ตอนที่17 :หนูอยากรู้ความลับของป่าป๊ากับหม่าม๊า
“เสี่ยวเหลยเสี่ยวหยู”
เจียงเสี่ยวไป๋ทักทายน้องๆ ด้วยรอยยิ้มแล้วถึงได้หันไปพูดกับเจียงไห่หยาง “พ่อผมผัดเนื้อกระต่ายกับทำเมนูหมูตุ๋น ผมทำเยอะเลยแบ่งมาให้”
“แกไปเอาเงินจากไหนมาซื้อเนื้อ? ”
แม้ว่าเนื้อจะหอมมากแต่เจียงไห่หยางกลับยังไม่ยอมรับ ทว่าปั้นหน้าบึ้งตึงถามเขาแทน
เนื้อกระต่ายยังพอเข้าใจเพราะหากโชคดีอาจจับได้ตามบนูเา แต่หมูตุ๋นนั้น หากไม่มีเงินก็อาจหาซื้อไม่ได้
สถานการณ์ในบ้านของเจียงเสี่ยวไป๋เป็อย่างไร?
นังเลงฉินมาตามทวงหนี้ถึงบ้านขนาดนี้เขายังมีเงินไปซื้อเนื้อกินอีกหรือ ?
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและอธิบายว่า “พ่อผมขึ้นเขาไปล่าสัตว์มา ได้ไก่ฟ้ากับกระต่ายป่ามา 2-3 ตัว ผมเก็บไว้กิน 1 ตัวแล้วขายที่เหลือไปถึงได้มีเงินมาซื้อเนื้อ”
เจียงไห่หยางตะลึงอีกครั้ง
ไอ้สารเลวคนนี้ไปล่าสัตว์บนูเาจริงหรือ ?
เขาไม่มีแม้แต่ปืนลูกซองแล้วเขาจะล่าสัตว์ได้อย่างไร ?
เจียงไห่หยางเกิดความสงสัยอยู่ในใจแต่เนื้อกระต่ายก็อยู่ตรงหน้าแล้ว เขาจะไม่เชื่อไม่ได้
เขาคงไม่ได้รอกระต่ายอย่างเงียบๆ แล้วมีกระต่ายวิ่งมาชนตาย จากนั้นเขาก็เก็บกระต่ายมาได้ใช่ไหม ?
“จริงหรือ ? ”
“จริงสิ ! ”
หลังจากถามคำตอบคำกับลูกชายไปสีหน้าของเจียงไห่หยางถึงได้ดีขึ้นมาก เขาพูดขึ้นว่า “เข้ามาเถอะ”
“ไม่ล่ะครับผมจะกลับบ้านไปกินข้าวกับเจียอินและชานชาน เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมมาใหม่” เจียงเสี่ยวไป๋พูด
“ได้สิ”
เจียงไห่หยางรับชามมาทั้งสองใบแล้วพูดขึ้นว่า
“อือมีเนื้อให้กินด้วย”
“หมูตุ๋นหอมมาก”
เจียงเสี่ยวไป๋หันกลับก็ได้ยินเสียงน้องห้าและน้องหกพูดด้วยความตื่นเต้น
พอกลับมาถึงบ้านหลินเจียอินได้เก็บของที่กองพะเนินไว้บนโต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้วเธอย้ายเตาเล็กมาบนโต๊ะ เนื้อกระต่ายในหม้อกำลังร้อน ๆ ส่งกลิ่นหอมไปทั่วจานใส่หมูตุ๋นและหมูผัดพริกถูกจัดวางไว้อย่างเป็ระเบียบบนโต๊ะเช่นกัน
“ป่าป๊ากลับมาแล้ว”
หนูน้อยที่เฝ้าอยู่ตรงโต๊ะอาหารเห็นเจียงเสี่ยวไป๋กลับมาแล้วก็ะโโลดเต้นพลางโห่ร้องด้วยความดีใจ
หม่าม๊าบอกแล้วว่ารอให้ป่าป๊ากลับมาก่อนค่อยกินข้าว
หลินเจียอินออกมาหลังจากได้ยินเสียงในมือถือชามข้าวสองชามเป็ชามใหญ่และชามเล็กเม็ดข้าวสีขาวสะอาดปะปนอยู่กับเม็ดข้าวสีทองอ่อนที่มาจากก้นหม้อ ส่งกลิ่นหอมน่ากิน
เธอส่งชามใบใหญ่ให้เจียงเสี่ยวไป๋อย่างเงียบๆ และยื่นชามใบเล็กให้เจียงชานจากนั้นหญิงสาวหันกลับไปที่ห้องครัวเพื่อตักของตัวเอง
“ขอบคุณนะที่รัก”
จู่ๆ เธอก็ได้ยินเสียงเขาขอบคุณมาจากด้านหลังทำให้ร่างของหลินเจียอินสั่นสะท้านไปเล็กน้อย
เมื่อก่อนเวลาที่เจียงเสี่ยวไป๋มากินข้าวที่บ้านเธอก็จะเป็คนยกอาหารมาให้เขา แต่เขาไม่เคยสนใจและไม่เคยขอบคุณเธอมาก่อน
แต่วันนี้เขากลับพูดขอบคุณเธอ
เธอรู้สึกได้ว่าเจียงเสี่ยวไป๋ในวันนี้แตกต่างออกไปจริงๆ
และในตอนที่เธอหันกลับมาเธอก็เห็นว่าเจียงเสี่ยวไป๋เดินตามเข้ามาในครัว
“คุณไปตักข้าวเถอะผมจะไปเอาผักชีมาโรยหน้ากระต่ายผัด” เจียงเสี่ยวไป๋พูดอย่างอบอุ่น
เขาซอยผักชีเป็ต้นเล็กๆ แล้วใส่ลงในหม้อ จากนั้นก็หั่นต้นหอมโรยหน้าไปอีกหนึ่งกำมือ
ทำให้กลิ่นหอมของอาหารแจ่มชัดมากยิ่งขึ้น
เจียงเสี่ยวไป๋คีบเนื้อกระต่ายในหม้อให้หลินเจียอินหลินเจียอินลองชิมดู ปรากฏว่ามันไม่มีกลิ่นเหม็นจริงด้วยในทางตรงกันข้ามมันกลับขับให้เนื้อกระต่ายผัดมีกลิ่นหอมเข้มข้นยิ่งขึ้น
ที่แท้ผักชีมันมีกลิ่นหอมจริงๆ ด้วย
“ป่าป๊าหนูอยากกินบ้าง”
เนื้อจากหม้อตั้งอยู่บนเตาเจียงชานน้อยตัวเล็กจึงเอื้อมตักไม่ถึง เมื่อเห็นป่าป๊าคีบอาหารให้หม่าม๊าหนูน้อยจึงมุ่ยปากและอ้อนขอบ้าง
“ได้สิ”
เจียงเสี่ยวไป๋คีบเนื้อกระต่ายชิ้นหนึ่งให้ลูกสาวแล้วคีบหมูตุ๋นอีกหนึ่งชิ้นในชามให้เธอ เขาพูดด้วยรอยยิ้มว่า “มาพ่อคีบหมูตุ๋นให้ด้วย”
“ขอบคุณค่ะป่าป๊า”
หนูน้อยพูดอย่างดีใจ
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มอย่างมีความสุขไม่มีความรู้สึกแปลกหน้าต่อกันระหว่างเขากับลูกสาว หลังจากที่เขากลับมาเกิดใหม่นี้ชานชานน้อยได้เริ่มยอมรับในตัวเขาแล้ว
เขาอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองหลินเจียอินแต่ก็เห็นว่าเธอเอาแต่ก้มหน้าก้มตากินอย่างเงียบ ๆ
เจียงเสี่ยวไป๋ถอนหายใจภรรยายังคงไม่ยิ้มให้เขาเหมือนเคย
แต่เขารู้ดีว่าเื่นี้ไม่ควรรีบร้อนเกินไป
คงต้อง……ให้มันค่อยเป็ค่อยไปแล้วสินะ
“ข้าวเ้าอร่อยจัง! ”
“เนื้อกระต่ายอร่อยมาก! ”
“หมูตุ๋นก็อร่อย ! ”
“หมูผัดพริกก็อร่อยเหมือนกัน! ”
“อร่อยทุกอย่างเลย! ”
หนูน้อยกินไปคำนึงก็เอ่ยชมหนึ่งทีตอนนี้เธอกินข้าวไว้เต็มปาก ทำให้พูดไม่ชัด
“ถ้าอร่อยก็กินเยอะๆ นะ”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดด้วยรอยยิ้มแววตาที่เขามองลูกสาวมันเปี่ยมไปด้วยความรัก เมื่อก่อนหนูน้อยไม่เคยได้กินอิ่มท้องทำให้เธอมีรูปร่างซูบผอม ขนาดผมยังกลายเป็สีน้ำตาลอ่อน ๆ เพราะขาดสารอาหาร
หลินเจียอินกลับไม่เหมือนกันเธอพูดว่า “ค่อย ๆ กิน”
เธอกลัวว่าลูกสาวกินเร็วไปแล้วจะสำลัก
“อื้อ ๆ”
หนูน้อยพยักหน้าครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ไม่ยักจะรู้สึกว่ามือของเธอช้าลง เพราะเธอยังคงกินเร็วอยู่
เธอไม่เคยกินของอร่อยแบบนี้เลยจะกินช้า ๆ ได้ยังไง เธอยังอยากกินมากกว่านี้
หลินเจียอินส่ายหน้าและไม่ได้พูดอะไรต่อ
อืมเหตุผลหลัก ๆ ก็คือเธอเองก็ไม่ได้กินช้าเช่นกัน
มันไม่ใช่แค่ไม่ได้กินข้าวและเนื้อมานานแล้วแต่อาหารที่เจียงเสี่ยวไป๋ทำมันอร่อยมากเช่นกัน
“เขาทำอาหารเก่งขนาดนี้ทำไมฉันไม่เคยเห็นเขาทำอาหารมาก่อนเลยนะ”
นึกถึงตอนแต่งงานกันแรกๆ เจียงเสี่ยวไป๋ดีต่อเธอมาก แต่เขาก็ยังไม่เคยทำอาหารให้เธอกินมาก่อนในใจของเธอจึงรู้สึกผิดหวังขึ้นมาเล็กน้อย
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่รู้ความคิดในใจของหลินเจียอินถ้าเขารู้ เขาจะต้องบอกว่าเธอเข้าใจเขาผิดแล้วล่ะ
เพราะถ้าเขาไม่ได้เกิดใหม่เขาจะปรุงอาหารอร่อย ๆ แบบนี้ได้อย่างไร ?
ไม่นานอาหารมื้อนี้ก็หมด ไม่ว่าจะเป็ในหม้อบนเตาหรือในชามล้วนถูกกินจนเกลี้ยงไม่เหลือแม้กระทั่งน้ำซุปด้วยซ้ำ
“หนูกินอิ่มเกินไปแล้ว”
หนูน้อยลูบท้องที่ป่องแล้วพูดด้วยสีหน้าพึงพอใจ
หลินเจียอินพูดสอน “ใครให้ลูกกินเยอะขนาดนั้นล่ะ”
แต่เสียงของเธอแ่มากเพราะเธอเองก็กินอิ่มจนแน่นท้องเหมือนกัน
ถ้าจะโทษต้องโทษเจียงเสี่ยวไป๋ใครใช้ให้เขาทำอาหารอร่อยขนาดนี้กันล่ะ
เจียงเสี่ยวไป๋กินอิ่มแปล้เช่นกันจะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อลูกสาวอยากจะแข่งกินกับเขาเขาต้องทำให้ภรรยารักเห็นความสามารถในการกินของเขาให้ได้
นอกจากนี้การได้กินข้าวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากับภรรยาและลูกสาวคือความฝันของเขาในชาติที่แล้วมาหลายสิบปีนี่เป็ครั้งแรกที่ครอบครัวของเขาได้กินอาหารเย็นด้วยกันั้แ่เขากลับมาเกิดใหม่กินมากเกินไปจะผิดอะไร ?
หลังจากกินเสร็จหลินเจียอินลุกขึ้นจะไปล้างจาน แต่เจียงเสี่ยวไป๋กลับแย่งทำเอง “เมียจ๋าคุณพักผ่อนเถอะ ผมล้างเอง”
ห๊ะ!
หลินเจียอินตกตะลึงอีกครั้ง
เจียงเสี่ยวไป๋ทำอาหารแล้วไม่ว่าแต่นี่เขารีบไปล้างหม้อล้างจาน……นี่ยังใช่เขาจริงๆ หรือเปล่า ?
ขณะที่เธอกำลังมึนงงเจียงเสี่ยวไป๋ได้รวบรวมหม้อ ชามและตะเกียบบนโต๊ะแล้วยกไปที่ห้องครัว
“พรุ่งนี้หนูอยากกินเนื้ออีกหนูอยากกินฝีมือของป่าป๊า”
หนูน้อยเดินตามหลังเจียงเสี่ยวไป๋เหมือนผู้ติดตามตัวน้อยแล้วพูดอย่างออดอ้อน
“ได้สิพ่อจะทำอาหารอร่อย ๆ ให้เ้าหญิงน้อยของพ่อทุกวันต่อจากนี้”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มรับ
คำขอนี้ไม่มากเกินไปเลย
ทางที่ดีที่สุดคือภรรยาของเขาก็้าแบบนี้เหมือนกันแบบนั้นเขาจะต้องตั้งใจทำเพื่อให้พวกเธอพอใจแน่นอน
เจียงเสี่ยวไป๋เดินออกมาจากห้องครัวออย่างมีความสุขก็เห็นหลินเจียอินกำลังจับมือชานชานทั้งสองกำลังเดินเล่นในลานบ้านก็เดาว่าพวกเธอน่าจะกำลังเดินย่อย
“เมียจ๋าเข้ามาสิ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยืนยิ้มกวักมือเรียกอยู่ตรงประตู
“มีอะไร? ”
หลินเจียอินถามโดยไม่รู้ตัว
เธอยังไม่อยากเข้าห้องนอนเร็วเกินไปเธอยังอยากเดินย่อยอีกสักพัก
“เื่ดีน่ะคุณรีบเข้ามาสิ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มอย่างมีเลศนัย
“คุณจะไปมีเื่ดีๆ อะไรได้ ? ”
หลินเจียอินพึมพำบางอย่างเธอปล่อยมือลูกสาวแล้วเดินเข้าไปในบ้าน
ป่าป๊าบอกว่ามีเื่ดีส่วนหม่าม๊าก็เดินเข้าห้องโดยไม่พาเธอไปด้วย
พวกเขามีความลับอะไรกันนะ ?
หนูน้อยวิ่งตามเข้าไปอย่างไม่พอใจ
“ป่าป๊าอุ้มหน่อย”
หลังจากเข้าบ้านแล้วหนูน้อยก็วิ่งไปหาป่าป๊า เธอกางแขนออกแล้วเงยหน้ามองเจียงเสี่ยวไป๋อย่างน่ารัก
ลูกสาวเป็ฝ่ายทำตัวน่ารักและอ้อนให้อุ้มแบบนี้
ใครจะไปห้ามใจไหว?
เจียงเสี่ยวไป๋ใจจะละลายเขาโน้มตัวลงไปอุ้มลูกสาวอย่างมีความสุข
หนูน้อยโผเข้าหาอ้อมกอดของเจียงเสี่ยวไป๋พร้อมกับยิ้มอย่างภูมิใจ
‘เฮอะ ๆหนูตัวติดหนึบกับป่าป๊าแล้ว ความลับระหว่างป่าป๊ากับหม่าม๊า หนีหนูไม่พ้นหรอก’