เข้ายามห้าย (เวลา 21.00 - 22.59 น.) ไฟในห้องหนังสือยังคงสว่างอยู่ ซุนิฉวนอยู่ในห้องหนังสือจนดึก เพื่ออ่านรายงานที่รวบรวมส่งมาจากหวงเหวิน ในเื่ผลผลิตของเหมืองเกลือ ผลผลิตจากในไร่ รวมถึงเื่ค่าใช้จ่ายภายในเหมืองเกลือ
ด้านนอกเงียบจนได้ยินเสียงแมลงที่ร้องในตอนกลางคืน ซุนิฉวนไล่ให้อวี้เออ๋ร์ไปนอน ั้แ่อวี้เออ๋ร์หาวได้ครบสามครั้งพอดี คนในสมัยโบราณเข้านอนแต่หัวค่ำ การจุดตะเกียงในยามค่ำคืนนั้นต้องใช้น้ำมันหรือเทียนไขซึ่งไม่ใช่สิ่งของราคาถูก ชาวบ้านทั่วไปพอพระอาทิตย์ตกดินก็เข้านอนแล้ว พออาทิตย์ขึ้นถึงได้ตื่นเพื่อทำงาน
ซุนิฉวนเอนหลังพิงเก้าอี้ ในรายงานที่ส่งมาอาทิตย์ละครั้ง ไม่มีสิ่งใดที่ซุนิฉวนต้องเป็กังวลมากนัก การผลิตเกลือเพิ่มขึ้นมากในแต่ละวัน อีกราวสิบวันขบวนขนส่งเกลือสมควรออกเดินทางได้แล้ว เกลือที่ผลิตได้จะส่งไปที่เมืองฉางอานก่อน จากนั้นซุนเหว่ยจะส่งต่อไปขายทางชายแดนภาคเหนือที่ทำเงินให้กับสกุลซุนมากกว่า
พรรคทรายทะเลจะคุ้มกันขบวนขนส่งเกลือต่อไปจนถึงมณฑลไท่หยวน ผลกำไรจากการขายเกลือจะมอบให้กับพรรคทรายทะเลสามส่วน โดยที่สกุลซุนจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเกลือเถื่อนที่พรรคทรายทะเลจะลักลอบใส่เข้ามาในขบวนเกลือด้วย
พรุ่งนี้เช้าซุนิฉวนจะเข้าไปที่เมืองถานโจวอีกครั้ง เพื่อหาคนคุ้มกันมาเพิ่มเติมที่เหมือง รวมถึงต้องแจ้งให้ทางการส่งคนมานับเกลือกับประทับตราก่อนการขนส่ง เหมืองเกลือที่อยู่ภายใต้การควบคุมของทางการจะมีการประทับตราเพื่อบ่งบอกว่าเป็เกลือที่ถูกต้อง จากนั้นสกุลซุนจะประทับตราของตนเองควบคู่กันอีกครั้ง ตราประจำสกุลซุนคือรูปดวงอาทิตย์ตามความหมายคำว่าซุน (孙 - ซุนในแซ่ซุน หมายถึง ดวงอาทิตย์)
ซุนิฉวนวางรายงานไว้บนโต๊ะ หยิบตะเกียงลุกเดินออกจากห้องหนังสือ ด้านนอกไม่มีคนแล้ว เวรยามเฝ้าประตูอยู่ด้านนอก ซุนิฉวนปิดประตูห้องเดินไปตามทางผ่านด้านในสวนที่เงียบสงบ แสงจันทร์ส่องสว่าง ดวงดาวบนท้องฟ้าทอดเป็สายมองเห็นได้ชัดเจน ท้องฟ้านี้คืออันเดียวกับในอีกพันกว่าปีให้หลังหรือเปล่า ซุนิฉวนไม่แน่ใจ
ที่เรือนส่วนนอก ไฟในห้องดับลงแล้วแต่หลิวมู่เหยียนยังนอนไม่หลับ ในมือมีพัดเล่มหนึ่งคลี่ไปมา ตัวพัดทำจากไม้สีแดงปักลายผ้าเป็รูปสายน้ำที่ตรงกลางมีดวงอาทิตย์สีเหลืองหม่น ลายพัดดูเก่าแต่เก็บรักษาเป็อย่างดี
ห้าปีก่อนหลิวมู่เหยียนอายุสิบสามปีแล้ว ติดตามบิดาไปที่จวนสกุลซุนที่นครฉางอาน เ้าบ้านสกุลซุนมีบุตรชายสามคน บุตรคนโตของสกุลซุนตอนนั้นอายุเพียงสิบเอ็ดปี เพราะในจวนสกุลซุนไม่มีเด็กวัยเดียวกัน บ่าวรับใช้ที่ยังเด็กอยู่ก็ไม่กล้าชักชวนคุณชายน้อยออกไปเที่ยวเล่น
พอหลิวมู่เหยียนมาที่จวนสกุลซุน จึงกลายเป็เพื่อนเล่นของซุนิฉวนภายในเวลาแค่ไม่กี่วัน หลิวมู่เหยียนเป็ลูกหลานชาวยุทธจักร มีวิชาฝีมือติดตัวทั้งยังชมชอบซุกซน แม้จะอายุสิบสามแล้วก็ยังตั้งตัวเป็หัวหน้ากลุ่มเด็กน้อยเยาว์วัย ชักนำซุนิฉวนออกตกปลา ปีนต้นไม้ โอ้อวดพลังฝีมือให้คุณชายน้อยที่ไม่ทราบเื่ราวที่ภายนอก
ในทุกวันซุนิฉวนจะตื่นแต่เช้าอุ้มลูกแมวที่เลี้ยงเอาไว้ เข้าไปปลุกหลิวมู่เหยียนให้ตื่นมาเล่นด้วยกัน บางวันเมื่อเล่นจนเหนื่อยล้าก็นอนร่วมกันกับหลิวมู่เหยียนจนเช้า เพราะว่าตอนนั้นซุนิฉวนมักจะอุ้มลูกแมวสีขาวไปไหนมาไหนด้วยเสมอ หลิวมู่เหยียนเลยเรียกซุนิฉวนว่าซุนเหมียวเหมียว
หลิวมู่เหยียนอยู่ที่จวนสกุลซุนเป็เวลาเดือนกว่า เมื่อถึงวันที่ต้องเดินทางกลับ ซุนิฉวนกอดหลิวมู่เหยียนร้องไห้ไม่ยินยอมให้พี่ชายที่เพิ่งรู้จักจากไป หลิวมู่เหยียนลูบหัวซุนิฉวนให้สัญญาว่าจะกลับมาหา
“ซุนเหมียวเหมียว รอข้านะข้าจะกลับมารับเ้าไปเที่ยวด้วยกัน พัดเล่มนี้ข้าจะรักษาเอาไว้เป็อย่างดี พบเจอกันคราวหน้าข้าถึงจะคืนให้กับเ้า”
หลิวมู่เหยียนสัญญาจะกลับมารับซุนิฉวนไปเที่ยวที่เมืองกวางโจวด้วยกัน พัดเล่มนั้นหลิวมู่เหยียนรับเอาไว้แทนคำสัญญา นึกไม่ถึงผ่านไปห้าปีซุนิฉวนกระทั่งใบหน้าของหลิวมู่เหยียนยังจดจำไม่ได้ แต่หลิวมู่เหยียนก็ลืมไปว่าตนเองจากผู้อื่นไปตั้งห้าปีแล้วเช่นกัน
หน้าต่างห้องนอนของหลิวมู่เหยียนถูกเปิดออก คนผู้หนึ่งพุ่งตัวเข้ามาในความมืด หลิวมู่เหยียนดูเหมือนไม่แปลกใจ
“ข้านึกว่าเ้าจะนอนที่อื่นเสียอีก เป็ไร ใช่โดนไล่กลับมาใช่หรือไม่”
หลี่หย่วนเจ๋อมุดลงที่เตียงของตนเอง กล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
“เหอะ ประมุขน้อย ตัวท่านไม่สุขสมหวังใช่ว่าผู้อื่นจะเป็เหมือนท่าน ให้ข้าช่วยท่านคิดหาวิธีหรือไม่”
“เ้าหุบปากไปเลย” หลิวมู่เหยียนหันหลังให้กับหลี่หย่วนเจ๋อที่อยู่เตียงตรงข้ามพยายามข่มตาหลับ
เช้าวันรุ่งขึ้น ซุนิฉวนอ้าปากค้างเมื่อพบเห็นหวงเหวินที่โกนหนวดเคราจนแทบจะจำไม่ได้ หวงเหวินไว้หนวดเครายาวมาได้เกือบสองปีแล้ว เช้าวันนี้กลับโกนออกจนเกลี้ยงเกลา จากภาพบัณฑิตท่าทางสง่างามกลับกลายเป็เด็กหน้าขาว ดูหนุ่มกว่าอายุจริงไปสิบปี หวงเหวินอายุสามสิบกว่าปีแล้ว ยังมิได้แต่งงาน ซุนเหว่ยเคยพยายามจับคู่ให้หลายคราแต่ก็ถูกหวงเหวินปฏิเสธ
“ท่านอาหวง” ซุนิฉวนทำท่าประหลาดใจ ชี้มือไปที่หวงเหวินที่เดินออกมาท่าทางอารมณ์ดี
“อ่อ คือข้าไว้หนวดเครามานาน ที่ถานโจวอากาศร้อนเอาออกเสียจะได้สบายตัว” หวงเหวินยิ้มกริ่มลืมตัวทำท่าลูบเคราที่ไม่มีอยู่ หวงเหวินมีหน้าตาไม่เลวพอปราศจากหนวดเครายิ่งน่าดูยิ่งขึ้น แม้จะอายุสามสิบกว่าปีแล้วก็ตาม
ซุนิฉวนกำลังเตรียมตัวเพื่อจะเดินทางไปที่เมืองถานโจว เพราะซุนิฉวนขึ้นม้าได้แต่ถ้าให้ขี่ม้าเองยังทำไม่ได้ เลยจำเป็ต้องใช้รถม้าเพื่อเข้าเมือง โดยมีคนคุ้มกันติดตามไปอีกสองคน เพราะว่าวันก่อนเพิ่งจะเกิดเื่โจรป่า ถึงแม้จะเป็การเข้าใจผิด แต่นี่ทำให้ผู้คนในเหมืองยังคงรู้สึกไม่ปลอดภัย ซุนิฉวนจึงจะให้คนคุ้มกันส่วนใหญ่รั้งอยู่ที่เหมืองเกลือก่อน บวกกับคนของพรรคทรายทะเลอีกเกือบยี่สิบคน คงทำให้คนในเหมืองคลายใจไปได้บ้าง
ซุนิฉวนขึ้นรถม้าก่อน หวงเหวินติดตามเข้ามา ไม่นานซุนิฉวนก็เห็นคนของพรรคทรายทะเลสองติดตามขึ้นรถม้ามาด้วย
“นายน้อยซุน ข้ากับเสี่ยวเหยียนจะรับหน้าที่คุ้มกันในวันนี้เอง”
หลี่หย่วนเจ๋อหน้าตาสดใสเป็พิเศษนั่งลงติดกับหวงเหวิน หลิวมู่เหยียนเหลือบมองซุนิฉวนก่อนที่จะนั่งลงอีกด้านหนึ่งจ้องมองหน้าต่างดูทิวทัศน์ที่ภายนอก
รถม้าออกเดินทางจากเหมืองเกลือแต่เช้า ใช้เวลาเกือบสองชั่วยามก็มาถึงด้านหน้าประตูเมืองถานโจว ซุนิฉวนเปิดม่านหน้าต่างออกดู ด้านนอกยังมีผู้อพยพอยู่อาศัย ดูเหมือนจะเป็ผู้มาใหม่ จำนวนแม้ไม่ถึงสองร้อยแต่ไม่ต่ำกว่าร้อยคน สีหน้าแววตาผู้อพยพดูอิดโรย เด็กน้อยเยาว์วัยเสื้อผ้าเก่าขาดตัวผอมจนเห็นกระดูกโปนออกมา
ซุนิฉวนปิดหน้าต่างรถม้า รอให้ทหารที่เฝ้าประตูเมืองปล่อยให้รถม้าสกุลซุนผ่านเข้าเมืองไป เมืองถานโจวเป็เมืองเล็กมีทหารประจำเมืองอยู่เพียงห้าร้อยนาย มีเพียงนายอำเภอเป็ผู้ดูแล ขึ้นตรงกับเมืองกวางโจว ที่ว่าการอำเภออยู่ด้านเหนือของตัวเมือง พอผ่านเข้ากำแพงเมืองมาด้านใน ใช้ถนนสายหลักภายในเมือง ไม่นานรถม้าก็มาจอดที่ด้านหน้าที่ว่าการ ที่ว่าการมีขนาดไม่ใหญ่มากกำแพงสีเหลืองทอดไปสองด้านจากประตูไม้สีแดง ที่หน้าประตูมีพลตรวจการสองคนถือหอกยาวยืนเฝ้าประตูอยู่
รถม้าของสกุลซุนตกแต่งเรียบง่าย แต่ในเมืองน้อยชนบทนี้น้อยคนนักที่จะใช้ม้าลากจูงรถ ถ้าหากมิใช่คนของทางการแล้วก็มีแต่คหบดีร่ำรวยเท่านั้นที่มีม้าไว้ใน ม้าถือเป็สินค้าควบคุมสำหรับทางการ คนทั่วไปต่อให้มีเงินก็หาซื้อไม่ได้ สกุลซุนใช้เส้นสายผ่านทางพรรคทรายทะเลหาซื้อม้ามาหลายสิบตัว ที่เหมืองเกลือตอนนี้มีม้าอยู่สี่ตัวที่นำมาจากเมืองฉางอาน
หวงเหวินลงจากรถม้าไปก่อน เดินตรงไปที่ประตูว่าการมอบนามบัตรของสกุลซุนให้ พลตรวจการเข้าไปรายงาน ไม่นานนัก นายอำเภอในชุดเต็มยศก็กึ่งวิ่งกึ่งเดินตีสีหน้ายิ้มแย้มออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง ผู้ที่สามารถเหมืองเกลือได้ถึงสองแห่งมิใช่คนที่นายอำเภอเล็ก ๆ จะเสียมารยาทได้
“หัวหน้าหวง ปล่อยให้ท่านรอ เชิญ เชิญเข้าไปด้านในก่อน”
สวีปิงช่านเป็นายอำเภอของเมืองถานโจว อายุห้าสิบกว่าปีแล้วเป็ขุนนางขั้นหกเล็ก ๆ ชีวิตไม่มีเป้าหมายอันใดขอเพียงอยู่สุขสบาย อิงแอบผู้มีอำนาจหาเงินเข้ากระเป๋าเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านี้สวีปิงช่านก็พอใจแล้ว เมื่อเดือนก่อนเหมืองสกุลซุนรับผู้อพยพไปสองร้อยกว่าคน ทำให้สวีปิงช่านลดทอนภาระยุ่งยากไปได้มากโข
ผู้อพยพเหล่านี้หากมีอาหารให้กินก็สงบเสงี่ยมอยู่ แต่หากวันใดเมืองถานโจวขาดแคลนไม่มีข้าวจะบริจาค ผู้อพยพเหล่านี้ไม่แน่ว่าจะบุกปล้นชิงเข้ามา สวีปิงช่านเคยได้ยินเื่เหล่านี้เกิดขึ้นที่เมืองอื่น จึงไม่ห้ามหากมีคนที่อยู่ในเมืองจะตั้งโต๊ะบริจาคอาหาร แต่สวีปิงช่านไม่คิดจะรับผู้อพยพเหล่านี้เข้ามาในเมือง หากจำเป็ยังคิดจะส่งทหารออกไปขับไล่ให้ไปที่อื่น ตอนนี้ผู้อพยพมีไม่กี่ร้อยแต่วันข้างหน้าใครเล่าจะทราบว่าจะมีผู้คนมาเพิ่มเติมอีกมากแค่ไหน ทหารในเมืองนี้มีไม่ถึงหนึ่งพันคน หากเกิดจารจลขึ้นมาจริง สวีปิงช่านไม่มั่นใจว่าทหารของเมืองนี้จะรับมือได้
หวงเหวินหันมาแนะนำซุนิฉวนที่ลงจากรถม้าติดตามมา
“ใต้เท้าสวี นี่คือ นายน้อยซุน”
“อ่อ นายน้อยซุนนี่เอง สง่างามสมเป็ทายาทสกุลใหญ่”
“ใต้เท้าสวี” ซุนิฉวนประสานมือคำนับเดินตามสวีปิงช่านเข้าไปด้านใน หลิวมู่เหยียนกับหลี่หย่วนเจ๋อเดินติดตามเข้าไปด้วย
ห้องโถงของจวนว่าการไม่ใหญ่มาก ตกแต่งอย่างเป็ทางการ แม้ดูเก่าแต่ไม่โทรม ซุนิฉวนรอให้สวีปิงช่านนั่งลงก่อนจึงนั่งลง หวงเหวินนั่งถัดจากซุนิฉวน โดยหลี่หย่วนเจ๋อยืนอยู่ด้านหลังของหวงเหวิน ส่วนหลิวมู่เหยียนยืนอยู่ด้านหลังของซุนิฉวน
สักพักผู้รับใช้ภายในจวนก็ยกน้ำชากับของว่างจำพวกถั่วอบแห้งออกมาต้อนรับ หวงเหวินทักทายกล่าวคำยกยอสวีปิงช่านอยู่หลายคำ จนบรรยากาศดูชื่นมื่น จุดประสงค์ของซุนิฉวนที่มาในวันนี้นอกจากนัดหมายเื่การตรวจสอบเกลือก่อนการขนส่งแล้ว ยังมีเื่อื่นที่ซุนิฉวน้า
เหมืองเกลือในตอนนี้ยังขาดผู้รู้หนังสืออีกหลายคน รวมถึงหากในอนาคตซุนิฉวน้ารับผู้อพยพเพิ่มเติม การจัดตั้งกองกำลังเพื่อดูแลความปลอดภัยของเหมืองเกลือ ไร่นารกร้างที่อยู่นอกอาณาเขตของเหมืองเกลือ เื่เหล่านี้ซุนิฉวนในตอนนี้ยังไม่้าสะกิดความสงสัยของทางการ
ซุนิฉวนดูสีหน้าอ้วนกลมของสวีปิงช่านที่กำลังยกยิ้มอย่างยินดี
“ใต้เท้าสวี ถ้าเช่นนั้นอีกสิบวันให้หลังรบกวนใต้เท้าส่งคนไปที่เหมืองเกลือเพื่อประทับตรา เดือนต่อ ๆ ไป ทางเราจะส่งคนมาแจ้งที่จวนว่าการก่อนล่วงหน้า”
“นายน้อยซุนไม่ต้องเกรงใจไป คนของที่ว่าการจะไปตรงตามวันที่นัดหมายอย่างแน่นอน”
“ต้องรบกวนใต้เท้าแล้ว อ่อ ข้ายังมีเื่้าปรึกษาใต้เท้า”
“พวกเราถือเป็คนกันเอง นายน้อยซุนกล่าวได้อย่างเต็มที่”
“ตอนนี้ที่เหมืองเกลือยังขาดคนงานอยู่มาก ข้าเองเพิ่งมาถึงถานโจวได้ไม่นาน หวังว่าใต้เท้าจะช่วยชี้แนะ สกุลซุนจะไม่ลืมน้ำใจของใต้เท้าในครั้งนี้”
สวีปิงช่านรอคอยโอกาสที่จะสร้างบุญคุณให้กับสกุลซุน หากได้อาศัยใบบุญของสกุลซุน เห็นทีวันข้างหน้า สวีปิงช่านคงมีเงินทองใช้ไม่ขาดมือแน่แล้ว แต่งานในเหมืองเกลือนั้นหนักหนา คนทั่วไปที่ไม่ขัดสนจนไม่มีหนทางไป มักไม่ค่อยอยากทำงานในเหมืองเกลือ สวีปิงช่านเองก็ไม่อาจบังคับประชาชนให้ไปทำงานในเหมืองเกลือได้
“เออ เื่นี้ข้าจะลองหาทางดู ตอนนี้ในหมู่บ้านรอบเมืองถานโจวกำลังอยู่ใน่เพาะปลูก การจะหาคนงานใน่เวลานี้คงไม่ง่ายนัก คงต้องรอให้เก็บเกี่ยวแล้ว”
“ใต้เท้า ตอนเข้าเมืองมาข้าเห็นที่หน้ากำแพงเมืองมีผู้อพยพอยู่มาก ความจริงครึ่งเดือนก่อนเหมืองเกลือรับผู้อพยพไปจำนวนหนึ่งแล้วแต่คงยังไม่พอ ใต้เท้าก็ทราบว่างานในเหมืองเกลือมีมากมายนัก ถ้าใต้เท้าไม่ขัดข้อง ทางเหมืองเกลือจะคัดเลือกผู้อพยพจำนวนหนึ่งไปทำงานในเหมือง ไม่ทราบใต้เท้าเห็นเป็เช่นไร”
สวีปิงช่านยังหาวิธีจัดการที่เหมาะสมกับผู้อพยพที่เพิ่มจำนวนขึ้นในทุกวันไม่ได้ หากสกุลซุนจะรับผู้อพยพไปจริง เื่นี้ทั้งช่วยเมืองถานโจวให้ไม่ต้องคอยกังวลกับผู้อพยพ เหมืองเกลือก็ได้คนงานที่้า เรียกว่ายิงหินนัดเดียวได้นกถึงสองตัว มีหรือที่สวีปิงช่านจะปฏิเสธ
ตอนนี้แผ่นดินถังถึงแม้ในดินแดนต่าง ๆ เริ่มขัดแย้งชิงอำนาจกัน แต่ยังอยู่ในหมู่ผู้มีอำนาจที่อยู่ในเมืองใหญ่ สวีปิงช่านเป็ขุนนางในชนบทย่อมไม่ทราบถึงเื่เหล่านี้ การซ่องสุมผู้คนเป็จำนวนมากอย่างที่ซุนิฉวนกำลังทำอยู่แม้ตอนนี้ยังเป็เพียงจำนวนหลักร้อย แต่หากสวีปิงช่านฉลาดกว่านี้จะเห็นว่าเหมืองสกุลซุนออกจะมีคนมากเกินไปแล้ว
ที่ซุนิฉวน้าคือคนยิ่งมากยิ่งดี ที่ดินในแถบบริเวณเหมืองยังมีที่ยังรกร้างอยู่อีกมาก คนยิ่งมากยิ่งเพาะปลูกได้มาก ในอนาคตเหมืองเกลือจำต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง ซุนิฉวน้าสร้างความมั่นคงด้านอาหารก่อนเป็อันดับแรก
“นายน้อยซุนมีเมตตา้าช่วยเหลือผู้อพยพ ข้าย่อมยินดีกับผู้อพยพเหล่านี้ ท่านสามารถคัดเลือกไปได้ตามที่้า ข้าจะแจ้งไปยังทหารประจำเมืองให้ช่วยอำนวยความสะดวก”
“ต้องขอบคุณใต้เท้า ข้าจะส่งคนมาที่ถานโจวเพื่อพาคนกลับไป ยังมีอีกเื่ เหมืองเกลือในตอนนี้มีคนงานเพิ่มขึ้น แต่คนคุ้มกันของสกุลซุนถูกสังหารไปเมื่อครั้งเดินทางออกจากฉางอานตอนนี้เหลือคนไม่กี่คน ข้าทราบว่าทหารภายในเมืองถานโจวมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยของเมือง คงไม่สามารถส่งคนไปช่วยที่เหมืองได้ ถ้าหากข้าอยากจะสร้างกองกำลังเพื่อป้องกันภัยที่เหมืองเกลือไม่ทราบว่าใต้เท้าคิดเห็นเช่นไร”
กองกำลังส่วนตัวของสกุลใหญ่โตมีกันจนเป็เื่ปกติ หากไม่มากจนเกินไปทางการมักไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว การที่ซุนิฉวนหยิบยกเื่นี้มาหารือ สวีปิงช่าน กลับมองว่าสกุลซุนให้เกียรติตนเอง ความจริงซุนิฉวน้าป้องกันเอาไว้ก่อน หากวันหน้าเหมืองเกลือมีกองกำลังมากกว่านี้จะได้อาศัยสวีปิงช่านปัดเป่าปัญหายุ่งยาก
“ย่อมไม่เป็ปัญหา นายน้อยซุนดำเนินการได้ แน่นอนอยู่แล้วเหมืองเกลือจำต้องมีผู้คุ้มกัน” สวีปิงช่านตอบรับอย่างอารมณ์ดี
“ขอบคุณใต้เท้า”
ซุนิฉวนสนทนาอยู่ที่จวนว่าการสักพักหนึ่งก็กล่าวอำลา หวงเหวินมอบของขวัญขอบคุณให้กับสวีปิงช่าน นอกจากแจกันเครื่องกระเบื้องแล้วในนั้นยังมีเงินอยู่ร้อยตำลึง สวีปิงช่านยิ้มรับอย่างยินดี ถึงกับเดินออกมาส่งทั้งสี่คนที่หน้าประตูที่ว่าการด้วยตัวเอง
รถม้าของสกุลซุนเดินทางออกจากหน้าจวนว่าการมาถึงโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่ไม่ไกลมาก หวงเหวินเลือกโต๊ะที่ชั้นสอง ทั้งสี่คนสั่งอาหารไม่กี่อย่างกับน้ำชา
หวงเหวินรอจนทุกคนนั่งลงแล้วจึงกล่าว
“นายน้อย ข้ากับหัวหน้าหลี่จะไปที่ตลาดค้าทาสเพื่อเลือกดูผู้ที่เหมาะจะฝึกฝนเป็คนคุ้มกันของเหมือง ท่านกับเสี่ยวเหยียน” หวงเหวินเหลือบตามองหลิวมู่เหยียนที่จิบน้ำชานั่งอยู่ด้านข้างซุนิฉวน
ซุนิฉวนกล่าว “ท่านอาหวงไปเถอะ ข้าจะเดินเล่นอยู่แถวนี้พอใกล้ยามเว่ย (เวลา 13.00 - 14.59 น.) ก็กลับมาเจอกันที่โรงเตี๊ยมนี้ก็แล้วกัน”
หลี่หย่วนเจ๋อพยักหน้าให้กับหลิวมู่เหยียนลอบยิ้มให้อีกฝ่าย
“เสี่ยวเหยียนดูแลนายน้อยให้ดี”
“อือ”
ซุนิฉวนรู้สึกว่าเสี่ยวเหยียนคนนี้มักชอบลอบมองตนเองอยู่เสมอ ทำทีเหมือนมีบางสิ่งจะกล่าว แต่ก็เหมือนรอให้ซุนิฉวนเป็ฝ่ายเปิดปากก่อน ซุนิฉวนไม่รู้จักคนผู้นี้ อีกฝ่ายยังเป็คนของพรรคทรายทะเลอีกไม่กี่วันก็จะจากไปแล้ว ไม่จำเป็ต้องสนิทสนมมากความจึงไม่ได้นำมาใส่ใจ
ซุนิฉวนแยกกับหวงเหวิน เดินชมเมืองถานโจวไปตามทางในเมืองที่มีผู้คนจอแจ หลิวมู่เหยียนเดินติดตามอยู่ด้านหลังสายตาไม่คลาดไปจากซุนิฉวน เมืองถานโจวตัวเมืองรวมถึงหมู่บ้านใกล้เคียงมีประชากรราวสองหมื่นกว่าคน ตัวเมืองมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก หากเดินจากด้านหนึ่งไปจนสุดกำแพงอีกด้านหนึ่งใช้เวลาไม่ถึงสามสิบนาที แบ่งเมืองออกเป็ย่านต่าง ๆ จวนว่าการอยู่ทางตอนเหนือของเมือง ตลาดอยู่สองฝากติดมุมกำแพงด้านทิศใต้ ย่านอยู่อาศัยมักอยู่ตอนเหนือของเมือง ส่วนที่ติดกับประตูทิศใต้เป็ร้านค้า โรงเตี๊ยมหรือว่าสำนักแลกเงิน ประตูเข้าออกมีอยู่สามด้านแต่ประตูใหญ่สุดที่มักจะเปิดอยู่เสมอคือประตูเมืองทางด้านทิศใต้
สินค้าสองข้างทางที่ซุนิฉวนเดินผ่านมักเป็ของป่า หรือผักผลไม้ที่พบเจอในดินแดนทางใต้ ซุนิฉวนเดินไปสักพักก็ได้ยินเสียงร้องของลูกสัตว์ดังอยู่ด้านหน้า ไม่ทันไรหลิวมู่เหยียนก็หยุดเดินแวะดูลูกแมวป่าตัวสีเหลืองที่ถูกขังเอาไว้ในกรง หลิวมู่เหยียนนั่งยองใช้มือจิ้มลูกแมวที่ส่งเสียงขู่แยกเขี้ยวขาว
“น้องชาย หากเ้าสนใจ ลูกแมวป่านี้ขายให้เ้าห้าตำลึงเป็อย่างไร”
ลุงคนขายเห็นหลิวมู่เหยียนทำท่าสนใจจึงเสนอราคา ซึ่งถือว่าตั้งราคาไว้จนสูงลิบ ค่าแรงเสมียนในร้านค้าไม่เกินสองตำลึงต่อเดือนเท่านั้น คงเห็นหลิวมู่เหยียนเป็คนแปลกหน้า อีกทั้งซุนิฉวนที่อยู่ด้านข้างแต่งกายด้วยเสื้อผ้าดูมีราคาต่างจากคนทั่วไป
ซุนิฉวนเป็ทาสแมวอยู่แล้ว พบเห็นลูกแมวท่าทางน่าชังก็ลืมตัวนั่งลงข้างกายของหลิวมู่เหยียน ส่งเสียงล้อเล่นกับลูกแมวป่า หลิวมู่เหยียนหันไปมองคนที่นั่งด้านข้างหัวเข่าแทบจะชนกันก็ยกยิ้มอย่างลืมตัว
“เ้ายังชอบแมวไม่เปลี่ยน” หลิวมู่เหยียนกล่าวเสียงเบา
“หะ เ้าพูดกับข้า” ซุนิฉวนหันมอง ไม่แน่ใจสิ่งที่ได้ยิน
“ข้าพูดกับแมว” หลิวมู่เหยียนสะบัดหน้ากลับไป