ท่านพ่อ! ข้าอยากเป็นบุตรสาวขุนนาง

    ตอนที่ 49 สูตรอาหารของเด็กเจ็ดขวบ

            “พวกเจ้ากลับไปก่อนเถิด พรุ่งนี้ข้าจะพาพวกมันออกไปเดินเล่นที่ทุ่งหญ้า”

            เพียงฮั่วหมิงจูพูดจบ เด็กทุกคนก็รู้ได้ทันทีว่าพวกตนจะต้องไปดูม้าที่ใด ลานบ้านที่แออัดไปด้วยเด็กๆ กลับมาโล่งแบบเดิม

            “พี่ชายฮั่ว หมู่บ้านซานไห่ช่างครึกครื้นเสียจริง”

            เฉินซินปรบมือให้กับความครึกครื้นตามแบบชนบท ก่อนจะหันไปถามหลานทั้งสอง

            “พวกเจ้าชอบม้าที่อานำมามอบให้หรือไม่”

            “ชอบเจ้าค่ะ”

            สองพี่น้องตอบพร้อมเพรียงกัน เกิดเป็นตระกูลขุนศึก พวกตนต้องหัดขี่ม้าตั้งแต่ห้าขวบ หลังจากมาอยู่ในหมู่บ้านซานไห่ พวกตนไม่ได้จับม้าอีกเลย ครั้นได้รับของขวัญเป็นลูกม้าคล้ายคลึงกับม้าประจำตัวของพวกตนที่อยู่ในสกุลฮั่ว ทั้งสองจึงดีใจเป็นพิเศษ

            “เจ้าชอบก็ดีแล้ว” ส่งยิ้มจนตาหยี๋ให้กับหลานสาว

            “มื้อเที่ยงพร้อมแล้วเจ้าค่ะ” แม่นมเจียงบอกกับทุกคน

            มื้อเที่ยงของวันนี้ยังคงเป็นแม่นมเจียงกับหวังซื่อที่ช่วยกันทำ สูตรอาหารที่ทำก็เป็นของเด็กน้อยฮั่วหมิงจูที่จดบันทึกเอาไว้

            “เจ้านั่งรอก่อน ข้าจะเข้าไปช่วยยกอาหารออกมา รับรองว่าเจ้าต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน”

            ฮั่วหนานอันกดบ่าสหายรุ่นน้องให้นั่งลงบนเก้าอี้ ส่วนเขาเข้าไปช่วยยกอาหารในห้องครัวออกมา

            เฉินซินตกตะลึงกับการกระทำของศิษย์พี่ที่ตนเคารพและนับถือ นี่มันงานของบ่าวรับใช้ แต่ศิษย์พี่กลับทำมันด้วยตนเอง ข้ากำลังฝันอยู่ใช่ไหม สวรรค์บอกข้าที!

            ใช้ฝ่ามือนุ่มตบใบหน้าตนเอง พอรู้สึกเจ็บจึงหยุด ส่งสายตาให้บ่าวรับใช้ที่ตามมาเข้าไปช่วยยกอาหารในห้องครัว

            “น้องชายเฉิน อาหารพวกนี้เป็นฝีมือของฮูหยินข้ากับแม่นมเจียง รับรองได้ว่าอร่อยจนต้องเลียชาม” ฮั่วหนานอันพูดจบก็รีบกลับเข้าไปในห้องครัว

            “ชาติที่แล้วข้าทำบุญด้วยสิ่งใด ชาตินี้ถึงได้ลิ้มลองฝีมือของท่านหญิงอันหยาง”

            กลิ่นหอมของอาหารตรงหน้าลอยเข้ามาแตะจมูก สีสันของพวกมันทำให้เฉินซินต้องกลืนน้ำลายถี่ ๆ

            “วันนี้ท่านอาเฉินกินให้เต็มที่เลยนะเจ้าคะ” ฮั่วหมิงจูนั่งส่งยิ้มให้กับเฉินซินอยู่บนเก้าอี้สำหรับเด็ก

            “แน่นอนอยู่แล้ว ข้าไม่เคยเห็นอาหารที่น่ากินเท่านี้มาก่อน แม้แต่ภัตตาคารฟู่หยวนอันเลื่องชื่อ ยังทำออกมาได้ไม่น่ากินเท่าที่วางอยู่ตรงหน้าข้า”

            สกุลเฉินอยู่ในแวดวงอาหารมาถึงสามชั่วรุ่น อาหารขึ้นชื่อของต้าฉี มีสิ่งใดบ้างที่เฉินซินไม่เคยลิ้มลอง พอเห็นอาหารที่ส่งกลิ่นหอมและสีสันน่าทานเบื้องหน้า ทำให้รู้ว่าทั่วใต้หล้ายังมีอาหารอีกหลายอย่างที่รอให้เขาไปลิ้มลอง

            “พวกเจ้าทุกคนนั่ง พวกเราเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น อย่าได้เกรงใจ” ฮั่วหนานอันบอกกับบ่าวรับใช้ของเฉินซิน

            บ่าวรับใช้ที่ติดตามเฉินซินมานั่งตัวเกร็งบนเก้าอี้ ชาวบ้านธรรมดาที่ใดกัน นี่คือบุตรชายของเหลียงอ๋อง ถัดไปก็เป็นบุตรีขององค์หญิงใหญ่ คนพวกนี้ล้วนแล้วแต่อยู่ในชนชั้นสูง แตกต่างจากพวกตนที่เป็นเพียงบ่าวรับใช้ตัวน้อยๆ

            “พี่ชายฮั่ว ข้ากินได้หรือยัง”

            เฉินซินทนความเย้ายวนของอาหารไม่ไหว กลิ่นของมันหอมจนน้ำย่อยทำงาน ส่งเสียงประท้วงออกมาจนทำให้ผู้เป็นเจ้าของขายขี้หน้า

            ฮั่วหนานอันได้ยินเสียงท้องของเจ้าหมูน้อยร้อง จึงคีบอาหารให้ พร้อมบอกให้ทุกคนลงมือทานได้

            “เจ้ากินเข้าไปเยอะๆ อาหารพวกนี้ปรุงขึ้นจากฝีมือพี่สะใภ้ของเจ้ากับแม่นมเจียง และยังเป็นสูตรของหมิงเอ๋อร์”

            เฉินซินเกือบพ่นน้ำแกงที่ซดเข้าไปออกมา “ท่านว่าเป็นสูตรของผู้ใดนะ”

            “สูตรอาหารพวกนี้มาจากหมิงเอ๋อร์” ฮั่วหนานอันยืนยันว่าผู้ใดเป็นเจ้าของสูตร

            เฉินซินกะพริบตาปริบๆ ศีรษะเขาราวกับกำลังถูกทุบจนมึนงง ถ้าเป็นบุตรสาวคนโต เขายังพอที่จะพยายามฝืนใจเชื่อได้ แต่พี่ชายฮั่วกลับบอกว่าเป็นสูตรของเด็กตัวน้อยอายุเพียงเจ็ดขวบ

            ฮั่วหมิงจูยักคิ้วหลิ่วตาให้กับเฉินซิน “ท่านอาไม่เชื่อว่าอาหารตรงหน้าเป็นสูตรของหลานหรือเจ้าคะ”

            “เอ่อ….” เฉินซินพูดอันใดไม่ออก จะบอกว่าไม่เชื่อคงดูใจร้ายกับหลานตัวน้อยไปหน่อย แต่ถ้าบอกว่าเชื่อก็ดูเหมือนว่าเขาเป็นคนเขลาจนถูกหลอกได้ง่าย

            “ผลัวะ!”

            ทุกคนบนโต๊ะอาหารหยุดชะงักกับเสียงที่เกิดขึ้น เฉินซินยกมือขึ้นลูบศีรษะของตนเองด้วยความฉงนว่าเกิดอันใดขึ้น ศิษย์พี่ถึงได้มีใบหน้าโกรธขึ้ง

            “ท่านตบข้าทำไมกัน” ขยับถอยห่างจากคนที่ตบ แล้วขยับเข้าไปใกล้หลานสาวคนเล็ก

            “เจ้าบังอาจสงสัยในตัวบุตรสาวของข้าหรือ บุตรของฮั่วหนานอันล้วนเป็นผู้มีความสามารถเหมือนกับผู้เป็นบิดา เรื่องง่ายๆ แค่นี้เจ้ากลับไม่เชื่อหลานของตัวเอง ข้ามองเจ้าผิดไปมากโข”

            ฮั่วหนานอันชี้นิ้วด้วยความโมโห เจ้าหมอนี่กล้าดีอย่างไร ถึงมาทำท่าทางแบบนี้ใส่บุตรสาวของเขา

            “ข้าเชื่อขอรับ บิดาเป็นพยัคฆ์จะมีบุตรเป็นสุนัขได้อย่างไร พี่ชายฮั่วเต็มไปด้วยพรสวรรค์ บุตรทั้งสองของท่านย่อมต้องเหมือนกับท่าน”

            เฉินซินรู้ว่าตัวเองทำผิดจึงรีบแก้ไข ไม่ว่าจะพูดเสียดสีเรื่องใด ศิษย์พี่ไม่เคยโกรธหรือโมโห แต่พอเป็นเรื่องของบุตรสาวกลับโกรธจนใบหน้าขึ้นสี

            “ดีมาก เจ้าเป็นอาของเด็กทั้งสอง จะดูถูกความสามารถของหลานสาวตนเองทำไมกัน” ฮั่วหนานอันกลับมาอารมณ์ดีดังเดิม น้ำเสียงขึงขังเมื่อสักครู่หายไป

            “เมื่อสักครู่ข้าพลั้งมือเพราะความโมโห ขอเจ้าอภัยให้พี่ชายคนนี้ด้วย เจ็บหรือไม่” ลูบศีรษะให้กับเฉินซินไม่พอ ยังยื่นหน้าไปเป่าบริเวณที่ตบให้อีกต่างหาก

            การกระทำของสามี สร้างความปวดหัวให้กับหวังซื่อจนต้องถอนหายใจ นางคีบอาหารให้กับบุตรสาวทั้งสองต่อ ทำเหมือนว่าเมื่อสักครู่ไม่ได้เกิดอันใดขึ้น

            เฉินซินไม่ถือโทษโกรธเคืองแต่อย่างใด ศิษย์พี่ตบแสดงว่าเขาต้องทำความผิดอย่างมหันต์ ตบเมื่อสักครู่สมควรแล้ว เป็นเขาเองที่ด้อยค่าหลานสาวผู้มากไปด้วยพรสวรรค์

            ฮั่วหมิงจูรู้สึกสงสารท่านอาเฉินเหลือเกิน ที่ต้องมารู้จักกับท่านพ่อ ไม่รู้ว่าถูกท่านพ่อของนางล้างสมองด้วยสิ่งใด ถึงได้เชื่อฟังจนดูคล้ายคนเขลา

            เอาเป็นว่า เพื่อเป็นการตอบแทนสำหรับความช่วยเหลือที่ท่านอาเฉินมีให้พวกตนในชาติที่แล้วและชาตินี้ นางจะมอบบางอย่างให้เขาก็แล้วกัน

            เฉินซินสาละวนกับอาหารบนโต๊ะ คีบสิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าเข้าปาก ยังเคี้ยวไม่หมดก็ยื่นตะเกียบไปคีบสิ่งที่วางอยู่ใกล้กัน ความอร่อยของอาหารที่ทำต้อนรับในวันนี้ อาหารที่เคยทานมากลายเป็นอาหารหมูไปเลย

    คล้ายกับเรื่องท่านพ่อ! ข้าอยากเป็นบุตรสาวขุนนาง ที่คุณอ่าน