเช่นนางได้ ดูเหมือนว่าจะฝังลึกในหัวจิตหัวใจนางไปเสียแล้ว
ฉีหวังโม่จ้องมองนางเช่นนี้ไม่รู้ว่านานเท่าใด โหลวอี้หยางก็ไม่มีทีท่าว่าจะละสายตาจากดวงจันทร์บนฟ้านั้น เหตุใดยิ่งมองโหลวอี้หยางเช่นนี้เขากลับรู้สึกเหมือนคุ้นเคยกับนางคล้ายว่ารู้จักกันมาก่อนและเขาก็รู้สึกแย่เหลือเกินที่เห็นนางเป็นเช่นนี้ ปกตินางออกจะแข็งกร้าว กล่าววาจาเชือดเฉือน ไม่เกรงกลัวอันใดเขาสักนิด สายตาที่มองเขาดุจกระบี่ที่พร้อมฟาดฟันใส่เขาทุกเมื่อ
"นายน้อยฉีขอรับ"
"อืม"
"ข้าไปสืบมาแล้วขอรับ"
"ได้ความว่าอย่างไร"
"ต้าเกอผู้นั้นที่ฮูหยินน้อยหมายถึงคือเด็กกำพร้าที่เรือนหลังเล็กนั้น คนที่ฮูหยินน้อยให้การช่วยเหลือขอรับ"
"เช่นนั้นหรือ"
"ขอรับ"
"อืม"
ฉีหวังโม่ กล่าวกับบ่าวที่มารายงานก็พลันนึกถึงคราแรกที่เขาสงสัยในตัวนางจึงส่งคนไปจับตาดูนางแล้วก็พบว่านางนั้นอยู่ร่วมกับเด็กกำพร้าเหล่านั้นเช่นคนในครอบครัว วันนั้นทำให้เขารู้สึกว่ามองหญิงผู้นี้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อคิดถึงเรื่องวันนั้นเขาก็เชื่อที่บ่าวไพร่รายงานทันทีโดยมิสงสัยอะไรอีก
ยามที่เขาได้เห็นใบหน้าของโหลวอี้หยางยิ้มอย่างอ่อนโยนที่มองเห็นกล่องไม้นั้นเขารู้สึกว่าตัวเองนั้นไม่สบอารมณ์เล็กน้อยนั้นเพราะเขาคิดว่าที่นางมีท่าทีแข็งกร้าวกับเขาเพียงนี้เป็นเพราะนางมีชายอื่นอยู่ในใจ แต่นั้นเขามิได้หึงหวงอันใดสักนิด เขาเพียงไม่อยากให้ฮูหยินที่เขาแต่งเข้าจวนมาคบชู้สู่ชายก่อนที่จะหย่าจนทำให้สกุลฉีต้องเสื่อมเสียเกียรติและเสื่อมเสียชื่อเสียงเท่านั้น เขาไม่ได้นึกถึงจิตใจหญิงเช่นโหลวอี้หยางนางไม่ใช่คนในแบบที่เขาชอบสักนิดเดียว คิดมาถึงตรงนี้ก็หันหน้ากลับมาจ้องมองโหลวอี้หยางอีกครั้ง
โหลวอี้หยางรู้สึกตัวเสียทีว่ามีคนผู้หนึ่งจ้องนางอยู่ที่มุมหนึ่ง นางหันไปจ้องตอบ เมื่อรู้ว่าเป็นฉีหวังโม่นางส่งประกายตารังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบังทั้งยังรีบลงกลอนหน้าต่างเสียงดังลั่นคล้ายอยากจะไล่ภูติผีปีศาจให้รีบหายไปเสีย โหลวอี้หยางรู้สึกว่าถูกคนเช่นฉีหวังโม่จ้องมองเช่นนี้นางก็รู้สึกเหมือนมีไอสกปรกทางสายตาของฉีหวังโม่มาเกาะตัวแล้ว รู้สึกรับไม่ได้ นางจะรีบขึ้นเตียงไปนอนแต่แล้วก็ได้ยินเสียงของคนผู้หนึ่งดังขึ้นมุมใดมุมหนึ่งของห้อง
"เหมือนฉีหวังโม่จะเริ่มสนใจเจ้าเสียแล้ว"
โหลวอี้หยางไม่ตอบแต่รีบหันไปมองรอบๆห้องอย่างระแวดระวังพร้อมทั้งในมือก็จับกำไลที่สวมใส่อยู่ตลอดเวลาไว้แน่น ถ้าคนผู้นั้นออกมาเมื่อใดนางจะยิงเข็มเงินในกำไบใส่เขาทันที
"ไยเจ้าไม่ดีใจที่สามีหันมาสนใจเจ้าแล้วล่ะ แสดงท่าทีรังเกียจเขาออกนอกหน้าถึงเพียงนี้ ไม่อยากอยู่ในตำแหน่งฮูหยินน้อยของเจ้าแล้วหรือ"
"ออกมา"
โหลวอี้หยางยังยืนสงบนิ่งอยู่ที่เดิม แล้วกล่าวออกมาเสียงเย็น
"กระดิ่งลวงตาคงใกล้จะถึงเวลาได้ใช้แล้วกระมัง หรือจะให้ข้าช่วยเจ้าดี"
โหลวอี้หยางไม่ตอบคำถามใดของโจวอวี่ซ่านอีก นางเงียบเสียจนลมหายใจยังไม่อาจได้ยิน
โจวอวี่ซ่านจึงยอมออกมาจากมุมมืดหนึ่งของห้อง วันนี้เขาไม่ได้ใส่ชุดดำเช่นวันวาน วันนี้เขาแต่งตัวเช่นคุณชายตระกูลสูงศักดิ์ผู้หนึ่ง
"มาที่นี่อีกทำไมกัน"
"ข้าแค่อยากมาเท่านั้น"
"บอกจุดประสงค์การมาครั้งนี้ของท่านเถอะ อย่าได้เฉไฉ เกี่ยวข้องกับข้าหรือไม่"
"แม่นางโหลวช่างคิดอ่านได้อย่างแตกฉานยิ่ง ข้ามาวันนี้มีเรื่องเกี่ยวกับเจ้าจริงๆเสียด้วย"
"ว่ามา"
"มีข่าวเล่าลือกันว่าสามีในนามของเจ้ารวบรวมรายชื่อขุนนางที่จะเข้าพวกกับองค์รัชทายาท แน่นอนว่าบิดาของเจ้าหมดหนทางเลือกอย่างไรก็ต้องลงนามในหนังสือนั้นด้วยเพราะมีเจ้าอยู่ในจวนฉีนี้ การกระทำการเช่นนี้จะทำให้ฝ่าบาททรงระแวงในตัวรัชทายาทยิ่งถ้าหากฝ่าบาทรู้เข้า ขืนมีรายชื่อเหล่านั้นอยู่ไม่รู้ว่าจะโดนคาดโทษเช่นไร และตอนนี้องค์ชายสามก็เหมือนจะรับรู้เรื่องนี้เสียแล้ว เจ้าว่าต่อไปเหตุการณ์มันจะเป็นเช่นใดหรือ"
"ท่านเป็นคนขององค์ชายสามหรือ"
"ข้าเป็นคนของใครก็ชัดเจนแล้วนี่ ยังสงสัยอันใดข้าอีก"
"ท่านหมายถึงรัชทายาทหรอกหรือ ดูแล้วท่านเหมือนจะรู้เรื่องราวมากกว่ารัชทายาทเสียอีกและไม่ยอมบอกเขาเสียด้วย "
"ฮาฮ่าฮ่า เจ้านี่ดูไปก็เฉลียวฉลาด แต่บางคราก็โง่เขลาเบาปัญญา"
โหลวอี้หยางขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์ที่อยู่ๆก็มีคนมาว่านางว่าโง่เขลาเบาปัญญา
"จบไปแล้วหนึ่งเรื่องต่อไปมาต่อที่เรื่องของเจ้าผู้เดียวดีกว่า"
"เหตุใดเจ้าจึงต่อต้านฉีหวังโม่ถึงเพียงนี้ทั้งยังจัดหาอนุให้เขาเยอะแยะมากมาย แลดูไม่ได้สนใจเขาสักนิด"
โจวอวี่ซ่านกล่าววาจาเหล่านี้ออกมาด้วยท่าทางสบายๆแต่สายตาเหมือนกำลังจับผิดสังเกตของคนตรงหน้าอยู่ จะได้รู้ว่านางพูดจริงหรือเท็จใจสตรียากจะหยั่งถึงถึงปากและการกระทำจะแสดงออกว่าเกลียดเพียงใด แต่มันก็สามารถผันเปลี่ยนไปตามอารมณ์ความรู้สึกของนางได้ทันที
"เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของข้า ท่านไม่คิดว่าออกจะก้าวก่ายเรื่องผู้อื่นมากไปหรือไม่"
"ข้าก้าวก่ายเฉพาะบางคนเท่านั้น และคนนั้นก็เป็นเจ้า"
"คุณชายโจวสนใจข้าเช่นนี้ คงจะเป็นเพราะบิดาของข้ายังมีประโยชน์ต่อท่านใช่หรือไม่"
"แม่นางโหลวฉลาดหลักแหลม สมแล้วที่ข้าสนใจเจ้ามาบ้าง"
"อย่ายุ่งเกี่ยวกับครอบครัวข้า"
"ถ้าเจ้าบอกไม่ให้ยุ่ง ข้าจะไม่ยุ่ง แต่ข้อแลกเปลี่ยนก็ง่ายเพียงนิดเดียว"
"อะไร"
"ข้าไม่ยุ่งกับครอบครัวเจ้า แต่จะยุ่งกับเจ้าแทน เช่นนี้ดีกว่าหรือไม่"
"ข้าออกเรือนแล้ว คงไม่เหมาะสม เปลี่ยนให้ท่านมายุ่งกับสกุลฉีดีกว่าหรือไม่"
"ฮาฮ่าฮ่า เหตุใดข้ารู้สึกว่าเจ้าออกจะรังเกียจสกุลฉีเข้ากระดูกดำเชานนี้"
"ข้าก็พูดไปเช่นนั้น ท่านจะรับข้อเสนอหรือไม่"
"ไม่รับ ข้าเลือกเองแล้วว่าจะยุ่งกับใคร"
"อย่าได้มายุ่งกับข้า"
"ข้ามันพวกไม่ค่อยรับฟังใครเท่าใด"
"แกร๊ก"
เสียงเหมือนมีคนเปิดกลอนประตูเรือนนี้ของโหลวอี้หยางดังขึ้น