ตอนที่ 17 ไม่มั่นใจ
“ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด”
“เ้าแน่ใจหรือ? อย่างนั้นแม่ขอถามเ้าว่า หากไม่มีลูกพี่ลูกน้องทั้งสองคน งานบ้านพวกนี้ใครควรเป็คนทำ? เด็กสาวในหมู่บ้านที่อายุเท่ากับเ้า พวกเขาก็ล้วนแล้วแต่ต้องช่วยทำงานบ้านไม่ใช่หรือ?”
“แต่... บ้านของพวกเรามีพวกนางสองคนนี้...”
“ใช่ มีพวกนางสองคน แม่เองก็เคยคิดเช่นนี้ เพราะตอนนั้นเ้ายังเด็ก มีลูกพี่ลูกน้องสองคนของเ้าก็เพียงพอแล้ว เ้าเป็ลูกแท้ ๆ ของแม่ แม่จะลำเอียง ไม่ปล่อยให้เ้าต้องทำงานก็ย่อมเป็เื่ปกติ แต่เสี่ยวหย่า เ้าโตแล้ว!”
ไป๋เพ่ยเพ่ยมองเซี่ยเสี่ยวหย่าด้วยสีหน้าจริงจัง
“เ้าไม่ใช่เด็กอายุสามขวบแล้ว เ้าตัวสูงถึงเพียงนี้ แล้วเหตุใดเ้าถึงไม่ทำอะไรเลยสักอย่าง?”
ไป๋เพ่ยเพ่ยยกข้อเท็จจริงขึ้นมา ว่ากันด้วยเหตุผล ถามว่าหากเป็บ้านคนอื่น เื่เ่าั้ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ คนเป็ลูกสาวก็ควรจะฟังผู้ที่เป็มารดา ทำตามที่มารดาบอกกล่าวมิใช่หรือ?
ไม่ใช่ว่านางให้เซี่ยเสี่ยวหย่าทำอะไรมากมายจนยุ่งเสียเมื่อไหร่ แต่เห็นได้ชัดว่าเซี่ยเสี่ยวหย่านั้นไม่ฟังคำชี้แนะและมักจะี้เีอยู่เสมอ ไป๋เพ่ยเพ่ยโกรจนเขม่นอีกฝ่ายครั้งแล้วครั้งเล่า
“ดังนั้น จึงไม่ใช่ว่าแม่ลำเอียงรักชอบลูกพี่ลูกน้องของเ้ามากกว่า แต่แม่คิดว่าเ้าโตแล้ว เ้าควรจะรู้ความได้แล้ว เ้าควรช่วยแบ่งปันภาระงานไปจากแม่บ้าง... แต่การแสดงออกของเ้าเมื่อวานนี้ทำให้แม่ผิดหวัง แม่มอบหมายงานให้เ้าอยู่หลายอย่าง ทว่าเ้ากลับทำไม่สำเร็จเลยแม้แต่ข้อเดียว”
ดวงตาของเซี่ยเสี่ยวหย่าแดงก่ำขึ้นโดยพลัน
"ข้า... แค่คิดว่าเื่พวกนี้ให้เซี่ยเหมียวเหมียวทำไปก็จบแล้ว นางเองก็ใช่ว่าจะยุ่งเสียจนจัดการไม่ได้”
“เรียกนางว่าพี่”
“เหตุใดจะต้องเรียกพี่ด้วย? ข้าก็ยอมให้นางเรียกท่านแม่ว่าแม่แล้วนี่...”
ความไม่พอใจที่ถูกลูกพี่ลูกน้องแย่งความสนใจของแม่ไปทำให้ไป๋เพ่ยเพ่ยรู้สึกขบขัน ชาติที่แล้วนางเป็ลูกคนเดียว จึงไม่เคยเข้าใจการ ‘แข่งขันเพื่อแย่งชิงความโปรดปราน’ เลย
หญิงสาวระบายยิ้มพลางลูบหัวเซี่ยเสี่ยวหย่า แล้วเอ่ยว่า
"การเรียกนางว่าพี่นั้นเป็มารยาท หากเ้าไม่ยอมเรียก คนนอกจะคิดแต่ว่าเ้าไม่มีมารยาท และคิดว่าแม่ไม่สั่งสอนเ้าให้ดี ไม่อาจสอนลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองให้ดีได้ด้วยซ้ำ แล้วคนนอกจะคิดยังไงกับแม่เล่า?”
ท้ายที่สุดแล้วก็เป็เพราะเ้าของร่างเดิมนั่นแหละที่ตามใจนางั้แ่เด็กจนโต เซี่ยเสี่ยวหย่ายังคงมีความรู้สึกต่อเ้าของร่างเดิม เมื่อนางได้ยินไป๋เพ่ยเพ่ยพูดเช่นนี้ เด็กสาวก็ตัวแข็งค้างไป ซ้ำยังไม่สามารถเรียกสติคืนมาได้อยู่ครู่หนึ่ง
“แม่เองมีชื่อเสียงที่ไม่ดีในหมู่บ้านใช่ไหมล่ะ? มีคนจำนวนไม่น้อยเลยใช่ไหมที่นินทาว่าร้ายแม่? เ้าลองว่ามาหน่อยซิ พวกเขาพูดว่าอะไรบ้าง?”
ไป๋เพ่ยเพ่ยรู้สึกว่านี่เป็โอกาสที่ดีในการหยั่งเชิง จึงเอ่ยถามออกไป
เซี่ยเสี่ยวหย่าอึกอักไม่กล้าพูด แต่ถูกไป๋เพ่ยเพ่ยเร้ามากขึ้นจึงเอ่ยออกมาเสียงแ่
“ก็ไม่ได้มีอะไรนัก บอกว่าท่านแม่นั้นเหี้ยมโหด เป็แม่เลี้ยง แม่สามีใจร้าย หญิงแพศยา... ที่พูดกันไปพูดกันมา ก็มีแต่คำพูดแย่ ๆ พวกนั้น ”
จากถ้อยคำของเซี่ยเสี่ยวหย่า ไป๋เพ่ยเพ่ยสามารถจินตนาการได้เลยว่าพวกคนขี้นินทาในหมู่บ้านรวมตัวกันเพื่อ ‘วิจารณ์ถากถาง’ ถึงเ้าของร่างเดิมอย่างไร
ดูเหมือนว่าชื่อเสียงของเ้าของร่างเดิมในหมู่บ้านจะไม่ค่อยดีนัก
โชคดีที่เมื่อวานนางเตรียมการเอาไว้ หากในอนาคตเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้อีก พวกเขาย่อมคิดว่านาง ‘ได้สติ’ แล้ว และไป๋เพ่ยเพ่ยเองก็ตั้งใจที่จะทำเื่นี้ให้เกิดขึ้นด้วย
“เฮ้อ...” ไป๋เพ่ยเพ่ยถอนหายใจต่อหน้าเซี่ยเสี่ยหย่า แล้วกล่าวว่า
"ดูเหมือนว่าแม่จะเดาไม่ผิด เห็นไหม ยามที่เ้าได้ยินพวกเขาพูดถึงแม่เช่นนี้เวลาอยู่ข้างนอก แล้วในใจของเ้ารู้สึกอย่างไร? ในเมื่อแม่เป็แบบนี้ เ้าคิดว่ายามที่พวกเขาพูดถึงเ้าที่เป็ลูกจะกล่าวถึงดี ๆ หรือไม่เล่า? โบราณว่าไว้ว่ามีแม่แบบไหนก็มีลูกสาวเช่นนั้น แม่เองก็มีแต่จะแก่ลง ชีวิตนี้จะเป็เช่นนี้ก็ไม่เป็ไร แต่เ้ายังเด็ก อายุยังน้อย ยังมีเวลาใช้ชีวิตอีกนาน แม่ย่อมไม่อาจทำให้ชีวิตนี้ของเ้าต้องเดือดร้อนหรอกใช่ไหมล่ะ...”
น้ำเสียงเช่นนี้เป็สิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหย่าไม่เคยได้ยินมาก่อน จึงทำให้นางใจสั่นขึ้นมาเล็กน้อย เด็กสาวรีบดึงแขนเสื้อของไป๋เพ่ยเพ่ยทันที
“ท่านแม่ อย่าพูดแบบนี้สิ พอท่านพูดแบบนี้แล้ว ทำเอาข้าตระหนก”
“เป็เื่ปกติที่จะตื่นตระหนก และการที่เ้าตระหนกก็แสดงว่าเ้ารู้ว่ามันไม่ถูกต้อง แม่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง แม่อยากเป็แม่ที่ดี อยากมีภาพลักษณ์ที่ดีให้กับเ้า สั่งสอนเ้าให้เป็ลูกสาวที่น่ารัก”
เอ่ยจบ ไป๋เพ่ยเพ่ยก็ขยับเข้าไปใกล้เซี่ยเสี่ยวหย่าอย่างลับ ๆ พลางกระซิบว่า
"แม่กลัวว่าลูกจะกลายเป็เหมือนอย่างเซี่ยต้ายา"
ลูกตาของเซี่ยเสี่ยวหย่าพลันเบิกกว้าง "ข้าจะเป็ได้อย่างไร...”
ไม่รอให้นางพูดจบ ไป๋เพ่ยเพ่ยก็รีบปิดปากไม่ให้ลูกสาวพูดออกมา
“แต่ชื่อเสียงของแม่ไม่ดี ก็จะทำให้ชื่อเสียงของลูกแม่ไม่ดีด้วย ลูกคิดว่าจะมีตระกูลดี ๆ ที่ไหนชอบแม่บ้างไหมล่ะ? เมื่อแม่เห็นสถานการณ์อันน่าสังเวชของเซี่ยต้ายา ก็พลันนึกขึ้นมาได้ว่าเ้าอายุมากขึ้นทุกวัน ก็คงถึงคราวที่ต้องแต่งงาน หากแม่้าให้เ้าแต่งงานกับตระกูลที่ดี ก็จะต้องเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งที่แม่ทำก็เพื่อเ้า”
เซี่ยเสี่ยวหย่าไม่พูดอะไรอีก แม้ว่าในใจขจะยังดื้อรั้นไม่เต็มใจอยู่บ้าง แต่นางก็เข้าใจขึ้นไม่มากก็น้อยว่าตัวเองเป็ลูกแท้ ๆ ของไป๋เพ่ยเพ่ย การที่ท่านแม่จะคิดพิจารณาเื่ต่าง ๆ เพื่อนางนั้นก็เป็เื่ปกติ
และเื่เ่าั้ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ คาดว่าแม่คงไปเห็นสภาพอันน่าเวทนาของเซี่ยต้ายาจนะเือารมณ์ ด้วยเหตุนี้...
“เมื่อวานแม่ร้อนอกร้อนใจจนเกินไป แม่ขอโทษเ้า แต่เ้าจะสัญญากับแม่สักเื่หนึ่งได้ไหม”
"อะไรหรือ?"
“เราจะคอยเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน ดูแลซึ่งกันและกัน ดีไหม?”
ไม่นานนัก เซี่ยเสี่ยวหย่าก็เอ่ยตอบว่า "....ดีเ้าค่ะ"
ไป๋เพ่ยเพ่ยอุทานว่า “เย้” ในใจ จัดการได้เรียบร้อยแล้ว ข้านี่ช่างฉลาดเสียจริง!
แน่นอนว่านางรู้ดีว่าเซี่ยเสี่ยวหย่าคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนั้น แต่ก็ไม่ได้รีบร้อน ก่อนอื่นเริ่มจากการให้เซี่ยเสี่ยวหย่า ‘รับปาก’ จากนั้นทุกอย่างคงจะดำเนินไปอย่างราบรื่น
สิ่งสำคัญที่สุดคือเมื่อก้าวไปถึงจุดที่ ‘ดีพร้อม’ แล้ว ย่อมต้องมีคำถามว่าทำไมนางถึงเปลี่ยนไป คำตอบก็คือเพื่อลูก ๆ เหตุผลนี้ทรงพลังมากจนสามารถโน้มน้าวใครต่อใครก็ได้
ในขณะที่ไป๋เพ่ยเพ่ยกำลัง ‘สั่งสอน’ เซี่ยเสี่ยวหย่าผู้เป็ลูกสาว กลับมีเหตุการณ์หนึ่งที่นางไม่รู้ นั่นคือเซี่ยเหล่าเอ้อร์ได้ถูกกลุ่มชาวบ้านที่ชอบยุ่งเื่ของคนอื่น หยุดไว้เพื่อลอบถามเขาอย่างเงียบ ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อวานนี้
ทั้งยังมีคนพูดด้วยว่า “ภรรยาของเ้าเป็อะไรไป ถึงได้สร้างเื่วุ่นวายใหญ่โตเพียงนั้น ได้ยินมาว่าถึงขั้นตัดขาดกับฝั่งนั้น จุ๊ ๆ .... ภรรยาของเ้าบ้าไปแล้วใช่หรือไม่?”
“ยอมรื้อวัด ยังดีกว่าทำลายงานแต่ง*[1] ข้าเดาว่าภรรยาของเ้าบ้าไปแล้วจริง ๆ เ้าต้องกลับไปคุยกับนางให้ดี แม้ว่านางจะเกลียดต้ายา แต่ทำเช่นนี้ไม่เท่ากับทำลายชีวิตของต้ายาหรอกหรือ"
...
วาจาก่อนหน้า เซี่ยเหล่าเอ้อร์ยังพอทนฟังได้ แต่กับถ้อยคำตอนท้าย เขาก็อดรนทนไม่ไหว
"อะไรคือการทำลายชีวิตของต้ายากัน? การไม่พานางกลับมา ปล่อยให้ถูกตระกูลเฉียวถูกทุบตีจนตายหรือ? ปล่อยให้คนอื่นทุบตีจนตายไปเสียนี่เป็เื่ที่ดีที่สุดอย่างนั้นหรือ? หากเป็เช่นนั้น มิสู่ข้าพานางกลับมาเสียยังดีกว่า แม้จะต้องปกป้องนางไปตลอดชีวิต แต่อย่างน้อยนางก็ยังมีชีวิตอยู่”
คนที่อยู่ในบริเวณนั้นพลันสำลัก
ซุนเหล่าลิ่วจึงโวยวายขึ้นว่า "นั่น... ถึงอย่างนั้นก็จะใจร้ายถึงเพียงนั้นไม่ได้ ถึงขั้นตัดขาดกันเลย... ได้ยินมาว่าต้ายามีลูกไม่ได้แล้ว สุขภาพร่างกายก็ถูกทำลาย นางจะยังแต่งงานได้อีกหรือ?”
“อย่างนั้นก็ไม่ต้องแต่ง” เซี่ยเหล่าเอ้อร์กล่าว “ไม่ใช่ว่านางไม่มีแรงทำงาน ทำงานเพื่อหาเลี้ยงตัวเองย่อมดีกว่าไปเป็วัวต่างม้าให้คนอื่นแล้วกินไม่อิ่ม ไม่มีเสื้อผ้าอุ่นสวมใส่นี่?”
“นั่น.... ไม่ใช่อย่างนั้น... เ้าดูสิในแปดหมู่บ้านสิบลี้นี่ มีผู้หญิงคนไหนบ้างที่หย่าร้าง กลับไปอยู่ครอบครัวเดิมแล้วมีชีวิตที่ดีบ้าง?”
“นั่นมันบ้านอื่น ไม่ใช่บ้านของพวกข้า หากครอบครัวของพี่ใหญ่ดูแลต้ายาไม่ได้ ข้าและเพ่ยเพ่ยก็จะเป็คนดูแลต้ายาเอง เมื่อเราตาย เราก็จะพาต้ายาไปด้วยกัน ไม่ปล่อยให้นางถูกคนอื่นรังแกเด็ดขาด”
ในเมื่อทุกถ้อยคำล้วนกล่าวมาเช่นนี้แล้ว คนอื่นจะว่าอย่างไรได้อีก?
ชาวบ้านทำได้เพียงแอบพึมพำอย่างเงียบ ๆ ด้วยคิดว่าครอบครัวเหล่าเซี่ยนั้นบ้าไปแล้ว ซ้ำยังเดาว่าเื่น่าขันเช่นนี้คงจะดำเนินต่อไปอีกสักพัก
ป้าหลิวซึ่งเดินผ่านมา เดิมทีกังวลว่าเซี่ยหล่าเอ้อร์จะทะเลาะกับไป๋เพ่ยเพ่ย แต่ไม่คาดคิดว่าเซี่ยเหล่าเอ้อร์จะพูดเช่นนั้นจริง ๆ
นางถอนหายใจด้วยความโล่งใจออกมาเบา ๆ คิดว่าถึงไป๋เพ่ยเพ่ยจะแย่อย่างไร แต่ตนก็ได้แต่งงานกับคนที่เหมาะสมแล้ว
ดูสิ เซี่ยเหล่าเอ้อร์คอยสนับสนุนไป๋เพ่ยเพ่ยแม้ยามอยู่ข้างนอกด้วย
เมื่อหันกลับไป นางยังกล่าวบอกหลิวเกินเซิง ผู้เป็สามีให้เรียนรู้จากเซี่ยเหล่าเอ้อร์เสียบ้าง
หลิวเกินเซิงผู้ที่แม้จะโดนตี แต่ก็ไม่เคยปริปากพูดจาเหลวไหลออกมาสักคำ “...”
ไม่ใช่ว่าเมื่อวาน เ้าเอาแต่พร่ำบ่นเื่ที่ไป๋เพ่ยเพ่ยทำกรรมชั่ว ครอบครัวของเหล่าเซี่ยเต็มไปด้วยปัญหาไม่ใช่หรอกหรือ เหตุใดเ้าถึงเปลี่ยนไปเร็วถึงเพียงนี้?
*[1] ยอมรื้อวัด ยังดีกว่าทำลายงานแต่ง เปรียบเปรยว่า ไม่ควรยุยงให้ครอบครัวของคนอื่นแตกแยก