นิยายปาฎิหาริย์แห่งรัก มนต์วิมายะ เขียนโดย.. คันศร
ตอนที่๒
เริ่มใกล้กัน
.......ชายหนุ่มเองก็รู้สึกแปลกๆ เช่นกัน ก็เขาไม่เคยให้ใครเห็นทั้งเรือนร่างและของลับมาก่อนนี่นา ผู้ชายคนที่พาเขามาอาบน้ำและกำลังนุ่งผ้าให้.. เป็คนแรกที่เห็นทุกส่วนสัดในร่างกายเขา
.......ชายหนุ่มจึงได้แต่ก้มหน้าเอียงอาย .. เพราะ .. ทำอะไรไม่ถูก ..!!
.......หินเองก็แปลบปลาบในใจจนไปต่อไม่เป็เช่นกัน
....... แม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่หินพบเห็นอะไรแบบนี้ ก็เขาเป็ผู้ชายนี่ แล้วการที่เขาจะแก้ผ้าอาบน้ำหรือเปลี่ยนเสื้อผ้ากับผู้ชายด้วยกัน มันเป็เื่ปกติ แต่ดันไม่ปกติกับ.. ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า ..ขณะนี้
.
.......การสอนชายหนุ่มใส่เสื้อและกางเกงเมื่อสักครู่ คงมีเสียงโครมครามพอที่จะทำให้ ‘ยายปั้น’ยายของหินแปลกใจ ยายปั้นจึงออกมาจากห้องนอนมาถามไถ่เื่ราวเอากะหิน
.......“พอดีเพื่อนหินมาจากในเมืองน่ะยาย” หินอธิบายง่ายสุด
.......ชายหนุ่มเองก็วางหน้าไม่ถูก ไม่รู้จะทำอย่างไร? ไม่รู้จะคุยอย่างไร?
....... ยายปั้นมองหน้า‘เพื่อนหินที่มาจากในเมือง’ แล้วก็ยิ้มให้
.......ชายหนุ่มกระอักกระอ่วน ยิ่งทำอะไรไม่ถูกไปกันใหญ่
....... หินแอบสะกิดพลางหันหลังให้ยายและหันหน้าไปใกล้ๆ ชายหนุ่ม แล้วพยายามยิ้มให้ และบอกให้เขายิ้มให้ยายปั้น
....... เหมือนชายหนุ่มจะเข้าใจ เขายิ้มตอบยายปั้นไปแกนๆ และเขาค้อมศีรษะลงต่ำให้ยายปั้นแทนการยกมือไหว้
.......“ชื่ออะไรล่ะ” ยายปั้นถามชายหนุ่ม
.......ชายหนุ่มหน้าตาเลิ่กลั่กอีกครั้ง พลางหันหน้าไปสบตาหิน
.......หินเองก็ไม่ได้คิดชื่ออะไรไว้ให้ชายหนุ่มเสียด้วยสิ คิดแต่ว่าจะเล่าให้ยายฟังยังไงดี? ที่เขาต้องพาชายหนุ่มมาที่บ้าน หินเลยพูดส่งๆ ไป .. “เอ่อ.. ชื่อฝนจ้ะยาย”
.......ชายหนุ่มยิ้มให้ยาย “ชื่อฝนจ้ะยาย” และพูดตามที่หินพูด
.......ยายปั้นพยักหน้ารับ
....... “หินพาเขามาอาบน้ำที่บ้านเรา” หินเลือกที่จะเล่าข้ามว่าชายหนุ่มเนื้อตัวเปียกฝน “แต่หินลืมเปิดน้ำอุ่นให้เค้าอาบน้ำเย็นในโอ่ง เลยจาม .. น่าจะไม่สบาย”
.......“เดี๋ยวยายไปต้ม ‘เข่าแพ้ะ’ ให้ดีกว่า กินแล้วจะได้สร่างไข้” ยายบอก
... (เข่าแพ้ะเป็อาหารพื้นบ้านของชาวพิมาย คล้ายข้าวต้มสมุนไพร คนพิมายดั้งเดิมจะต้ม ‘เข่าแพ้ะ’ รับประทานเพื่อให้สร่างไข้) ...

.
.......“ทำเผื่อหินกะนลด้วยนะยาย”
.......“เดี๋ยวนลจะมาเหรอ?” ยายปั้นถามทั้งที่ตัวยายเองก็เดินไปมุมบ้านที่จัดไว้เป็ห้องครัวและเริ่มเตรียมข้าวของ
....... “ครับยาย” หินตอบ
.......ชายหนุ่มที่ตอนนี้มีชื่อว่า ‘ฝน’เดินตามยายปั้นไป ก่อนที่หินจะคิดได้ว่าควรจะห้ามไว้ เขาก็ไปยืนข้างๆ ยายปั้น และก็บอกยายปั้นสั้นๆว่า “ช่วยนะ”
.......ยายปั้นยิ้มให้ฝน แล้วหันไปติดเตาแก๊ส
....... ไฟที่เตาแก๊สสว่างขึ้นพร้อมกับเสียงเบาๆ.. พรึ่บ..!!
....... แต่ฝนสะดุ้งจนสุดตัว!!!
....... เขามองเปลวไฟที่ติดพรึ่บขึ้นมาทันทีราวกับเสกได้ ยายปั้นคงมีเครื่องมือบางอย่างที่สร้างไฟได้ ..ฝนคิดในใจ .. แต่เขาก็พยายามเก็บอาการ
.......“วันนี้มีเอกสารของหินมาหรือเปล่าครับ” หินรีบถามคำถามยายปั้น เพื่อให้ยายมาสนใจที่ตน จะได้ไม่เห็นว่า..ฝนมีอาการอะไร
.......“ไม่เห็นมี” ยายปั้นตอบหลานชาย แล้วก็บอกให้ฝนยกหม้อดินเผาขึ้นตั้งบนเตา แล้วก็บอกให้ฝนใช้ขันเงินตักน้ำสะอาดจากโอ่งัใส่ลงไปในหม้อดินเผาพอสมควร
.......“ข้าวสารอยู่ในโอ่งแดงนั่น ฝนตักมาใส่หม้อต้มสักสองกระป๋องนะ” ยายปั้นบอกฝน
....... “จ้ะ” พอรับคำแล้ว.. ฝนก็ทำตามที่ยายปั้นบอกอย่างชำนิชำนาญ
.......แล้วยายปั้นก็ได้ฝนเป็ลูกมือช่วยเตรียมเครื่องปรุง เพื่อทำ ‘เข่าแพ้ะ’หรือข้าวต้มสมุนไพรสูตรเฉพาะของชาวพิมาย
.......ทั้งยายปั้นและหินต่างก็ต้องแปลกใจ กับวิธีหั่นฟักทองของฝน ฝนลงมือทำได้อย่างปราณีต รวดเร็วและได้ชิ้นฟักทองพอคำที่น่าดูอีกด้วย กระทั่งการหั่นยอดผัก การเด็ดใบโหระพา การแกะเม็ดข้าวโพดจากฝักล้วนน่ามองทั้งวิธีการทำ และผลที่ได้รับ
.
.......เมื่ออนลกลับมาอยู่เป็เพื่อนหิน หินก็มิได้บอกอนลเพื่อนรักว่า.. เมื่อครู่ตอนที่เขาแต่งตัวให้ฝน ..เกิดอะไรขึ้น? และเขาเริ่มรู้สึกอะไรแปลกๆ กับชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า แต่หินเลือกบอกอนลถึงวิธีการหั่นผักสด ผลไม้สดเพื่อเตรียมปรุงเข่าแพ้ะของฝนว่า.. น่าดูชมเพียงใด??
.......“ตกลงใช้ชื่อฝนใช่มั้ย?” นลถามซ้ำ
.......“ก็บอกยายไปแล้ว แล้วเ้าตัวก็ดูจะชอบชื่อนี้” หินบอก “ใช้ไปก่อนแหละ”
.
....... ยายปั้นถือชามใส่ข้าวต้มสมุนไพรหรือเข่าแพ้ะ และเดินมาหาหินกับนล ซึ่งทั้งสองนั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหาร
....... อนลรีบกุลีกุจอไปรับชามกับช้อนที่ยายปั้นถือมาให้ อนลเคยมาใช้ชีวิตอยู่กับหินและยายปั้นที่บ้านนี้ั้แ่เด็กแล้ว จนแทบจะเป็หลานอีกคนของยายปั้นไปแล้ว
.......ฝนถือหม้อดินเดินตามยายปั้นมา เมื่อถึงโต๊ะอาหาร นลกับหินก็วางชามทั้งสี่ใบเสร็จพอดี ฝนตักเข่าแพ้ะจากหม้อดินใส่ชามทั้งสี่ด้วยท่วงท่าที่ทั้งหินและนลต้องตะลึงในความปราณีตแช่มช้อยและลงตัว
.......“กินกินกันเยอะๆ นะ” ยายปั้นชวนให้หลานๆ กินเข่าแพ้ะ แต่เ้าตัวกินไปได้ไม่กี่คำก็ต้องพอ เพราะอีกครู่ ก็จะเข้านอนแล้ว หากกินเยอะไปคงไม่ดีต่อสุขภาพ
....... ตรงข้ามกับหินนล และฝน ที่เอร็ดอร่อยกับเข่าแพ้ะสูตรยายปั้นกันเหลือเกิน
.......“ยายไปเตรียมงีบก่อนดีกว่า หินก็เก็บล้างให้เรียบร้อยนะ”
....... “ครับ”
....... “นลอาสาเองครับยาย”
....... ยายปั้นยิ้มให้ทั้งนลและหินแล้วแกก็ลุกเดินกลับเข้าห้องนอนแก โดยมีฝนช่วยประคองไปส่งจนถึงหน้าประตูห้องนอนของยายปั้น
....... ฝนเดินกลับมานั่งกินเข้าแพ้ะต่ออย่างเรียบร้อย
.......ทั้งหินและนลนั่งดูท่าทีของฝนมาตลอด และเริ่มสบตากัน ประมาณว่า.. ใครจะเริ่มถามก่อน
....... “ฝน” นลเริ่มเปิด
.......ฝนเงยหน้ามอสบตานล เป็เชิงถาม
.......“นายมาจากไหน?” นลถามตรงๆ
....... ฝนนิ่งอึ้งไป..วางช้อนที่ถืออยู่ลงกับชามเข่าแพ้ะ
.......“ไม่เป็ไรฝน ฝนกินต่อก็ได้” หินให้กำลังใจ
.......“ต้องมาที่นี่” ฝนพูดอย่างยากเย็น
.......ทั้งหินและนลมองฝน และมองกันเองอย่างไม่เข้าใจ
....... “ต้องมาที่นี่” ฝนพูดซ้ำอีกครั้ง “มาหาบางอย่าง แล้วกลับไปช่วย”
....... คำพูดฝนยิ่งทำให้หินกับนลงงยิ่งขึ้น
....... “มาไหนแล้วไปไหน” หินถามกลับไปบ้าง
....... แต่ฝนก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร “เอ่อ.. ไม่รู้.. ไม่รู้.. จะบอกอย่างไร” ฝนพยายามเรียบเรียงคำพูด “ที่ที่เราอยู่ .. ไม่เหมือนที่นี่”
.......หินกับนลได้แต่พยักหน้ารับรู้ แต่ไม่กล้าจะถามอะไรฝนต่อ เพราะอาการครุ่นคิด เรียงคำ และเอ่ยพูดของฝน ดูเป็เื่ยุ่งยากเหลือเกิน
.
....... “วรุณ ..เอ็งต้องไปหาคนมาช่วยพ่อให้ได้ .. เอ็งต้องทำให้ได้” เสียงแหบพร่าเอื้อนเอ่ยอย่างยากลำบาก ผู้เฒ่าเ้าของเสียงนั่น ก็เหนื่อยหอบจนแทบจะยืนไม่อยู่ ผมสีดอกเลาทั้งศีรษะดูยุ่งเหยิงไร้ระเบียบ
....... “แต่ข้า..” วรุณพูดได้แค่นั้น
.......ผู้เป็พ่อก็ตวาดกลับ “เอ็งต้องทำให้ได้” ผู้เฒ่าหอบเหนื่อย .. แล้วจึงพูดต่อ “หาไม่..!! พวกเราทั้งเ้านาย ทั้งไพร่ทาส ได้สิ้นชีพกันหมดทั้งนคราแน่”
.......“ข้าจะทำให้ได้” วรุณรับปากพ่อ แม้ในใจเธอจะมีคำถามมากมาย แต่เพราะเธอคือธิดาแห่งราชครูพิรุณเทวะ เธอจึงต้องทำให้สำเร็จ “ว่าแต่.. คนที่มาช่วยพ่อได้ต้องเป็คนแบบไหนล่ะ”
....... ยังไม่ทันที่ราชครูผู้เป็พ่อจะตอบอันใด..
....... นักรบชุดดำสนิททาหน้าทาตัวดำทะมึนก็ตะลุยมาจนถึงตัวผู้เฒ่า
....... “ไป รีบไป” ผู้เฒ่าไล่วรุณธิดาสุดที่รักทันที พร้อมกับยกไม้เท้าฟาดไปที่ร่างนักรบชุดดำ
....... “จ้ะพ่อ” วรุณรับปาก พลางรีบวิ่งไป
....... “ธ. ที่ประตูชั้นกลางฑ. ฝนจะพร่างพรู ฒ. สูเ้าจะได้ผ่านกาล ธ. จากวารวันอยู่วันใหม่ ฑ.จะได้ผู้คนมาช่วยเหลือ ฒ. ...” ทั้งต่อสู้ ทั้งสั่งเสีย ทั้งร่ายพระเวทย์
....... วรุณเองก็วิ่งหนีตามคำสั่งพ่อ แต่ก็ยังต้องเงี่ยหูฟังคำที่พ่อเอ่ย.. คำพูดที่เป็คำบอก .. คำนำทาง .. คำสวด .. และ คำเวทย์ .... แต่วรุณได้ยินแค่นั้น เธอก็ท่องวนอยู่แค่นั้น
.......เธอวิ่งหนีมาจนถึงประตูเมืองชั้นกลางตามคำสั่งพ่อ และก็ยังท่องบ่นคำพูดของบิดา ทว่า.. เมื่อท่องบ่นวนจบครบสามรอบ
....... ทันใดนั้นเอง ..!!
....... ก็เกิดลมกรรโชกขึ้นอย่างไม่มีปีไม่มีขลุ่ย!!
.......ยามเย็นตรงหน้าวรุณ ดูจะมืดฟ้ามัวดิน ในพริบตา!!
....... ลมก็พัดโหมกระหน่ำราวกับพายุฝนก็ไม่ปาน..!!
.......พร้อมกับสายฟ้าฟาด..
....... เปรี้ยง !
.......แสงสว่างวูบขึ้นทั่วบริเวณประตูชัยนั่น ..!!
.......สายฝนโปรยปรายมาทั่วอาณาบริเวณ
....... เปรี้ยง ! !
.......พอแสงวาบขึ้นอีกครั้ง .. วรุณรู้สึกว่า .. น้ำฝนที่ไหลผ่านกายเธอ .. กำลังทำให้เรือนร่างเธอ.. เปลี่ยนไป
....... เปรี้ยง ! ! !
....... แสงวูบอีกที ..ร่างของวรุณก็กลายเป็ชายหนุ่ม!!
....... แล้วแสงนั่นก็สว่างว่าบขึ้นราวฟ้าผ่า!!
....... เปรี้ยง ! ! ! !
.
....... “ฝน..ฝน..” หินทั้งเรียก ทั้งเขย่าตัวฝน
....... จนฝนสะดุ้งตื่น..!!
....... ใบหน้าของฝนดูจะแตกตื่นไม่น้อยไปกว่าสีหน้าของหิน
....... “ฝันร้ายน่ะไม่มีอะไรหรอก” อนลพูดทั้งที่นั่งหลับตาเมื่อพูดจบ ก็ล้มตัวลงนอนต่อ
....... ฝนทั้งกลัวทั้งกังวล ทั้งเป็ห่วงพ่อ จน.. ทำอะไรไม่ถูก
....... “ไม่มีอะไรแล้ว.. ไม่มีอะไร .. แค่.. ” หินพยายามหาคำปลอบใจ “แค่ฝันร้ายน่ะ”
.......แม้น้ำเสียงหินจะช่วยปลอบประโลมฝนได้มาก แต่ก็ไม่มากพอที่จะทำให้จิตใจของฝนสงบลงได้ ฝนยังคงตัวสั่นด้วยความกลัว ความกังวลความเป็ห่วง .. และอีกสารพัดความรู้สึก
....... หินตัดสินใจโอบกอดฝนไว้ในอ้อมแขนของตน “ไม่ต้องคิดมากนะ มีอะไรก็ค่อยๆคิด ค่อยๆแก้ไขกันไปนะ เราช่วยฝนได้ทุกอย่าง”
....... ทั้งคำพูดทั้งัั ที่หินแสดงออก ช่วยให้ฝนรู้สึกดีขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
......หินเองก็รู้สึกดีกับ.. อ้อมกอด ..ที่ตนกอดฝนเช่นเดียวกัน
.
รุ่งเช้า
.......อนลรีบตื่นแต่เช้ามืด เขาขี่รถมอเตอร์ไซด์ของวินไปที่วัดก่อนที่หลวงปู่เ้าอาวาสจะออกมาจากกุฏิ อนลรอครู่เดียว หลวงปู่ก็เปิดประตูกุฏิเดินออกมา อนลรีบถือบาตรเดินตามหลังหลวงปู่ จนมาถึงลานวัด พระอีกสามสี่รูปทะยอยมาสบทบ แล้วหลวงปู่ก็เดินนำพระทั้งหมดออกบิณฑบาตร
.
.......ยายปั้นใส่บาตรทุกเช้า จะมีแค่บางเช้าเท่านั้น..ที่หินมาใส่บาตรพระกับยายด้วย
....... แต่เช้านี้พิเศษ เมื่ออนลลุกออกจากห้องไป ฝนก็ตื่นพอดี เขาลุกขึ้นเก็บที่นอน หินเลยจำต้องตื่นด้วย ไหนๆ ก็ตื่นแล้ว หินเลยจัดที่ทางเพื่อเตรียมวางของใสบาตร ส่วนฝนก็ช่วยยายปั้นเตรียมอาหารใส่บาตร ไม่นานทั้งหินและฝนก็ออกมารอพระบิณฑบาตรกับยายปั้น
.......หลวงปู่เ้าอาวาส เดินนำขบวนมาจนถึงหน้าบ้านหิน และรับบาตรยายปั้นคนแรก หินคนต่อมา ข้างๆ หลวงปู่แบบไม่ห่างไม่ใกล้เท่าใดนัก ..อนลเดินอยู่ในระยะพร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือหลวงปู่
.......และฝนใส่บาตรหลวงปู่เป็คนสุดท้าย
.......เมื่อถุงอาหารจากมือฝนหย่อนลงไปในบาตรหลวงปู่
....... ราวกับมีอะไรบางอย่าง.. ไปทำให้หลวงปู่รู้สึกแปลกๆ .. จนหลวงปู่ต้องเงยหน้ามองหน้าฝนคนใส่บาตรแล้วพูดลอยๆ “บุญกรรมทำร่วมกันมาก็ต้องมาพบเจอกัน ได้ทำบุญทำกรรมร่วมกันอีก” พูดจบหลวงปู่เ้าอาวาสก็เดินต่อไป
.......แต่คำพูดราวกับปริศนาธรรมของหลวงปู่ ทำให้ทั้งหิน ทั้งอนล และยายปั้นต้องคิด
....... แม้แต่ฝนเอง ..ก็แปลกใจกับคำพูดของหลวงปู่ .. และฝนเองก็เริ่มรู้แล้วว่า .. เธอจะหาคำตอบที่ค้างคาใจได้จากใคร..?
.
....... หินกับฝนช่วยเก็บโต๊ะเก้าอี้และข้าวของที่เหลือจากการใส่บาตรเข้าบ้าน ส่วนยายปั้นเดินกระโหยกกระเหยกล่วงหน้ามาที่ชั้นล่างของตัวบ้านก่อนสองคนนั่นหน่อยเดียว
.......ยายปั้นเริ่มจัดข้าวของและอุปกรณ์สำหรับขายผัดหมี่ของตน
....... “ช่วยนะ” ฝนยังคงพูดน้อยเช่นเดิม
.......“วันนี่ดูก่อน” ยายปั้นบอก “แล้ววันหลังจะให้ช่วย”
.......ฝนจึงนั่งดูยายปั้นจัดทั้งอุปกรณ์ เครื่องปรุง ทุกอย่างให้เข้าที่
.
....... “ยายจัดของเสร็จแล้วทำผัดหมี่ให้ฝนชิมหน่อยสิ” หินอ้อนยายปั้น
.......“ให้ฝนกินคนเดียวเรอะ” ยายปั้นรู้ทัน
.......หินกอดเอวยายปั้น “อย่าลืมหลานชายตัวเองสิยาย”
.......ฝนนั่งมองความน่ารักของยายหลานแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้
.......“แต่ก่อนที่จะได้กิน ไปซื้อของที่ขาดมาให้ยายก่อน” แล้วยายปั้นก็บอกหลานชายว่าต้องซื้ออะไรบ้าง.. ไม่ว่าจะเป็ .. เต้าเจี้ยว .. ผักสด .. น้ำมันหมู .. และอื่นๆ
.
.......หินขี่มอเตอร์ไซด์ไปตลาดสด โดยมีฝนนั่งซ้อนท้ายไปช่วยถือของ ความที่ทั้งสองตื่นเช้า และไม่ได้รีบร้อนอะไร หินจึงขี่มอเตอร์ไซด์อ้อมเมืองเพื่อพาฝนไปชมความความของปราสาทหินพิมาย ก่อนที่จะไปตลาดสด
....... “นี่ไง..ปราสาทหินพิมาย ปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย” หินแนะนำในแบบที่เขาคิดว่าน่าสนใจสุดสุด
....... ฝนมองปราสาทที่อยู่ตรงหน้าด้วยความแปลกใจ..!!
....... “หิน..” ฝนเรียกชื่อเขาด้วยเสียงที่สั่นพร่า จนหินแปลกใจ
....... “มีอะไรเหรอ??” หินรีบถาม
....... “ทำไม?? ..ทำไมเป็อย่างนี้..??” เสียงที่สั่นพร่าของฝน เจือด้วยเสียงสะอื้น
.......หินรีบจอดรถ “ฝน.. ฝนเป็ไร?”
....... “หรือเราทำไม่สำเร็จ?”
.......“อะไรไม่สำเร็จ?” หินเองก็ไม่เข้าใจที่ฝนพูด “อะไรไม่สำเร็จเหรอฝน??” เขาถามซ้ำ
....... “ทำไม..ศรีวิเรนทราศรม.. จึง.. กลายเป็.. แบบนี้” พูดจบ ฝนก็ฟุบหน้าร้องไห้
....... ศรี - วิ - เรน- ท – รา - ศรม .. หินทวนคำนี้ในใจช้าๆ เขาเคยได้ยินคำนี้จากไหนสักที่หนึ่ง
.......แล้วคำตอบก็ผุดขึ้นในมโนของเขาทันที
....... ‘ก็..ปราสาทหินพิมาย ..ไงล่ะ .. ศรีวิเรนทราศรม เป็ชื่อเดิมของ .. ปราสาทหินพิมาย’ คำตอบในใจหินยิ่งทำให้เขาประหลาดใจ แปลกใจ ยิ่งไปกว่าเดิมอีก ..
....... ทำไมฝน ..จึงเรียก .. ปราสาทหินพิมาย .. ว่า .. ศรีวิเรนทราศรม ??
....... หรือ ..
.......หินไม่กล้าคิดอะไรไปไกลกว่าที่กำลังคิดอยู่อีกแล้ว ..
๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙ จบตอนที่๒ ๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙