เด็กสาวผู้ไร้พร์
“เพี๊ยะ!”
เสียงฝ่ามือฟาดใบหน้าดังก้องไปทั่วห้องใต้หลังคา แม้จะออมมือแล้วก็ตามที แต่แรงจากครึ่งั์อย่างเบอร์ตี้กับใบหน้าของมนุษย์ก็ยังคงต่างกันสุดขั้ว มาร์โก้หันหน้ากลับมาช้าๆ และจ้องตาตอบเธอในขณะที่ใบหน้ากว่าครึ่งเห่อร้อนและเจ็บแสบ เบอร์ตี้ยืนอยู่ตรงหน้าเขา หญิงครึ่งั์หอบหายใจเบาๆ อย่างข่มอารมณ์ตัวเองโดยมีผู้เป็สามียืนกอดอกมองอยู่ข้างๆ
“รู้รึเปล่าว่าทำอะไรลงไป???”
เสียงตวาดที่ตามมาของเบอร์ตี้ทำเอาเอเลน่าที่อยู่ข้างๆ กันหัวหดในขณะที่มาร์โก้ยังคงจ้องตาตอบแบบเงียบๆ การแสดงความจริงใจคือวิธีเดียวที่เขาใช้ประจำเมื่อต้องยอมรับผิดอะไรบางอย่างเสมอ ถึงมันจะดูกร้าวๆ ไปบ้างในบางทีก็เถอะ
หลังจากพูดคุยกับเอเลน่าเสร็จเมื่อหลายชั่วโมงก่อนมาร์โก้ก็ได้สอบถามถึงเื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นหลังจากเขาสลบไป เอเลน่าเล่าว่าเธอรักษาอาการเขาอย่างลวกๆ เท่าที่ฝีมือเธออำนวยซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก จากนั้นเธอก็แบกมาร์โก้ขึ้นหลังพาเด็กหนุ่มที่น้ำหนักมากพอๆ กับตัวเองเดินมาจากหลังเมืองจนกลับมาถึงโรงแรมนี่อีกครั้ง ในตอนแรกเธออยากจะหลีกเลี่ยงสายตาของทิมส์กับเบอร์ตี้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอะไรตามมา แต่อาการที่ทรุดหนักลงเรื่อยๆ ของมาร์โก้กลับไม่ยอมให้เธอทำเช่นนั้น เธอจึงตัดสินใจบอกเกี่ยวกับอาการาเ็ของมาร์โก้ให้กับทั้งสองฟัง
เบอร์ตี้แทบจะทิ้งครัวมาทันที เธอเล่าเช่นนั้น หญิงร่างั์ปัดหม้อและกระทะหล่นเกลื่อนกลาดอย่างไม่ไยดีและพุ่งขึ้นไปชั้นสามในขณะที่ทิมส์รีบเผ่นออกไปด้านนอก เมื่อเจอมาร์โก้เบอร์ตี้ก็เริ่มลงมือรักษา เธอเองก็เชี่ยวชาญเวทย์รักษาอยู่ไม่ใช่น้อยทว่าอาการของมาร์โก้นั้นหนักเกินไป แม้จะใช้พลังเวทย์จนแทบหมดสิ้นเธอก็ยังทำได้มากสุดคือดึงมาร์โก้กลับมาจากขอบเหวเพียงชั่วคราวเท่านั้น
แล้วทิมส์ก็กลับมาพร้อมกับหมอประจำเมือง หญิงชราร่างเล็กที่ทำหน้าเหมือนเพิ่งถูกั์ใหญ่พังประตูบ้านเข้าไปลักพาตัวเธอมาอยู่ในอ้อมแขนของทิมส์ เธอรีบลงมือรักษามาร์โก้อย่างรวดเร็วจนกระทั่งทำให้อาการของเด็กหนุ่มทรงตัวได้ในที่สุด
ระหว่างนั้นเอเลน่าเล่าว่าเธอไม่ได้บอกอะไรกับทั้งสองคนเลยแม้แต่น้อย เธอใช้เวลาทั้งวันไปกับการช่วยลดไข้ให้มาร์โก้ตลอด ส่วนทิมส์กับเบอร์ตี้ก็ต้องไปจัดการธุระของโรงแรมต่อ เมื่อฟังมาถึงตรงนี้มาร์โก้ก็เริ่มออกคำสั่งแรกกับเอเลน่าทันที
ห้ามพูดอะไรทั้งสิ้น ให้เขาจัดการเล่าทุกอย่างให้ทั้งสองคนนั่นฟังเอง
“ออกไปเดินเที่ยวคนเดียวตอนกลางคืน แถมยังไปตรงหลังเมืองเนี่ยนะ” เบอร์ตี้พยายามข่มตัวเองไม่ให้ตวาดเด็กสองคนตรงหน้าอย่างสุดความสามารถ “ฉันบอกแล้วว่ากลางคืนอย่าออกไปไหนแท้ๆ ผลลัพธ์เป็ยังไงล่ะ โดนพวกโจรรุมซ้อมชิงเงินไป ดีเท่าไหร่แล้วที่พวกมันไม่ฆ่าเธอน่ะ ถึงเธอจะเฉียดตายเอามากๆ ก็เถอะ ถ้าเอเลน่ามาช่วยเธอไม่ทันละก็เธอได้ตายไปั้แ่เมื่อคืนนี้แล้ว”
เอเลน่าก้มหน้าหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่สาเหตุส่วนใหญ่มาจากความรู้สึกผิดต่อมาร์โก้ หนแรกเธอไม่เห็นด้วยที่จะให้มาร์โก้กุเื่ขึ้นมาและให้เธออยู่เฉยๆ แต่เมื่อโดนเด็กชายขู่ว่าจะไม่ช่วยฝึกขึ้นมาเธอก็ต้องได้แต่ยอมรับ และมันก็เป็ดั่งคาด มาร์โก้เล่าเื่เมื่อคืนแบบโกหกแทบจะทั้งหมดโดยทั้งเื่คนผิดมีเพียงเขาคนเดียว
“ผมขอโทษครับ ผมไม่เคยออกจากบ้านเกิดมาก่อนเลยอยากเดินเที่ยวบ้างเท่านั้น” มาร์โก้ก้มหัวน้อยๆ “ผมขอสัญญาว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต”
เบอร์ตี้อ้าปากเหมือนจะพูดอะไรออกมาต่อ แต่วินาทีต่อมาเธอก็กลืนมันลงคอก่อนจะขยี้ผมจนเส้นผมลอนใหญ่สีส้มพวกนั้นยุ่งเหยิงขึ้นมา
“โอเค งั้นวันนี้เอเลน่าทำหน้าที่เสิร์ฟในห้องอาหารข้างล่าง ส่วนมาร์โก้ เธอขึ้นไปเก็บผ้าปูที่นอนที่ตากไว้บนดาดฟ้ากลับมาปูให้ห้องที่ไม่มีลูกค้าพัก ดูเลขห้องที่ปักอยู่บนผ้าดีๆ อย่าสลับกันเชียว เริ่มงานั้แ่ตอนนี้เลยก็ได้ ส่วนเอเลน่าเริ่มมาเตรียมตัวที่ครัวก่อนยามเวสเปอร์สสักระยะใหญ่ๆ แล้วฉันก็จะขอหักเงินค่าจ้างของเธอใน่นี้ด้วย มาร์โก้”
“ได้ครับ”
เมื่อเห็นเด็กชายรับคำแต่โดยดีเบอร์ตี้ก็ถอนใจเฮือก เธอคุกเข่าลงจนใบหน้าอยู่ระดับเดียวกับเขาก่อนจะดึงมาร์โก้เข้าสู่อ้อมอก เด็กชายแปลกใจเล็กน้อยแต่ก็ยอมเข้าสู่อ้อมกอดของอีกฝ่ายแต่โดยดี ใครจะไปนึกล่ะว่าพวกครึ่งั์จะมีมุมอ่อนโยนแบบนี้กับเขาด้วย
ถึงจะกอดแน่นไปหน่อยก็เถอะ
จากนั้นก็แยกย้ายเพื่อทำงาน มาร์โก้เองก็ไม่ได้คุยอะไรกับเอเลน่าอีกหลังจากนั้น เด็กชายใช้เวลาที่เหลือตลอดบ่ายเก็บผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดที่ตากแดดจนหอมมาทั้งวันกลับมาปู ตอนแรกเขาคิดว่าเตียงใหญ่ๆ จึงจะเป็ปัญหาในการจัดการ แต่พอลงมือจริงเขากลับพบว่ามันตรงกันข้าง เตียงบางเตียงที่เล็กพอๆ กับฝ่ามือเขาทว่ามีเป็ร้อยๆ เตียงนี่แหละยุ่งยากที่สุด
“เราทำห้องเผื่อพวกภูตจิ๋วไว้เยอะ แต่เอาเข้าจริงพวกนั้นจะมาพักกันเยอะๆ แค่่งานเทศกาลเท่านั้นแหละ”
ทิมส์ที่คอยตรวจดูงานของมาร์โก้เล่าให้ฟังดังนั้น เขาคอยตามเด็กหนุ่มและดูการทำงานของอีกฝ่ายเงียบๆ แม้จะเป็ครั้งแรกแต่ทิมส์ก็ยังแปลกใจที่มาร์โก้จัดระเบียบงานได้อย่างว่องไวพอดู เขาไล่ลำดับห้องที่ต้องจัดการตามชั้นและขนาดของห้องทั้งๆ ที่เป็การลงมือครั้งแรก แล้วพอถามไปอีกฝ่ายก็ตอบกลับมาว่าไม่เคยทำงานที่โรงแรมไหนมาก่อนด้วย
เด็กคนนี้ไม่ธรรมดา
เื่สามัญอย่างการจัดการสิ่งรอบตัวบางครั้งก็บ่งบอกอะไรได้มากกว่าที่เห็น คนสองคนที่มีความสามารถในการลำดับปัญหาและวิธีรับมือแตกต่างกันจะทำให้การทำงานแตกต่างกันไปได้เยอะมาก และเท่าที่เห็นเขาก็ต้องสรุปว่าเด็กคนนี้จัดการทุกอย่างได้แทบจะดีจนไม่มีที่ติ ยิ่งห้องหลังๆ เขายิ่งลงมือไวกว่าเดิมและเรียบร้อยกว่าเดิมขึ้นเรื่อยๆ ราวกับทำงานจนชำนาญมาเป็ปีๆ แล้ว
ไหนจะเื่แผลเมื่อคืนอีก
“มาร์โก้”
หลังจากปูผ้าผืนสุดท้ายเสร็จเสียงเรียกของทิมส์ก็ดังขึ้น มาร์โก้หันกลับไปและพบชายครึ่งั์ยืนกอดอกพิงผนังอยู่ด้านหลังจนทางเดินหน้าห้องไซส์คนแคระแคบลงไปถนัดตาพร้อมด้วยใบหน้าที่ไม่เปื้อนยิ้มอารมณ์ดีเหมือนอย่างเคย
“อย่าคิดว่าฉันเชื่อเื่ที่เธอเล่าเชียวล่ะ” เขากล่าว “เบอร์ตี้ไม่พูดอะไรก็จริงแต่เธอน่าจะรู้ดีกว่าฉันซะด้วยซ้ำเพราะก่อนหน้านี้เธอรักษาคนอื่นมาแล้วไม่รู้กี่หนต่อกี่หน แผลของเธอเมื่อคืนน่ะไม่ใช่แผลจากการโดนรุมทำร้ายทั่วไป ไม่ใกล้เคียงเลยด้วยซ้ำ”
“.....................”
“อาการาเ็แทบทั้งหมดมาจากภายใน ภายนอกไม่มีรอยฟกช้ำแต่อวัยวะข้างในกลับาเ็ ไหนจะอาการไข้ที่ตามมาเพราะสมองาเ็จากการใช้เวทย์เกินกำลังอีก”
“ตบตาไม่ได้จริงๆ สินะครับ”
ทิมส์เลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อมาร์โก้ยอมรับออกมาตรงๆ ไวกว่าที่คิด “งั้นเกิดอะไรขึ้น ช่วยเล่าให้ฉันฟังหน่อย”
“ไม่ครับ”
“ทำไม?”
“......” มาร์โก้ลังเลเล็กน้อยก่อนจะยอมตอบเมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของอีกฝ่าย “ผมไม่อยากให้เอเลน่ารู้สึกผิด”
“ก็ว่าอยู่ ยัยหนูนั่นทำหน้าเหมือนคนตายมากกว่าเธอั้แ่เมื่อคืนแล้ว” ทิมส์พ่นลมออกจากจมูกหนาๆ นั่นดังพรืด “แล้วทำไมถึงเล่าเื่ออกมาแบบนั้นล่ะ”
“พ่อผมเคยสอนเอาไว้” มาร์โก้แหลสด “ถ้าลูกผู้ชายไม่ปกป้องผู้หญิงแล้วใครจะปกป้อง”
ทิมส์เลิกคิ้วสูงจนแทบจะชนไรผม และวินาทีต่อมาเขาก็ะเิเสียงหัวเราะ ซึ่งคำว่าะเิในที่นี้ไม่ใช่แค่การเปรียบเปรยหรือสำบัดสำนวนแต่เสียงหัวเราะของทิมส์นั้นสนั่นมากจริงๆ ทำเอาผนังเหมือนกับจะสั่นตามไปด้วย มาร์โก้เองก็ถึงกับสะดุ้งเฮือกและรีบปิดหูเอาไว้ก่อนที่แก้วหูเขาจะเป็อะไรขึ้นมา แต่ทิมส์ก็หัวเราะได้เพียงไม่กี่วินาทีก่อนที่ห้องๆ หนึ่งด้านข้างจะมีเสียงด่าทอสวนกลับมาจนชายครึ่งั์ต้องหยุดหัวเราะในทันใด ทั้งคู่ตกลงอยู่ในคราวเงียบชั่วครู่ก่อนที่ทิมส์จะมองหน้ามาร์โก้ตรงๆ ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มดังเดิม
“ฉันล่ะถูกใจนายจริงๆ มาร์โก้ สมแล้วที่ท่านเมอดีลพามาด้วยตัวเอง” ทิมส์ฉีกยิ้มกว้าง “พ่อนายเองก็สอนมาได้ดีมาก มาร์โก้” เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตบไหล่มาร์โก้ดังป้าบ ซึ่งแรงจนแขนของเด็กชายชาไปหลายวินาที “แต่อย่างหนึ่งที่ฉันไม่ถูกใจคือการาเ็ของนาย กำปั้นของนายอาจจะมีไว้เพื่อปกป้องนะมาร์โก้ แต่ขอให้นายจำไว้ ถ้านายเหวี่ยงมันมากเกินไปล่ะก็ วันหนึ่งความหมายของมันจะเปลี่ยนไป”
มาร์โก้ลอบขมวดคิ้ว ไม่นึกว่าตาลุงคนนี้จะพูดอะไรเท่ๆ เป็กับเขาด้วย “แล้วผมต้องทำยังไงล่ะครับ”
“จงเลี่ยง มาร์โก้” ทิมส์ตอบ “ใช้ตา จมูก หู ัั สมอง ทุกอย่างของนายเพื่อเก็บข้อมูล อย่าหลงเดินเข้าไปสู่ที่ที่มีอันตรายที่เธอไม่รู้จักไม่ว่าหลังจากนี้เธอจะเก่งขึ้นขนาดไหนก็ตาม อะไรที่อันตรายแต่เลี่ยงได้ก็จงเลี่ยง อะไรที่แบกรับไหวถึงค่อยแบกรับไว้”
“แล้วถ้าเป็อะไรที่แบกรับไม่ไหวล่ะครับ”
ทิมส์แยกเขี้ยว “ถ้าเป็เื่ที่แบกไม่ไหวแต่สมควรที่จะแบก นายก็จงฝืนแบกมันซะ”
โคตรเท่!
มาร์โก้แสดงสีหน้าชื่นชมออกไปอย่างไม่ปิดบัง สมแล้วที่เป็โลกแฟนตาซีใบนี้ บุคลิกอย่างทิมส์นั้นถ้าให้หาในโลกที่เขาจากมาละก็ยังไงก็ไม่มีทางเจอ ลูกผู้ชายที่ใช้ชีวิตตามหลักการของตัวเองอย่างเข้มแข็ง ยิ่งได้ยินจากเมอดีลมาว่าอดีตทิมส์เคยเป็หนึ่งในนักสำรวจมาก่อนก็ยิ่งทำให้เด็กชายอยากที่จะเป็นักสำรวจยิ่งขึ้นไปอีกขั้น เพราะเขาเองก็เคยใฝ่ฝันอยากมาต่างโลกและเข้าเป็นักผจญภัยต่อสู้กับมอนสเตอร์ นั่งพูดคุยดื่มกินและใช้ชีวิตอย่างสง่าผ่าเผยมาั้แ่เด็กๆ แล้ว
“หวังว่าวันหนึ่งเมื่อเธอโตขึ้นกว่านี้เธอจะยังจำคำพูดนี้ของฉันได้นะมาร์โก้” ทิมส์ยืดตัวขึ้นและหันไปมองพระอาทิตย์ตกดินทางหน้าต่างด้านหลังทางเดิน “ใกล้เวลาที่ต้องไปช่วยเบอร์ตี้แล้ว เธอทำงานเสร็จแล้วเพราะฉะนั้นวันนี้พักได้เลยนะ”
“แต่ผมยังไหวนะครับ ให้ผมช่วยอย่างอื่นอย่างล้างจาน...”
“ไม่ต้องหรอก” ทิมส์โบกมือที่ใหญ่เท่าหัวของมาร์โก้เบาๆ “เนื้อหางานมีแค่ไหนคือแค่นั้น เข้าใจนะว่าเธออยากจะช่วย แต่ไม่เป็ไรหรอก พักผ่อนซะให้หายดีแล้วค่อยว่ากัน”
เมื่อมองดูทรงว่าไม่น่าจะเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายได้ง่ายๆ มาร์โก้ก็พยักหน้าตกลงก่อนจะเอ่ยถามขึ้น
“ผมขอออกไปซื้อหนังสือหรืออะไรข้างนอกหน่อยได้รึเปล่าครับ”
“ซื้อหนังสือ?”
“ผมสัญญาว่าจะไม่ก่อเื่ครับ” มาร์โก้รีบพูด
ทิมส์กุมคางอย่างชั่งใจสักพักก่อนจะพยักหน้า “ฉันเชื่อว่าเบอร์ตี้คงไม่เห็นดีด้วยแน่ๆ ถ้าเธอออกไปไหนอีกวันนี้” เขาหยุดและหัวเราะเมื่อเห็นมาร์โก้คอตก “เพราะงั้นใช้บันไดข้างของพวกคนแคระลงไปข้างล่างหลบสายตาเธอให้ดีๆ แล้วกลับมาก่อนพระอาทิตย์ตกล่ะ”
มาร์โก้ยิ้มกว้างทันที “ครับ!”
เมื่อได้รับอนุญาตมาร์โก้ก็พุ่งออกไปแทบจะในทันที เด็กชายเปิดประตูเล็กๆ ข้างหน้าต่างและเดินไต่บันไดสำหรับคนแคระลงไปด้านล่าง ซึ่งลำบากเอาการเนื่องจากแต่ละขั้นบันไดนั้นแคบเสียจนเขาก้าวพลาดไปหลายครั้ง จนกระทั่งการก้าวพลาดครั้งที่สี่มาร์โก้ก็เลิกทน เขาะโออกจากบันไดและพุ่งลงสู่พื้น ใช้่เวลาสั้นๆ กลางอากาศเรียกเวทย์เสริมกำลังให้กับขาและลงพื้นอย่างสวยงาม เด็กชายยืดตัวขึ้นและแอบทึ่งตัวเองเล็กน้อยเนื่องจากเมื่อครู่เขาใช้เวลาในการรวบรวมมานากลางอากาศน้อยกว่าเดิมอย่างมาก ดูท่าทางอาการาเ็เมื่อคืนจะพัฒนาเขาไปมากพอดูทีเดียว
ขออีกสักสามรอบไม่ได้เหรอครับ? พระเ้า
มาร์โก้เก็บความคิดนั้นเอาไว้ในใจและเริ่มออกเดินทาง เมืองนารารันที่เข้าสู่ยามเย็นก็เริ่มเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ร้านรวงข้างๆ เริ่มเห็นแสงเทียนสีส้มลอดออกมาพร้อมกับกลิ่นหอมหรือเสียงเพลง พวกชายร่างบึกบึนหลายคนเกาะกลุ่มเดินกันเข้ามาพร้อมกับร้องเพลงเฮฮา ผู้คนเองก็เต็มไปด้วยหลายเผ่าพันธุ์ มีทั้งแบบที่ตัวโตเท่าๆ กับทิมส์ไล่ไปจนถึงเล็กกว่ามาร์โก้ก็ยังมี
หลังจากผ่านการถามทางสุภาพสตรีคนหนึ่งที่ร้านยามาร์โก้ก็เดินมาจนถึงร้านหนังสือ ด้านในนั้นอวลไปด้วยกลิ่นกระดาษเก่าๆ และกลิ่นหมึกปากกา โนมตัวเหี่ยวๆ นั่งอยู่หลังเคานเตอร์และสูบบางอย่างฉุนๆ จากกล้องไปบ์ยาวเกือบ30เิเ ซึ่งนั่นก็แทบจะยาวเท่าแขนของตัวเค้าเองอยู่แล้ว
มาร์โก้เดินเลี่ยงควันไปยังชั้นหนังสือด้านในและเริ่มกวาดสายตาไล่ไปตามชื่อหนังสือแต่ละเล่ม แม้จะผิดหวังนิดหน่อยที่ไม่เจออะไรเป็ชิ้นเป็อันอย่างที่หวังไว้แต่สุดท้ายมาร์โก้ก็ได้หนังสือติดมือมาสามเล่มทีเดียว เล่มแรกเป็เื่แต่งซึ่งน่าจะช่วยเพิ่มความคิดเกี่ยวกับเวทมนตร์อันอลังการได้ดี เล่มที่สองเป็ตำราสรรพสัตว์และสมุนไพรพื้นฐานสำหรับนักสำรวจ ส่วนเล่มสุดท้ายคือนิตยสารข่าวที่เหมือนๆ กับนิตยสารที่มักจะวางไว้ให้ตามร้านตัดผมในโลกก่อน อย่างไรเสียข่าวสารก็จำเป็ที่สุด มาร์โก้คิดเช่นนั้น
แม้ขามาจะง่ายขึ้นด้วยการโดดลงมาโต้งๆ แต่เมื่อกลับมาถึงโรงแรมมาร์โก้ก็ยืนจดๆ จ้องๆ บันไดคนแคระอันแสนเล็กนี่อีกครั้งก่อนจะตัดสินใจอ้อมไปด้านหลัง อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครใกล้ๆ รวบรวมมานาเข้าสู่ร่าง ผนึกพวกมันไว้อย่างหนาแน่นในกล้ามเนื้อทุกมัดที่เข้าไปถึง และะโพรวดขึ้นไปตรงๆ
แม้จะเผื่อใจไว้แล้วว่าตัวเองพัฒนาขึ้นแต่มาร์โก้เองก็ยังแอบสะดุ้งเมื่อเขาโดดพรวดเดียวถึงความสูงระดับชั้นสาม เด็กชายปล่อยร่างลงสู่พื้นและเริ่มเล็งบานหน้าต่างของชั้นสามไว้ ตอนปูผ้าปูเขาก็จำไว้หมดแล้วว่าห้องไหนที่ว่างอยู่ เด็กชายะโขึ้นไปอีกครั้งจนถึงชั้นสามและคว้าขอบหน้าต่างเอาไว้และเหวี่ยงตัวกลับเข้ามาได้สำเร็จ
มาร์โก้ออกมาจากห้องว่างนั้นและเดินขึ้นไปจนถึงชั้นใต้หลังคา เมื่อเข้ามาในห้องตัวเองเขาก็ต้องแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นถ้วยอาหาร เนื้อย่างบางอย่างที่หั่นเต๋าและซุปผักใสๆ ตั้งอยู่คู่กับเชิงเทียน และถุงบางอย่างขาวๆ รูปร่างแปลกตา เด็กชายเดินไปหยิบถุงขึ้นมาและพบว่ามันทับจดหมายน้อยๆ แผ่นหนึ่งเอาไว้
ในจดหมายนั้นบอกเขาว่านี่คือยาสำหรับแก้ปวดและรักษาแผล ลายมือที่ดูดีและเขียนมาเล็กเกินว่าจะเป็ทิมส์กับเบอร์ตี้ทำให้เขายิ้มออกมาเล็กน้อย ดูท่าทางว่าหลังจากเื่เมื่อคืนเอเลน่าจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างน่าดูชมทีเดียว
มาร์โก้นำยาถุงนั้นโยนเก็บเข้าไปในลูกแก้วและใช้แสงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้าจัดการมื้ออาหารตรงหน้า เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยเขาก็นำเชิงเทียนไปตั้งบนโต๊ะและจุดไฟปล่อยให้แสงสีส้มจากเปลวเทียนแผ่ออกสู้กับแสงแดดสุดท้ายของวันก่อนจะเริ่มหยิบหนังสือที่ซื้อมาอ่านรอเวลาที่เอเลน่าจะกลับมา มาร์โก้อ่านไปเกือบครึ่งเล่มก่อนที่เอเลน่าจะเข้ามาในห้อง เธอดูเหนื่อยอ่อนเล็กน้อย ถึงจะเป็งานเสิร์ฟที่ฟังดูธรรมดาแต่จากเสียงที่ดังมาจากห้องอาหารด้านล่างมาร์โก้ก็พอจะเดาออกอยู่วันนี้แขกแน่นมากขนาดไหน
“เธอพักก่อนสักหน่อย” เขาพูดเมื่อเห็นว่าเธอยืนจดๆ จ้องๆอยู่ “หลังจากนั้นเราค่อยเริ่มกัน”
“เริ่ม? ถ้าจะฝึกละก็เริ่มเลยก็ได้ ฉันไม่ได้เหนื่อยอะไรขนาดนั้น” เอเลน่าเชิงคางน้อยๆ อย่างไว้ตัว
“ไม่ วันนี้ฉันยังไม่ฝึกให้เธอหรอก”
“...แล้วที่ว่าเริ่มเมื่อกี๊คืออะไร?”
มาร์โก้เงยหน้าขึ้นจากหนังสือและเอ่ยตอบ “ตรวจร่างกายเธอน่ะสิ”
เมื่อพูดจบเอเลน่าก็ถอยหลังและเอามือปิดปาก สีหน้าแปลกๆ ของเธอทำเอามาร์โก้ปวดใจเล็กน้อย แต่ด้วยความอยากแกล้งเธอเขาจึงหันกลับมาอ่านหนังสือต่อส่วนปากก็พูดไปว่า
“ไหนว่าจะยอมทำตามทุกอย่างไง?”
“นาย...นาย...!” ดูท่าทางเธอจะสรรหาคำพูดไม่ถูกซะแล้ว “ฉันนึกว่านายจะเป็คนดีซะอีก ที่แท้นายก็....”
พูดมาถึงตรงนี้เอเลน่าก็เม้มปากแน่น แต่เมื่อมาร์โก้ไม่สนใจเธอก็ได้แต่สะบัดหน้าและเดินปึงปังกลับเข้าไปยังห้องของตัวเอง เด็กชายหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ และนั่งคอยจนกระทั่งเวลาผ่านไปราว5นาทีเอเลน่าก็แหวกผ้าม่านที่กั้นห้องทั้งสองออกและเดินเข้ามาหาช้าๆ มาร์โก้รอจนเธอเดินเข้ามาใกล้เขาก็ปิดหนังสือในมือ
“ยื่นแขนมา ข้างไหนก็ได้”
เอเลน่าแปลกใจเล็กน้อยก่อนจะยื่นแขนขวาออกไปข้างหน้า มาร์โก้คว้าข้อมือของเธอก่อนจะเริ่มจับชีพจร
‘ราวๆ 90 bpm ... ออกจะสูงไป...ไม่สิ สำหรับเด็กอายุ10ขวบก็ถือว่าปกติ แถมไม่รู้ว่าพวกอาราธีร์จะมีชีพจรใกล้เคียงกับมนุษย์ขนาดนั้นรึเปล่าด้วย’
“โอเค ดูเหมือนเธอจะหายเหนื่อยแล้วล่ะนะ” มาร์โก้ปล่อยนิ้วออกจากข้อมือของเอเลน่าในที่สุด “เข้ามาข้างในลูกแก้วของฉันซะ”
ข้างในลูกแก้วยังคงมืดและเต็มไปด้วยกลิ่นเค็มของเกลือทะเลจนเอเลน่านิ่วหน้าเล็กน้อย เด็กสาวกวาดตามองไปรอบๆ และกะระยะของพื้นที่คร่าวๆ ดูเหมือนว่ามิติในลูกแก้วนี้จะกว้างกว่าที่เธอคิดเอาไว้มากโข และนั่นยิ่งทำให้เธอคิดไม่ตกเลยจริงๆ ว่าเด็กชายคนนี้มีของแบบนี้ในได้อย่างไร
แล้วไหนจะความสามารถพวกนั้นอีก มาร์โก้คนนี้ลึกลับเกินไปแล้ว!
เธอพิจารณารอบๆ ได้เพียงเท่านี้ก็ต้องหยุดลงเมื่อเห็นมาร์โก้ดัดแขนของเขาทีละข้าง เด็กชายเหลือบมาโต้ตอบสายตาของเธอก่อนจะพูดเพียงสั้นๆ
“วอร์มร่างกายซะ”
“...คืออะไร?” เธอถามกลับ
“ว่าง่ายๆ คือเตรียมความพร้อมของร่างกายซะ” มาร์โก้อธิบายเพิ่มเติม “แล้วก็มาสู้กับฉัน”
“สู้กับนายเนี่ยนะ??”
เอเลน่าทวนคำเสียงหลงก่อนจะรีบส่ายหน้า “ไม่ๆ ยังไงก็สู้ไม่ไหวหรอก เห็นแค่เมื่อวานก็รู้แล้ว”
“ที่เธอเห็นเมื่อวานก็น่าจะรู้นะว่าฉันใช้พลังแบบนั้นแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง” มาร์โก้พูดเรียบๆ พลางพับแขนเสื้อขึ้นมาเหนือข้อศอก “อีกอย่างฉันอยากจะรู้ว่าเธอทำอะไรได้บ้าง เพราะงั้นนี่อาจจะไม่ใช่การสู้กันซะทีเดียวหรอก”
“...ก็ได้”
เอเลน่ารับคำก่อนจะแผ่พลังเวทย์ออกไปสู่มานารอบๆ มานาในนี้ไม่ต่างจากมานาในบรรยากาศด้านนอกเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นต่อให้เป็พื้นที่ปิดแต่ก็ไม่มีปัญหาเื่มานาให้กังวลใจ เธอควบคุมมานารอบตัวก่อนจะเริ่มร่ายเวทย์
“มานาเอ๋ยจงฟังคำสั่งข้า จงเข้าห่อหุ้มร่างกายข้า เป็พลัง เป็ความรวดเร็วแก่ข้า...”
มาร์โก้แทบจะไม่อาจทนฟังคำร่ายนั่นได้จนจบ เป็ที่รู้กันดีว่าการควบคุมมานาให้ดีได้นั้นขึ้นอยู่กับการสร้าง “ภาพ” ขึ้นมาในหัว ถ้าภาพในหัวเป็อย่างไรมานาก็จะพยายามทำงานตามนั้น ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดผู้คนจึงต้องพูด “คำร่าย” ออกมาเพื่อเพิ่มความชัดเจนให้กับมานา มีเพียงบางเผ่าเท่านั้นที่ร่ายเวทย์บางแบบได้โดยไม่ต้องพูดอย่างเช่นเวทย์ธรรมชาติของเผ่าเอล์ฟหรือเวทย์สายลมจากเผ่าวิหค ส่วนในกรณีอย่างตัวมาร์โก้เองนั้นเขาก็เคยได้ยินมาว่ามนุษย์ที่ใช้เวทย์ไร้ร่ายได้มีอยู่เพียงไม่กี่คนในประวัติศาสตร์เท่านั้นเอง
เอเลน่าเองก็สมกับที่เป็เผ่าพันธุ์อาราธีร์ที่แข็งแกร่งเป็อันดับต้นๆ ของโลกนี้ แม้จะบอกว่าตัวเองไร้พร์แต่พลังเวทย์เธอกลับมากกว่าเขาเกือบสองเท่า เมื่อเธอเริ่มแผ่พลังเวทย์ออกมานั้นมานาส่วนหนึ่งที่เขาควบคุมไว้กลับหลุดไปอยู่ภายใต้การควบคุมของเธอทันทีเสียด้วย
แต่มีอะไรแปลกๆ
มาร์โก้ซุกงำความสงสัยนั้นเอาไว้ในใจ พริบตาที่เวทมนตร์เริ่มก่อตัวในร่างของเด็กสาวเขาก็พบความผิดปกติบางอย่าง แต่มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและจางหายไปอย่างไร้ร่องรอยโดยเขาตรวจสอบไม่ได้แม้แต่น้อย
ไว้ค่อยตรวจสอบทีหลังก็แล้วกัน
มาร์โก้ลดข้อสงสัยลงก่อนจะเรียกเวทย์เสริมพลังขึ้นมาทั่วร่างก่อนจะตั้งท่า เอเลน่าขมวดคิ้วเมื่อเห็นท่าทางนั้นก่อนจะเอ่ยถามขึ้น
“นายไม่ใช้เวทย์เสริมพลังเหรอมาร์โก้? นายดูถูกฉันขนาดนั้นเชียว?”
เด็กชายเลิกคิ้วก่อนจะถอนหายใจเฮือก ถึงจะบอกว่าไม่ใช่การต่อสู้จริงจังแต่เขาก็ยังเรียกว่าการต่อสู้เพื่อให้เธอเตรียมพร้อม แต่นี่กับแค่เื่การตรวจสอบมานารอบตัวศัตรูเธอยังไม่ทำเลยด้วยซ้ำ
“ไม่ต้องห่วง ฉันใช้เรียบร้อยแล้ว”
คำพูดของเด็กชายยิ่งทำให้เอเลน่าขมวดคิ้วหนัก “เมื่อไหร่? ฉันยังไม่ได้ยินนายร่ายเวทย์เลย”
“....ฉันใช้เวทย์ไร้ร่ายน่ะ” มาร์โก้ตัดสินใจตอบไปตรงๆ
“บ้า...!” เอเลน่าอ้าปากค้างอยู่หลายวินาทีก่อนจะค่อยๆ สงบลง “...แต่เอาเถอะ หลังจากเห็นเื่เมื่อคืนแล้วฉันก็พอจะเข้าใจแล้วว่ามาตรฐานทั่วไปมันใช้กับนายไม่ได้น่ะ”
“งั้นก็ดีแล้ว”
เมื่อสิ้นเสียงของมาร์โก้ทั้งคู่ก็ตกอยู่ท่ามกลางความเงียบชั่วครู่ เอเลน่านั้นตั้งท่าเตรียมพร้อมขึ้นมาในขณะที่มาร์โก้แค่หันข้างให้เล็กน้อยและตั้งการ์ดต่ำๆ จนดูเป็การเรียกให้บุกเข้าไปมากกว่าการป้องกันเสียอีก
‘ให้เราบุกเข้าไปสินะ’
เอเลน่ามองการตั้งท่าของมาร์โก้ก่อนจะค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ จนกระทั่งถึงระยะเธอก็ดีดตัวพรวด เท้าข้างหนึ่งจิกลงพื้นและสะบัดสะโพกส่งเท้าอีกข้างฟาดไปยังใบหน้าของมาร์โก้ทันที เด็กชายดูสภาวะการโจมตีนั้นก่อนจะขมวดคิ้วน้อยๆ มือซ้ายยกขึ้นตั้งการ์ดและย่อขาลงเพื่อใช้ข้อต่อสลายแรง เมื่อลูกเตะของเอเลน่ามาถึงมาร์โก้ก็ตั้งรับได้โดยไม่เซเลยแม้แต่นิดเดียว
แล้วมาร์โก้ก็ชิงก้าวเข้าประชิด มานาไหลเข้าสู่แขนขวาเพื่อเพิ่มความเร็ว และในพริบตามือข้างนั้นก็พุ่งออกไปคว้าต้นคอที่เปิดโล่งของเอเลน่าอย่างฉับพลัน
“คิดอะไรของเธอ เอเลน่า?” มาร์โก้ถามก่อนจะปล่อยมือออกจากคอของเธอ
“แค่ก! อะไร?”
“อย่าออมมือกับฉัน ฉันบอกแล้วว่านี่คือการต่อสู้เพื่อตรวจสอบความสามารถของเธอ ถ้าเธอไม่เอาจริงฉันจะรู้อะไรได้รึไง”
“ฉันไม่ได้ออมมือนะ” เอเลน่าตอบพลางนวดคอตัวเอง ความจริงแล้วอีกฝ่ายน่ะก็ต้องออมมือให้เธอไม่ใช่รึไง? “แต่ฉันไม่ค่อยได้ฝึกต่อสู้ระยะประชิดอยู่แล้ว ท่าเตะฉันอาจจะงุ่มง่ามไปหน่อย”
“ปัญหาอยู่ที่เื่ท่าซะที่ไหนล่ะ” มาร์โก้พ่นลมออกจากจมูกเบาๆ ก่อนจะออกคำสั่ง “นั่งแล้วอยู่นิ่งๆ ซะ”
มานาที่เธอรวบรวมนั้นปริมาณมากกว่าที่เขาใช้ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นต่อให้มวลกล้ามเนื้อแตกต่างกันแต่เื่ความเร็วและกำลังไม่น่าจะต่างกันได้มากขนาดนั้น มาร์โก้เดินอ้อมไปด้านหลังของเอเลน่าก่อนจะวางฝ่ามือลงกลางกระหม่อมของเด็กสาวและถ่ายทอดมานาลงไป
“อย่าขัดขืน”
มาร์โก้หลับตาลงและใช้พลังเวทย์ััถึงมานาในตัวเอเลน่าอย่างช้าๆ ความจริงแล้วการใช้พลังเวทย์เพื่อรับรู้ถึงมานาในร่างคนอื่นนั้นนับว่าเป็เื่ที่ยากพอดู ถ้าเกิดว่าอีกฝ่ายขัดขืนแม้แต่นิดเดียวการสังเกตของเขาก็จะหยุดลง และมานาบางส่วนในร่างของเธอที่ถูกพลังเวทย์ของเขารบกวนก็จะทำให้เธอาเ็ไปด้วย
สมองปกติ แน่ล่ะ ใครจะยัดเวทย์เสริมพลังใส่สมองกัน
มาร์โก้ถอนมือออกจากกลางศีรษะของเด็กสาวก่อนจะไล่มือเรื่อยมาตามลำคอจนถึงแผ่นหลัง เอเลน่าเม้มปากแน่นพลางสูดหายใจเข้าลึกๆ นอกจากคุณพ่อแล้วนี่น่าจะเป็ครั้งแรกของเธอที่มีผู้ชายอื่นมาแตะต้องร่างกายของเธอแบบนี้โดยที่เธอไม่อาจไม่ยินยอม ััของเด็กชายสร้างความรู้สึกอันแปลกใหม่ให้กับร่างกายของเธออย่างประหลาด ร่างกายของเธอกำลังต่อสู้กันเอง ส่วนหนึ่งในสมองบอกให้ขยับหนีจากัันั้นในขณะที่อีกส่วนบอกให้เธอรับัันั้นให้มากกว่าเดิมจนเด็กสาววัย10ขวบปีสับสนไปหมด
“อย่าว่อกแว่ก! เอเลน่า!”
คำกล่าวของมาร์โก้ที่เกือบจะเป็การตวาดทำเอาเอเลน่าสะดุ้งเฮือก เธอรีบนั่งหลังตรงและปรับอารมณ์ตัวเองเสียใหม่ เด็กสาวแอบเอี้ยวคอมองไปยังเด็กหนุ่มก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นเหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่กำลังผุดพรายขึ้นมาบนใบหน้านั้น
นี่มันอะไรกัน?
มาร์โก้เม้มปากเบาๆ พลางัักับมานาในร่างของเอเลน่าอย่างระมัดระวัง แปลกมาก มานาในร่างของเธอแทบทุกอณูกำลังสั่นอย่างแ่เบา ยิ่งบางส่วนที่รวมตัวกันหนาแน่นก็จะยิ่งสั่นจนแทบจะััได้ มาร์โก้ทรุดนั่งลงก่อนจะเอามืออีกข้างแตะไปที่ต้นแขนของเด็กสาวที่กำลังมีมานาจำนวนมากกระจุกอยู่ตรงนั้น ซึ่งเขาแทบจะััถึงการสั่นอ่อนๆ จากภายนอกได้เลยทีเดียว
“แขนเธอกำลังสั่น นี่มันปกติรึเปล่า?”
“อื้อ” เอเลน่าแปลกใจไม่เบาทีเดียวที่มาร์โก้สามารถตรวจเจออาการนี้ของเธอได้ในเวลาสั้นๆ แค่นี้ “มันเป็ตลอดเวลาฉันใช้เวทย์เสริมพลัง บางส่วนของร่างกายฉันจะสั่นแปลกๆ บางทีก็จุดเดียว บางทีก็หลายจุด หมอบอกว่าน่าจะเป็อาการผิดปกติอะไรบางอย่างของร่างกายเลยทำให้ฉันใช้พลังได้ไม่ดีเหมือนคนอื่นน่ะ”
ไอ้หมอหน้าโง่ ผิดที่ร่างกายเมื่อไหร่ล่ะ มันผิดที่มานาชัดๆ
มานาของเอเลน่าทำตัวแปลกๆ ั้แ่เธอเริ่มเรียกใช้เวทย์แล้ว เขาเพิ่งมาเจอว่ามันคืออะไรจริงๆ ก็ตอนนี้ บางอย่างทำให้พวกมันสั่น ซึ่งนั่นก็ยังเป็จุดที่มาร์โก้ยังตอบไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ความรู้ของเขายังน้อยเกินไป
แต่ความคุ้นเคยนี่มันอะไรกัน
มาร์โก้ถอนมือออกจากร่างของเอเลน่าในที่สุด เด็กชายคว้าเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งลงตรงหน้าของเธอ เด็กสาวมองท่าทางการนั่งของอีกฝ่ายต่อหน้าตัวเองที่กำลังคุกเข่าอยู่แล้วแอบทำแก้มป่องเล็กน้อย
“อะไรล่ะ จะบอกว่าฉันไร้พร์งั้นเหรอ”
“ช่างเื่พร์เถอะน่า เอเลน่า” มาร์โก้ตอบ “ไหนลองใช้เวทย์ที่เธอใช้ได้ให้ดูหน่อยซิ”
หลังจากนั้นเกือบๆ 5นาทีมาร์โก้ก็กุมขมับเนื่องจากบทร่ายเวทย์ที่พรั่งพรูออกมาจากปากของเอเลน่า ปกติถ้อยคำพวกนี้เขาจะเจอได้ก็แค่ตอนเดินผ่านงานเทศกาลมังงะหรือคอสเพลย์ที่มีพวกจูนิเบียวอยู่กันเยอะๆ เท่านั้นแหละ และยิ่งนึกไปถึงตอนเข้าเรียนเขาเองก็คงหลีกเลี่ยงอะไรพวกนี้ไม่ได้ซะด้วยถ้าอยากเก็บความสามารถตัวเองเป็ความลับ
‘ถ้าหนังสือในห้องสมุดของโรงเรียนไม่มีอะไรเจ๋งๆ ล่ะก็ลาออกมาฝึกเองจะดีกว่ารึเปล่านะ’
หลังจากทำใจได้มาร์โก้ก็เริ่มพิจารณาเวทมนตร์ของเอเลน่าอย่างจริงจังอีกครั้ง และผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนกับเวทย์เสริมพลังที่เธอใช้ พลังเวทย์ที่เยอะของเธอทำให้ควบคุมมานาได้มหาศาล ภาพการก่อตัวของมานาเองก็ดูดีทุกรอบ เพียงแต่บางส่วนของพวกมันเหมือนจะไม่ฟังคำสั่งเอาเสียดื้อๆ จนเวทมนตร์ที่ออกมามีพลังลดลงไปฮวบฮาบทีเดียว
“...............”
ในที่สุดมาร์โก้ก็จนปัญญา เขาไม่เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ หรือร่างกายเธอจะผิดปกติจริงๆ จนทำให้ไม่สามารถใช้เวทย์ได้ตามปกติถึงจะมีพลังเวทย์สูงมากๆ ก็ตาม แต่เขาเองก็รับปากเธอไปแล้วว่าจะช่วย ถ้าจู่ๆ จะพลิกลิ้นกลับคำมันก็ไม่ได้เหมือนกัน
‘...อาจจะต้องเริ่มใหม่ั้แ่ต้น ลดปริมาณมานาลงเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการผิดปกติ เพราะถ้ามานากลุ่มน้อยๆล่ะก็น่าจะควบคุมได้ทั่วถึง แล้วถ้าสอนให้เธอใช้มานาให้คุ้มค่าล่ะก็อาจจะพอดันเธอไปโรงเรียนระดับ3ได้อยู่ก็จริง แต่ถ้าเื่จะให้มาเป็สมาชิกปาร์ตี้ด้วยกันยาวๆ นี่คงจะไม่ไหวแน่’
แหงล่ะ ก็เป้าหมายของเขาคือการปะทะกับกองกำลังปิศาจนี่นะ
“โอเค วันนี้พอแค่นี้ก่อนเถอะ” มาร์โก้เอ่ยสรุป “กลับไปพักผ่อนได้แล้วล่ะ”
เอเลน่าพยักหน้าตอบพลางซ่อนอาการหอบเอาไว้ เธออ่านสีหน้าของมาร์โก้ไม่ออกเลยว่าอีกฝ่ายคิดยังไงเื่เธออยู่กันแน่ ครูฝึกหลายๆ คนที่ตระกูลเคยจ้างมาต่างก็ส่ายหน้าให้กับเธอกันทั้งสิ้น แต่มาร์โก้นั้นก็ดูทุกอย่างอย่างตั้งใจแถมก่อนจบยังนั่งคิดอะไรเงียบๆ จนดูไม่เหมือนเด็กแม้แต่นิดเดียว
ยังมีหวังอยู่รึเปล่านะ
ในที่สุดทั้งสองคนก็ออกมาจากลูกแก้วและแยกย้ายกันพักผ่อน หลังจากเอเลน่าผ่านผ้าม่านไปสักพักมาร์โก้ก็ได้ยินเสียงเธอทิ้งตัวลงที่นอนดังตุ้บ ถึงจะฝึกกันไม่มากแต่ก็ดูเหมือนมันจะทำให้เธอเหนื่อยเอาการทีเดียว
ทั้งคู่ตื่นมาอีกทีในตอนเช้า หลังรับประทานอาหารพวกเขาก็เข้าสู่ลูกแก้วและเริ่มต้นการฝึก มาร์โก้ทำตามแผนที่คิดไว้โดยการให้เธอเริ่มใช้พลังเวทย์ควบคุมมานาแค่เล็กน้อยเท่านั้นและพบว่าอาการแปลกๆ ของมานานั่นยังคงมีเหลืออยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้กระทบกับภาพรวมอะไรเนื่องจากระบบที่เล็กลงเยอะ
“ที่เธอต้องทำคือแก้ั้แ่พื้นฐานซะใหม่” มาร์โก้อธิบาย “ลองเริ่มจากเวทย์ลมเล็กๆ อย่าใส่พลังเวทย์ให้กับมานาเยอะเกินไป ลองควบคุมพวกมันให้ดีซะก่อน”
เอเลน่าแปลกใจเล็กน้อยกับการฝึกนี้ “ฝึกแบบนี้จะได้ผลเหรอ ถึงจะคุมเวทย์เล็กๆ ได้แต่มันจะไปใช้การได้ที่ไหนกัน”
“ลองฝึกดูก่อนเอเลน่า ฝึกมันให้ตลอดจนถึงเย็นไปเลย” มาร์โก้ตอบกลั้วหัวเราะ “ถ้าเธอบอกว่าเธอไร้พร์ล่ะก็ หนทางของพวกไร้พร์ก็มีอย่างเดียวคือฝึกให้ตายกันไปข้างนึงเท่านั้นเอง”
หลังจากกล่อมเอเลน่าสำเร็จมาร์โก้ก็เดินแยกออกมาด้านข้างเล็กน้อยและลงมือทดลองอะไรบาง เขาแผ่พลังเวทย์ไปรอบเพื่อเข้าควบคุมมานากลุ่มเล็กๆ และเริ่มนึกภาพการจ่ายพลังใส่พวกมัน แต่ลองไปได้สักพักมาร์โก้ก็ส่ายหน้าเนื่องจากทุกอย่างยังดูปกติ ไม่มีมานาตรงไหนออกอาการสั่นเลยแม้แต่น้อยไม่ว่าเขาจะอัดพลังเวทย์เข้าไปขนาดไหนก็ตาม
‘ปกติมันก็ควรจะเป็แบบนั้นอยู่แล้ว ยิ่งพวกนักเวทย์เก่งๆ ยิ่งอัดพลังเวทย์ใส่มานาได้เยอะ เพราะงั้นสมมุติฐานที่ว่ามานาสั่นเพราะอัดพลังมากเกินไปก็ไม่น่าเป็จริงแต่แรก ไม่งั้นเวทย์ของพวกนักเวทย์เก่งๆ ได้พังกันไม่เป็ท่าไปนานแล้ว’
แล้วมันเกิดจากอะไรล่ะ?
มาร์โก้ลดจำนวนมานาที่ควบคุมลงให้เหลือเพียงกลุ่มเล็กๆ ก่อนจะสั่งให้มันสั่นช้าๆ และเริ่มเร่งขึ้นเรื่อยๆ ถึงจุดๆ หนึ่งเด็กชายก็ต้องล้มเลิกเพราะวิธีนี้มันกินพลังเวทย์เยอะเหลือเกิน
‘เดี๋ยวนะ??’
“เอเลน่า หยุดฝึกก่อน”
มาร์โก้ลุกขึ้นและสั่งให้เอเลน่าหยุดการฝึกอย่างกะทันหัน เด็กสาวสลายเวทย์ลมของตัวเองก่อนจะหันไปมองมาร์โก้ด้วยสายตาสงสัยอย่างไม่ปิดบัง
“ควบคุมมานาให้กว้างที่สุดหน่อย”
เอเลน่าขมวดคิ้วน้อยๆ ก่อนจะทำตามที่มาร์โก้้า พลังเวทย์เธอแผ่ออกจากร่างและควบคุมมานาทั้งหมดรอบตัวในรัศมีเกือบๆ 5เมตร มาร์โก้ถอยไปเล็กน้อยก่อนจะแผ่พลังเวทย์ออกไปตรวจสอบผลลัพธ์
‘3…ไม่สิ 4จุดเชียว’
“เธอััถึงมานาแถวๆ นี้ได้รึเปล่า” มาร์โก้เดินไปชี้ที่มานากลุ่มหนึ่งซึ่งกำลังสั่นอยู่ และเมื่อเอเลน่าพยักหน้ารับเขาก็ถามต่อ “รู้สึกถึงการสั่นของมันสินะ”
“ใช่” เอเลน่าตอบ “มันเป็แบบนี้ั้แ่ฉันเด็กๆแล้ว เพราะงั้นเวลาใช้เวทย์เสริมพลังมันเลยทำให้ร่างกายสั่นไปด้วย บางครั้งก็เบาๆ บางครั้งก็สั่นแรงจนแขนขากระตุกเองได้ ฉันบอกแล้วว่าร่างกายฉันมันผิดปกติ”
มาร์โก้พยักหน้ารับเงียบๆ ก่อนจะถอยออกมาเล็กน้อย “คงสภาพนี้ไว้ล่ะ”
เด็กชายเดินถอยไปและนั่งลงบนเก้าอี้ ทั้งสองตกอยู่ท่ามกลางความเงียบภายในลูกแก้วอีกครั้งและปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปโดยไร้คำพูด แรกเริ่มก็ยังไม่เท่าไหร่แต่พอผ่านไปหลายนาทีเข้าเอเลน่าก็เริ่มขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดในคำสั่งอันไร้สาระนี้ในขณะที่มาร์โก้กำลังแอบแตกตื่นอยู่ในใจ
“พอแล้ว...เอเลน่า”
มาร์โก้พูดพลางซ่อนความแตกตื่นเอาไว้ภายใต้ใบหน้าที่พยายามแสดงออกมาอย่างเรียบเฉยของตัวเอง ในที่สุดเขาก็นึกออกว่าความคุ้นเคยเกี่ยวกับพฤติกรรมแปลกๆ ของมานาพวกนี้คืออะไร และถ้าเขาเดาถูกละก็เอเลน่านั้นคงเป็คนที่ไม่ใกล้เคียงกับคำว่า “ไร้พร์” ที่สุดแล้ว
เอาล่ะครับ บทนี้มาเพื่อให้ทุกท่านเห็นภาพความสามารถของเอเลน่าคร่าวๆกันก่อน
แล้วก็อย่างที่มาร์โก้บอกแหละครับ เอเลน่าน่ะตรงข้ามกับคำว่าไร้พร์โดยสิ้นเชิงเชียวล่ะ ในฉากหลังๆเองก็มีหลายต่อหลายครั้งที่มาร์โก้ยังต้องแอบอิจฉาเวทย์ของเด็กสาวอยู่เช่นกัน(ถึงตัวเองจะเป็คนสอนเวทย์พวกนั้นให้เธอก็เถอะ)
แต่เนื้อเื่ตอนนี้ก็เอาไว้แค่นี้ครับ ตอนหน้าเด็กทั้งสองจะได้เข้าโรงเรียนด้วยกันแล้ว
บทของโรงเรียนจะเป็"สังคมจำลอง"ของโลกใบนี้ ฉะนั้นหลายๆอย่างในโรงเรียนก็จะสะท้อนภาพของโลกใบนี้ให้นักอ่านทุกท่านได้เห็นไม่มากก็น้อยแหละครับ
รอคลิกอ่านตอนต่อไปได้เลยครับ