บทที่เจ็ด
หลบเลี่ยงชิดใกล้
ฟ่านหนิงเบิกตากว้างด้วยความใจนเผลอสูดลมหายใจแรงนางไม่อาจคาดคิดได้เลยว่าจ้าวจวิ้นหยางจะปรากฏตัวในที่นี่ และที่สำคัญยังกระชากแขนเสื้อดึงนางเข้ามาเช่นนั้นความรู้สึกหวาดเกรงในอดีตเมื่อครั้งที่เคยต้องประสบกับความเ็าและความร้ายกาจจากบุรุษผู้นี้ยังคงฝังแน่นอยู่ในจิตใจ นางไม่อยากแม้แต่จะเผชิญหน้าหรืออยู่ใกล้ด้วยซ้ำนางเกลียดสายตาที่คิดว่ารู้ดีเหนือใครๆ ของเขา
เมื่อได้สติฟ่านหนิงจึงรีบก้าวถอยหลังออกห่างจากบุรุษร่างสูงโดยไม่หันมองด้านหลังหากแต่ส้นเท้าเล็กดันไปสะดุดเข้ากับอิฐก้อนหนึ่งที่ล้มคว่ำอยู่บนพื้น
“อ๊ะ!” หญิงสาวพลันร้องออกมาคำหนึ่งร่างงามเอนหงายหลังลงกระแทกพื้นต่อมา บั้นท้ายกระทบเข้ากับอิฐแข็งจนเจ็บแปลบะเืไปทั้งแผ่นหลังความอับอายแล่นพล่านขึ้นใบหน้าสีแดงก่ำแทบกลั่นเืออกมาได้ แต่ที่น่าขายหน้ายิ่งกว่าคือบุรุษตรงหน้ากลับไม่คิดจะช่วยเหลือกลับยืนมองนางนิ่งราวกับผู้ชมละคร
จ้าวจวิ้นหยางเพียงยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากทำท่าสั่งให้นางเงียบเสียงท่าทีอหังการนั้นยิ่งทำให้ฟ่านหนิงไม่สบอารมณ์แต่ก็จำต้องเม้มริมฝีปากแน่นไม่กล้าส่งเสียงร้องอีกด้วยเกรงว่าผู้คนด้านนอกจะได้ยิน นางช้อนตาขึ้นค้อนเขาเต็มแรงแต่ภาพที่ได้กลับมีเพียงแววตากรุ้มกริ่มกับรอยยิ้มขบขันของบุรุษผู้เป็ต้นเหตุแห่งความลำบากใจ
ฟ่านหนิงรีบยันกายลุกขึ้นปัดฝุ่นตามชายกระโปรงชุดหม่นที่นางจำใจสวมปลอมเป็สตรีผู้มาถือศีลยิ่งคิดก็ยิ่งขัดใจนัก ตระกูลฟ่านของนางเมื่อใดเคยมิเคยต้องลดตัวเช่นนี้ถึงจะมาถือศีลก็ไม่ใส่เสื้อผ้าแบบนี้!ทว่าสถานการณ์บีบคั้นจึงไม่มีทางเลือกนางเตรียมจะหันหลังเดินหนี แต่เสียงทุ้มของบุรุษก็ดังขึ้นขวางไว้
“จะออกไปตอนนี้ดีหรือคุณหนูใหญ่...เหมือนคุณชายเจิ้งยังไม่เลิกรายังคงวนเวียนหาเ้าอยู่นะ”
ฟ่านหนิงชะงักฝีเท้าหัวใจเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่ความสงสัยและหวั่นเกรงบังคับให้นางเอนศีรษะชะโงกออกไปนอกกำแพง เห็นเจิ้งเปาหย่งมองหานางอย่างไม่ลดละจริงๆแววตาที่ชายผู้นั้นใช้มองมาราวกับไม่อยากให้เหยื่อหลุดไปหากถูกพบเข้าย่อมไม่อาจคาดเดาผลที่จะตามมาได้ นางรีบหดศีรษะกลับมาริมฝีปากกำลังจะพึมพำแต่กลับต้องสะดุ้งเมื่อพบว่าจ้าวจวิ้นหยางก้าวเข้ามาใกล้อย่างไร้ร่องรอย
ลมหายใจอุ่นรินรดหลังต้นคอพร้อมเสียงกระซิบต่ำเขาก็ชะโงกมองออกไปหลังกำแพงเช่นกัน “ทำไมคุณหนูใหญ่ถึงยอมลดตัวสวมอาภรณ์ซอมซ่อปลอมเป็สตรีถือศีลเพื่อหลบหนีบุตรชายของเ้ากรมเจิ้งขนาดนี้ด้วยนะ?”
ถ้อยคำที่เจือแววยั่วเย้าเย้ยหยันทำให้ฟ่านหนิงรู้สึกเหมือนถูกตอกหน้าจนร้อนอั่งอยู่กลางเปลวเพลิงนางสะบัดแขนเสื้อแรงไล่เขาให้ออกห่างอย่างน้อยสอง่แขน “ข้าไม่ได้หนีผู้ใด! เพียงมาไหว้พระทำบุญตามปกติเท่านั้น”จำได้ว่าซื่อจื่อหลินฝูโหวขึ้นชื่อเื่เกลียดการััโดนตัวถึงเมื่อครู่จะไม่ได้ถูกตัวแต่ก็ใกล้เกินไป!
จ้าวจวิ้นหยางหัวเราะเบาๆ มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มยียวนตอบกลับ“เช่นนั้นก็ลองเดินออกไปสิ”
ฟ่านหนิงเม้มริมฝีปากแน่นใบหน้าเชิดขึ้นด้วยท่าทีเย่อหยิ่งแต่ไม่ขยับกายออกไปสักก้าวนางรู้แก่ใจดีว่าหากก้าวออกไปย่อมถูกเจิ้งเปาหย่งพบแน่ จึงเลือกใช้คำถามย้อนแทน “แล้วซื่อจื่อเล่า มาปรากฏตัวที่วัดเช่นนี้เพื่อสิ่งใดหากมิใช่มาทำบุญ?”
เขายกไหล่พิงกำแพงอย่างผ่อนคลายริมฝีปากเอื้อนเอ่ยราวกับเื่เล็กน้อย “แน่นอนว่าไม่ใช่ข้าเพียงจะมารับระฆังเก่าที่ได้ติดต่อไว้กับทางวัดเพื่อมอบให้ท่านปู่เป็ของกำนัลมงคลแต่เมื่อมาถึงกลับพบเื่น่าสนใจยิ่งกว่าระฆังเก่าเสียอีก”
สายตาคมกริบเหลือบมองหญิงสาวในชุดสีเทาที่แม้จะไร้ซึ่งอาภรณ์หรูหราหากยังคงมีใบหน้าและแววตาที่ไม่เคยยอมลดศักดิ์ศรีราวกับดอกไม้สูงศักดิ์ที่ไม่ยอมโน้มลงตามสายลมจ้าวจวิ้นหยางครุ่นคิดในใจถึงเหตุผลที่แท้จริงของนางตอนแรกเขาเองเมื่อแรกพบก็คิดว่าฟ่านหนิงอาจนัดพบกับเจิ้งเปาหย่งลับหลังเพราะเห็นทั้งสองเดินหลบไปทางลงที่ปลอดคนแต่ไม่นานนักกลับเห็นนางเร่งรีบเข้าไปช่วยแม่ชีถือของเดินหนีเข้าอารามเล็กหลังวัดแทนที่จะลอบพบบุรุษเช่นที่ตนสงสัย
พอคิดเช่นนั้นแววตาเขาก็พลันแฝงความสนใจลึกซึ้งอยากชมต่อความร้อนรนของสตรีตรงหน้าไม่ว่ามองมุมใดก็ยากจะตีความได้ตรงไปตรงมายิ่งเมื่อนางถึงกับยอมสวมชุดหม่นเช่นนี้เพื่อปิดบังตนเองย่อมไม่ใช่เื่ธรรมดาแน่
ฟ่านหนิงข่มความตื่นตระหนกในอกมือบางยกขึ้นปัดเสื้ออีกครั้งอย่างรังเกียจฝุ่นผง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ยอมแพ้ “เื่ของข้ามิใช่สิ่งที่ซื่อจื่อจะต้องมายุ่งเกี่ยว”
“แต่หากข้าอยากยุ่งเล่า?”จ้าวจวิ้นหยางยกคิ้วขึ้นอย่างท้าทายน้ำเสียงคล้ายล้อเลียนแต่กลับซ่อนความมุ่งหมายที่ไม่อาจหยั่งถึง
ฟ่านหนิงใจเต้นวูบความรู้สึกที่มีต่อบุรุษผู้นี้สับสนระคนกันไปหมดระหว่างความหวาดกลัวกับความขุ่นเคืองปะปนจนหายใจไม่ทั่วท้องนางกำหมัดแน่นพยายามสงบสติ “เื่ของข้าไม่มีอะไรน่าสนใจซื่อจื่อก็รีบไปรับระฆังเถิด ข้าไม่รบกวน”ฟ่านหนิงเอ่ยเสียงเรียบความหมายในทีคือการขับไล่ให้เขาไปให้พ้นเสีย
ทว่าจ้าวจวิ้นหยางกลับยกแขนกอดอกทำตัวสบายๆใบหน้าคมคายปรากฏแววไม่ยี่หระแม้แต่น้อย “ถึงอยากรบกวนแต่ถ้าข้าไม่ยอมเ้าก็คงจะกวนยากแต่หากข้าอยากอยู่เ้าจะห้ามได้อย่างไรเล่า”น้ำเสียงของเขาเหมือนเต็มไปด้วยเจตนาจะยั่วให้นางโมโห
ฟ่านหนิงกดลมหายใจไว้ลึกๆเพื่อต้านทานอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่าน นางเพียงถอนหายใจเบาๆ แต่ไม่ทันจะตอบโต้กลับก็มีคนงานจากเจดีย์ที่กำลังซ่อมแซมเดินออกมาเขาเห็นภาพตรงหน้าก็ชะงักไป คุณชายตระกูลใหญ่ผู้หนึ่งในชุดหรูหรายืนอยู่กับสตรีโฉมงามในอาภรณ์สีหม่นที่บ่งบอกถึงการมาถือศีลหากไม่แปลกใจก็เห็นจะเป็ไปไม่ได้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องเก็บเอาไว้ภายใน
“เจดีย์กำลังซ่อมแซม มิปลอดภัยนักขอให้พวกท่านออกไปด้านนอกเถิด”คนงานกล่าวอย่างสุภาพ
ฟ่านหนิงเม้มริมฝีปากไม่รู้จะทำอย่างไรดีหัวใจพลันร้อนรุ่มที่ถูกไล่ไม่ให้อยู่ซ่อนตรงนี้นางเอียงตัวชำเลืองมองออกไปนอกกำแพงอีกครั้งแต่เงาของเจิ้งเปาหย่งก็ยังคงไม่เคลื่อนย้ายจากลานไปเสียที ทั้งยังตามบ่าวคนงานของตัวเองมาเพิ่มอีกและกำลังสั่งให้คนของตัวเองออกตามหานาง
ความหนักใจถาโถมเข้ามาจนแทบไม่รู้ว่าควรเลือกทางใดในจังหวะนั้นเองจ้าวจวิ้นหยางก็เอ่ยขึ้น “จะมาไหม?” พลางผายมือเชื้อเชิญไปอีกทางสายตาของเขาดูจะคุ้นเคยกับการชี้นำผู้อื่นจนเป็เื่ธรรมดา
ฟ่านหนิงไม่อาจปฏิเสธนางไม่มีทางเลือกใด จึงได้แต่ก้าวตามไปอย่างเงียบเชียบนางไม่ได้รู้จักเส้นทางของวัดต้าฝูดีมากเท่าไร ถึงจะเคยจบชีวิตที่เขาลูกนี้ก็ตามโชคดีที่เส้นทางที่เขาเลือกไม่ค่อยมีคนสัญจรอีกทั้งชุดที่นางสวมกลมกลืนกับเหล่าสตรีผู้ถือศีล ไม่มีใครใส่ใจหญิงที่ก้มนางเดินห่างๆจากบุรุษ ทำให้เหมือนว่าไม่ได้มาด้วยกัน
ทั้งสองเดินจนมาถึงอาคารใหญ่แห่งหนึ่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ของอาหารลอยมาตามลม กระตุ้นให้รู้ได้ทันทีว่านี่คือโรงครัวของวัดจ้าวจวิ้นหยางหยุดยืน หันกลับมาสบตากับนาง ดวงตาคมเข้มจับจ้องไม่ยอมปล่อย “หรือที่เ้ายอมทำถึงขนาดนี้ เจิ้งเปาหย่งไม่เข้าตาเ้าหรือ?” เขาเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา
ฟ่านหนิงชะงักไป หัวใจเต้นแรงนี่เขารู้หรือว่านางถูกจับคู่กับเจิ้งเปาหย่ง
จ้าวจวิ้นหยางลูบคางพลางครุ่นคิดน้ำเสียงแฝงความขบขัน “ข้าเห็นตอนเดินผ่านหน้าวัด มีฮูหยินตระกูลใหญ่ยืนพูดคุยกันทั้งยังพาบุตรชายบุตรสาวมาเหมือนงานดูตัวเล็กๆ” เขาชะงักไปครู่คิดในใจว่าดีที่มารดาของข้าไม่รู้เื่นี้มิเช่นนั้นคงรีบรุดมาด้วยอีกคนเพราะอยากหาสะใภ้ “และเ้าก็คงถูกผู้ใหญ่ผลักดันมาสินะแต่เมื่อมองๆ ดูแล้ว บุตรชายเ้ากรมเจิ้งผู้นั้นก็รูปลักษณ์ฐานะไม่เลวยังไม่ถูกใจคุณหนูใหญ่อีกหรือ”
ฟ่านหนิงเม้มริมฝีปากแน่นคราวนี้นางเลือกที่จะสงบปากเงียบไม่เอ่ยโต้เถียงให้มากความสำหรับนางเมื่อหลุดรอดมาจากเจิ้งเปาหย่งแล้วก็ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องพึ่งพาบุรุษตรงหน้าอีกแค่ก้าวถอยหนีออกห่างทีละน้อย โดยไม่หันกลับไปมอง ไม่เอ่ยคำขอบคุณด้วยซ้ำ
ทว่าจ้าวจวิ้นหยางยังคงก้าวตามหลังด้วยระยะห่างเล็กน้อยแววตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความบันเทิงใจ เหมือนกำลังเฝ้าดูละครสนุกๆ เื่หนึ่ง
ขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าเบาๆดังใกล้เข้ามา สตรีผู้ถือศีลหลายคนเดินผ่านมาเมื่อเห็นฟ่านหนิงที่แต่งกายไม่ต่างจากพวกตนก็ไม่ลังเลที่จะเอื้อมมือดึงแขนนาง “เ้ามาทำอะไรตรงนี้เล่า ไปช่วยกันในโรงครัวดีกว่า”
“ใช่ๆ อย่าเอาแต่มายืนว่างเปล่า”
หากแต่หญิงสาวพยายามปฏิเสธ “ข้ามิได้..”แต่ไม่มีใครฟังเสียงนางเลย
จ้าวจวิ้นหยางที่ยืนมองอยู่อดหัวเราะไม่ได้เสียงหัวเราะต่ำพร่าเต็มไปด้วยความพึงใจ “ฮ่าๆ ดีจริงๆ คุณหนูฟ่านดูไปดูมาเ้านี่ช่างมีเื่สนุกให้ดูไม่ขาดสายเลยจริงๆ”
แล้วเขาก็ก้าวไปทางโรงครัวราวกับตั้งใจว่าจะไม่พลาดเหตุการณ์ใดที่เกี่ยวข้องกับนางเลยแม้แต่น้อย
โรงครัวในวัดกลิ่นหอมของงาคั่วผสมปนมากับควันไฟลอยฟุ้งอยู่ทั่วฟ่านหนิงที่สวมอาภรณ์ผู้ถือศีลยามนี้ถูกจับให้มาช่วยเหลือในครัวใหญ่สตรีในครัวต่างวุ่นวายกับการจัดเตรียมอาหารงานบุญที่กำลังใกล้ถึงเวลาแจกแจงงานกันวุ่นวายราวกับกองทัพเตรียมศึก
ฟ่านหนิงมิได้คิดอยากจะทำงานหนักในเมื่อต้องหาที่หลบอยู่แล้วเพียงตั้งใจว่าหากช่วยหยิบจับเล็กน้อยจนถึงเวลาแล้วค่อยปลีกตัวไปเสียตอนใกล้ถึงเวลากลับจวนแต่เมื่อถูกมอบหมายให้ช่วยคั่วงาในกระทะใหญ่ นางกลับไม่คุ้นมือแม้จะเคยเข้าครัวที่จวนแต่งานส่วนใหญ่ก็เป็สาวใช้โรงครัวที่ช่วยเตรียม จนการคั่วงาของนางจึงนานไปจนงาไหม้เกรียมกลิ่นขมลอยฟุ้งจนแม่ครัวผู้หนึ่งหน้าเคร่ง รีบเข้ามาแย่งกระบวยไปจากมือนาง
“เอ้! เอ่อ..เ้า..ผู้นี้!ทำเช่นไรถึงได้ไหม้ทั้งกระทะ!” อีกฝ่ายเสียงแข็ง ตาคมดุราวกับกำลังมองเด็กซุกซนที่ทำลายข้าวของ
ฟ่านหนิงแสร้งยิ้มแต่ในใจเริ่มร้อนรุ่ม นางมิใช่คนโง่เง่าแม้จะเคยจับงานครัวมาบ้างแต่ไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อนย่อมพลาดพลั้งบ้างไม่ใช่เื่แปลก “ก็เพียงงาไม่กี่เมล็ดจะต้องทำเสียงดังถึงเพียงนี้เชียวหรือ”นางพึมพำเบาๆ แต่ไม่วายถูกอีกฝ่ายจับไปให้ตำถั่วต่อ
ครานี้ก็เช่นกันนางเผลอออกแรงผิดวิธี ครกหินหนักอึ้งกระแทกเสียงดัง ถั่วกระเด็นกระดอนจนหกเลอะพื้นแม่ครัวอีกคนรีบโวยวาย “โอย! ดูสิของดีๆ สูญเปล่าไปเท่าใดแล้ว!”
เสียงตำหนิพาให้ผู้คนในครัวหันมามองฟ่านหนิงถูกสายตาจับจ้องเต็มไปด้วยความรำคาญ บางคนส่ายหัวบางคนถอนหายใจราวกับไม่อยากทนรับนางไว้อีกต่อไป
ฟ่านหนิงกัดฟันแน่น นางเพียรคิดว่าจะช่วยสักหน่อยกลับถูกมองว่าถ่วงงาน ความอดทนเริ่มถูกข่มเหงจนแทบปะทุ “ข้าอุตส่าห์ลงแรงช่วยหากไม่พอใจก็ไม่ต้องให้ข้าทำก็สิ้นเื่ ไยต้องว่ากล่าวนักหนา!” นางโพล่งเสียงแข็ง สีหน้าแดงก่ำ
อากาศในครัวตึงเครียดทันใดผู้คนเริ่มส่งเสียงฮือฮา บางคนกระซิบกระซาบ บางคนถึงกับเตรียมจะต่อว่าแรงกว่าเดิมหากแต่ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลาย เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเบาๆ ทว่าเด็ดขาด
“งานบุญทำไมถึงอารมณ์ร้อนกันนัก” จ้าวจวิ้นหยางที่มิรู้เข้ามาั้แ่เมื่อใดก้าวออกมาท่ามกลางสายตาทุกคู่ เขากวาดตามองไปรอบๆ ด้วยแววสุขุม “ในครัวใหญ่เช่นนี้ งานมากมายย่อมต้องอาศัยหลายมือช่วยหากขับไล่เพราะพลาดเล็กน้อย จะไม่เสียดายแรงกายแรงใจที่นางอุตส่าห์มาหรือ?”
วาจาของบุรุษหนุ่มผู้นี้ทำแม่ครัวาุโคนหนึ่งชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสริม “แต่หากให้ช่วยต่อ เกรงจะเสียหายยิ่งกว่าเดิม” อย่างไรด็น้ำเสียงที่อ่อนลงยิ่งด้วยชายรูปงามที่ไม่รู้มาจากที่ไหนใครเห็นก็ยากจะไม่อารมณ์ดี
จ้าวจวิ้นหยางยิ้มบางเอื้อมหยิบครกหินขึ้นมาแล้วตำถั่วให้ดู เพียงไม่กี่ครั้งก็ได้เนื้อถั่วละเอียดสม่ำเสมอจากนั้นเขาวางลงแล้วเอ่ยเสียงราบเรียบ
“เช่นนั้นงานที่เสี่ยงเสียหายก็อย่าให้ทำ เพียงให้ช่วยล้างผักล้างภาชนะ หรือหยิบจับเล็กน้อยก็เพียงพอ มิใช่หรือ ทุกคนจะได้สบายใจ”
คำพูดนั้นคล้ายผลักหินหนักที่ตกลงพื้นก่อนที่ความตึงเครียดทั้งมวลจะค่อยๆ จางหาย เหล่าแม่ครัวพยักหน้ารับแม้จะยังไม่เต็มใจนักแต่ก็ไม่กล้าต่อความยาวสาวความยืด
ฟ่านหนิงลอบมองเขาแววตาเต็มไปด้วยทั้งความขุ่นเคืองและสับสน แต่ไม่คิดว่าตนเองจะติดคำขอบคุณอีกฝ่ายแต่อย่างใดคนผู้นี้ที่ทำไปล้วนเห็นแก่เื่สนุก ไม่ได้คิดจะแก้สถานการณ์ให้นางเป็แน่เพราะงานของนางที่เขาว่า จนคนอื่นๆ โยนมาให้มันหนักขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
หลังบรรยากาศในครัวกลับคืนสู่ความคึกคักดังเดิมฟ่านหนิงถูกไล่ให้ไปช่วยล้างผักข้างบ่อเล็กๆ ด้านหลัง งานที่ทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกลดเกียรติทั้งเปียกทั้งเมื่อย! นางค่อยๆ คว่ำขันน้ำพลางเม้มปากแน่น
จ้าวจวิ้นหยางเดินอ้อมมาหยุดข้างๆเอ่ยเบาๆ ราวกับเกรงไม่ให้ใครได้ยิน “อะไรกันนะที่ทำให้คุณหนูใหญ่อยากมาล้างผัก”
ฟ่านหนิงหันขวับมองนางกัดริมฝีปากจะโต้เถียง แต่เสียงหัวเราะเบาๆ ของเขากลับดังก่อน “อะไร?หรือไม่อยากล้างแล้วผัก นั้นสิ! คุณหนูใหญ่จะอยากล้างผักได้อย่างไร” แล้วฝ่ามือใหญ่ก็คว้าเนื้อผ้าตรงชายแขนเสื้อนางขึ้นมา“เช่นนั้นจะล้างทำไม”จ้าวจวิ้นหยางพานางออกมาจากโรงครัวทั้งอย่างนั้นไม่เอ่ยบอกกับใคร ให้นางหายตัวไปเฉยๆ
หลังหลุดพ้นโรงครัวออกมาได้ฟ่านหนิงยังคงเงียบไม่รู้ว่าเขาจะลากนางออกมาทำไม แต่จะให้กลับเข้าโรงครัวก็ไม่ได้แล้วการหายมาเช่นนี้กลับไปจะได้ถูกบ่นอีกว่าไม่ทำหน้าที่ แต่ยิ่งมาอยู่ด้านนอกเช่นนี้นางต้องระมัดระวังตัวจนหัวใจของฟ่านหนิงไม่อาจสงบ
เมื่อเดินต่อมาอีกได้ไม่กี่ก้าวสายตานางก็เหลือบไปเห็นร่างคุ้นเคยเข้าจริงๆเจิ้งเปาหย่ง! ผู้ที่นางไม่อยากเจอมากที่สุดไม่รู้ว่าเขาได้กลิ่นตามมาหรือว่ามีสายตาคมกล้ากันแน่ทั้งวัดกว้างใหญ่ไพศาลยังอุตส่าห์เดินมาเจอตรงทางเดียวกันพอดี
ทันใดนั้นฟ่านหนิงรีบถลาตัวเบียดเข้าใกล้จ้าวจวิ้นหยางใกล้จะสิงแผ่นหลังเขาอยู่แล้วแต่ยังรักษาระยะห่างราวๆหนึ่งชุ่นเพราะกลัวว่าบุรุษที่เอาแน่เอานอนไม่ได้คนนี้จะผลักนางออกถ้าไม่ถูกตัวเขาระหว่างที่ร่างเล็กซ่อนกายอยู่ ชายหนุ่มก็รับรู้ถึงความร้อนจากลมหายใจของนางที่เป่ารดแผ่นหลัง
“เ้าหลบเจิ้งเปาหย่งจริงๆ สินะ” จ้าวจวิ้นหยางเอ่ยถามเสียงทุ้มสายตาวาววับราวกับเล่นสนุกเมื่อเหลือบไปเห็นคนผู้หนึ่งกำลังเดินมาทางนี้
“เปล่าเสียหน่อย!”ฟ่านหนิงรีบปฏิเสธทั้งที่เสียงสั่นนางก้มหน้าลงแนบใช้ร่างสูงของเขาเป็กำบังเพราะทางเดินไม่มีอะไรอื่นที่จะบังได้อีกแล้ว
“หึๆ เช่นนั้นข้าจะเดินไปเรียกเขา” ร่างสูงว่าแล้วเพียงยกเท้าขึ้นหนึ่งก้าวเท่านั้นมือเรียวของฟ่านหนิงก็รีบคว้าชายแขนเสื้อเขาแน่น
“อย่าๆ อย่าขยับ เดี๋ยวเขาเห็นข้า!” เสียงกระซิบเร่งร้อนทำเอาจ้าวจวิ้นหยางหัวเราะหึๆในลำคอพร้อมกับสะบัดแขนเสื้อตนเองให้ออกจากมือนางให้เร็วที่สุด ชะลอฝีเท้า ยอมยืนนิ่งๆ แต่ดวงตายังเต็มไปด้วยแววล้อเลียน
ก่อนที่จะยกมือข้างหนึ่งชี้ลงต่ำเป็การสื่อให้นางโน้มตัวต่ำลงกว่าเดิมก่อนใช้ร่างสูงของตนบังสายตาที่อาจจะแลเห็นจากเจิ้งเปาหย่ง แล้วเอียงตัวไปกระซิบกับนาง“ตามหลังข้ามา เดี๋ยวจะพาไปที่หนึ่ง”
ฟ่านหนิงมองตาโต นางไม่กล้าขัดเสียงดังแล้วนางก็ไม่รู้ทางหนีทีไล่ด้วย จ้าวจวิ้นหยางชี้ปลายนิ้วไปยังโรงเก็บของด้านข้าง “เดินไปทางนั้น”เขาเอ่ยสั้นๆแต่เสียงแน่นหนักจนฟ่านหนิงต้องรีบก้าวตาม
เมื่อมาถึงประตูไม้เก่าแก่ที่ถูกลงกลอนเหล็กแ่าฟ่านหนิงก็รีบก้มตัวหลบไปแนบชิดอยู่กับบานประตูเหมือนหนูที่หาที่ซ่อน ลมหายใจร้อนผ่าวกลายเป็ลมหอบเร่งเร้าเพราะกลัวถูกพบ
ทว่าไม่นานร่างสูงของจ้าวจวิ้นหยางก็ตามมาถึงแม้จะไม่ได้ยืนติดกันแต่กลิ่นหอมอ่อนๆ จากชุดยาวของเขาแทรกซึมเข้าจมูกฟ่านหนิงยิ่งตัวลีบพยายามแนบตัวกับบานประตูไม้ ทั้งที่เห็นชัดว่าเขาไม่อยากให้ใครมาถูกกายแค่ที่นางเผลอจับชายเสื้อเขาเมื่อครู่เขายังรีบสะบัดหนี แต่นี่มัน ‘ใกล้ไปหรือไม่!’
“อย่าบัง”เพราะนางขยับหนีร่างสูงจึงปิดกุญแจที่ลงกลอนเอาไว้เขาพึมพำเบาๆ บอกพร้อมยกมือขึ้นไปเริ่มสะเดาะกลอนด้วยท่าทีเชี่ยวชาญ เสียงเหล็กเสียดสีกันดังกริ๊กๆ ไม่นานนักกลอนที่แข็งแรงก็ถูกเปิดออกอย่างง่ายดาย
ฟ่านหนิงเบิกตากว้างอ้าปากค้างทั้งอึ้งในความสามารถที่ไม่คาดคิดว่าซื่อจื่อแห่งหลินฝูโหวจะมี แต่นางสนใจไม่ได้นานก็พยายามดึงเปิดบานประตูออกพร้อมกับร่างสูงที่ถอยไปรวดเร็วเข้าสู่ท่าทีแข็งกระด้างราวกับกลัวเสื้อผ้าเพียงชายแขนเสื้อของเขาจะัันาง
พอเปิดประตูได้สำเร็จนางไม่รอช้ารีบก้าวเข้าไปภายในทันทีร่างเล็กหอบหายใจเหมือนวิ่งหนีภัย ดวงตายังคงเหลียวหลังเหมือนกลัวถูกตามมา
จ้าวจวิ้นหยางยกยิ้มที่มุมปากอย่างขบขันเดินตามเข้ามาแล้วปิดประตูลงให้เสียงของบานไม้ปิดลงทำให้พื้นที่ในโรงเก็บเงียบสงัดทันที