“อ่า! อาไจ้ไจ้ ทำไมถึงได้หน้าตาซีดเซียวจนน่ากลัวอย่างนี้ได้ล่ะ”
และทันทีที่ลู่ไจ้ไจ้ เดินออกมาจากบ้านของครอบครัวลู่แล้ว เธอก็ได้มาพบกับพวกป้าๆ ยายๆ ที่นั่งคุยกันอยู่หน้าลานว่างของบริเวณบ้านพักคนงาน ทำให้พอพวกเขาเห็นลู่ไจ้ไจ้ที่เดินออกมาในสภาพที่น่าเป็ห่วงอย่างนี้แล้วนั้น พวกเขาก็ได้เอ่ยทักลู่ไจ้ไจ้ขึ้นมาอย่างเป็ห่วงในทันที
เพราะจากความทรงจำที่ได้รับมานั้น ตัวลู่ไจ้ไจ้ก็มักจะเป็ที่รักและเป็ที่สงสารของคนที่อยู่บ้านพักของคนงานบริเวณเดียวกันแห่งนี้อีกด้วย
ทำให้ลู่ไจ้ไจ้ที่เห็นว่าพวกป้าๆ ยายๆ ที่อยู่แถวนี้นั้น พวกแกได้เอ่ยถามออกมากัน ด้วยความที่พวกท่านเป็ห่วงในตัวเธอจริงๆ ลู่ไจ้ไจ้ก็เลยบอกอาการของเธอให้กับพวกป้าๆ ยายๆ ที่ได้เป็ห่วงในตัวเธอให้พวกท่านรับรู้กันอีกด้วย
และพอเธอบอกว่าตัวเธอไม่สบายจะไปหาหมอแค่เท่านั้นแหละ พวกป้าๆ ยายๆ แถวนั้น ก็จะพาเธอไปส่งที่โรงพยาบาลด้วยเลยในทันที
แต่เป็ลู่ไจ้ไจ้ที่รีบปฏิเสธพวกท่านออกไป เพราะคิดว่า พวกป้าๆ ยายๆ เหล่านี้ ต่างก็มีงานที่จะต้องทำของครอบครัวตัวเองกันอยู่แล้วด้วย
เพราะฉะนั้นลู่ไจ้ไจ้จึงไม่อยากจะรบกวนพวกท่านให้ไปส่ง อีกอย่างตัวมีนาที่พึ่งมาอยู่ในร่างของลู่ไจ้ไจ้ เธอก็ไม่อยากจะติดต่อกับคนที่รู้จักกับร่างเดิมมากนักอีกด้วย
ด้วยเหตุผลนี้แล้ว ลู่ไจ้ไจ้จึงคิดว่า ตัวเธอสมควรจะไปหาหมอด้วยตัวของเธอเองคนเดียวดีกว่า
“เฮ้อ! น่าสงสารเสียจริง ไม่รู้เมื่อไหร่ อาไจ้ไจ้จะได้ออกไปจากครอบครัวเฮงซวยแบบนี้สักทีได้นะ”
“นั่นสิ เมื่อเช้าฉันก็ได้ยินนางลู่แม่เลี้ยงของอาไจ้ไจ้เรียกเธอซะลั่นไปทั่วลานบ้านเลยนะ”
“ใช่ๆ ฉันก็ได้ยิน ฉันก็คิดอยู่ว่า นางลู่กำลังใส่ร้ายอาไจ้ไจ้อยู่รึเปล่าเนี่ยสิ เพราะปกติแล้ว อาไจ้ไจ้ตื่นเช้าจะตาย แต่ที่ไหนได้ ที่อาไจ้ไจ้ตื่นสายนั้น ก็เป็เพราะว่าอาไจ้ไจ้ไม่สบายหนักมากนี่เอง”
“นั่นสิ! ขนาดคนบ้านลู่รู้ว่าอาไจ้ไจ้ไม่สบายหนักแบบนี้แล้วนะ ยังไม่มีใครพาเธอไปหาหมอเลยสักคน คนบ้านลู่นี่ ช่างเป็คนที่ใจร้ายใจดำกับอาไจ้ไจ้กันเสียจริงๆ เลย”
“อืม... ก็จริงอย่างที่แกพูดนั่นแหละ แต่พวกเราจะทำอะไรได้ล่ะ ขนาดพ่อแท้ๆ ของเธอยังไม่สนใจเธอเลยนะ”
“ใช่ๆ ลู่จือนี่ก็ช่างใจร้ายเกินไปเสียจริงๆ เพราะถ้านางลู่ที่เป็แม่เลี้ยงแล้ว ตัวหล่อนจะไม่ค่อยใส่ใจในตัวอาไจ้ไจ้ก็ไม่แปลกเท่าไรหรอกนะ แต่ลู่จือที่เป็พ่อของอาไจ้ไจ้เนี่ยสิ ทำไมเขาไม่สนใจลูกสาวของเขาบ้างเลยล่ะ”
“หึ! หล่อนพูดแบบนี้ออกมา นี่หล่อนคงลืมไปแล้วมั้งนะ ว่าแม่ของอาไจ้ไจ้นั้น เธอตายลงไปได้ยังไงน่ะ”
“อ่า! จริงด้วย ฉันลืมเื่นี้ไปได้ยังไงนะ”
ตอนนี้พวกป้าๆ ยายๆ ที่ได้นินทาครอบครัวลู่ด้วยความเป็ห่วงในตัวลู่ไจ้ไจ้กันอยู่นั้น
และพอพวกเขาคิดถึงเื่ที่แม่ของลู่ไจ้ไจ้ได้มาตายลงไปตอนที่คลอดลู่ไจ้ไจ้ออกมาแล้ว พวกป้าๆ ยายๆ ที่พักอยู่บ้านพักคนงานด้วยกัน ก็ไม่อยากจะยุ่งกับคนในครอบครัวลู่กันเสียเท่าไหร่แล้วด้วยสิ
ยิ่งกับพ่อลู่แล้วนั้น พวกเขาก็รู้ถึงความโหดร้ายและใจร้ายของเขาดีมาก ดังนั้นพอคิดถึงเื่นี้กันแล้ว พวกป้าๆ ยายๆ ทั้งหลายก็หยุดพุดคุยเกี่ยวกับครอบครัวลู่กัน และหันมาพูดคุยเื่อื่นกันแทน
ส่วนด้านลู่ไจ้ไจ้ทันทีที่เธอได้เดินผ่านพวก ป้าๆ ยายๆ เ่าั้ ออกมาอย่างช้า ๆ แล้วนั้น เธอก็ไม่รู้เลยว่า พอเธอเดินออกมาพ้นจากพวกป้าๆ ยายๆ ที่บ้านพักกันแล้วนั้น พวกคนที่รู้จักลู่ไจ้ไจ้เป็อย่างดี ก็อดที่จะบ่นให้กับครอบครัวลู่ไม่ได้
และไม่ใช่ว่าจะไม่เคยมีใครไปบอกให้นางลู่ทำดีกับลู่ไจ้ไจ้หน่อยกันหรอกนะ แต่นั่นมันเป็เพราะว่า มันเคยมีคนไปบอกแล้ว แต่คนที่ไปบอกนั้น ก็โดนนางลู่ด่ากลับมาอย่างเสียๆ หายๆ ยังไงล่ะ
อีกอย่างตัวลู่ไจ้ไจ้ก็เป็คนที่เงียบๆ ไม่โต้ตอบคำสั่งของแม่เลี้ยงของเธออีกด้วย เพราะด้วยเหตุนี้เอง ก็เลยไม่ค่อยอยากจะมีใครเข้าไปยุ่งเื่นี้กันเท่าไรกันนักหรอกนะ
แต่ทันใดนั้นเอง...
ลู่ไจ้ไจ้ที่เดินออกมาไกลจนใกล้จะถึงโรงพยาบาลแล้ว เธอก็ไม่คิดเลยว่า ตัวเธอจะได้มาเจอเนื้อคู่ของเธอในสถานการณ์แบบนี้ได้น่ะ
“เออ...สหาย! นี่คุณไหวไหม?”
หวังเฉิงที่เดินมาตามทางเดินของเขาตามถนนอยู่ดีๆ แต่จู่ๆ เขาก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นมากับเขาได้อย่างนี้เช่นกัน
เพราะว่าระหว่างที่เขาเดินเล่นตามถนนอยู่นั้น จู่ๆ มันก็มีเส้นด้ายสีแดงที่อยู่ดีๆ ที่ไม่รู้มันมาจากไหน อีกทั้งพอมันได้ปรากฏขึ้นมาอย่างหาที่มาที่ไปไม่ได้แล้วนั้น
ด้ายแดงเส้นดังกล่าว มันก็ยังได้มาผูกมัดติดเอาไว้ที่นิ้วก้อยของเขาเอาไว้อย่างแ่า แล้วไม่ว่าตัวเขาจะพยายามแกะมันออกแค่ไหนนั้น ด้ายแดงมันก็ไม่ยอมหลุดออกมาจากนิ้วก้อยของเขาอีกด้วย
และหลังจากที่เขาหายแปลกใจได้แล้ว เขาก็สังเกตเห็นได้ว่า ปลายทางของด้ายแดงเส้นนี้อยู่ที่ตรงไหน ทำให้เขาก็รีบเดินตามด้ายแดงเส้นนี้มายังอีกฝั่งในทันที
แล้วเขาก็โล่งใจขึ้นมาหน่อย ที่ดูเหมือนว่า ด้ายแดงเส้นนี้ มันจะมีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่สามารถมองเห็นได้ในตอนนี้ และในเมื่อเขามั่นใจว่าไม่มีใครมองเห็นด้ายแดงที่จู่ๆ ก็มาปรากฏขึ้นมาที่นิ้วก้อยของเขาแล้ว
หวังเฉิงก็รีบเดินตามด้ายแดงไปยังปลายทางของอีกฝั่งอย่างเร่งรีบในทันที