บทที่ 5 อ๋องรุ่ยฉุดคร่าหญิงสาว!
หลี่หวานสามารถไต่เต้าจากอนุขึ้นมาเป็ฮูหยินรองของตระกูลลู่ได้ แน่นอนว่านางต้องมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่บ้าง นางรีบตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว ใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มที่ควรมีเมื่อพบปะกับชนชั้นสูง ไม่ดูประจบประแจงและไม่ห่างเหินเกินไป
นางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หลบคมดาบที่น่ากลัวของชิวหลินรุ่ยอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับแฝงความคิดถึงอย่างจริงใจว่า “ท่านอ๋องรุ่ย สตรีผู้นี้เพิ่งมาถึงจวนตระกูลลู่ พวกเราบังเอิญพบกันข้างนอก ข้าเห็นว่านางมีรูปโฉมคล้ายบุตรสาวผู้น่าสงสาร นางเองก็กำพร้าพ่อแม่ต้องพเนจรมาถึงที่นี่ ข้าจึงรับนางกลับมาดูแลที่จวนเ้าค่ะ…”
ลู่จือฉิงไม่ได้แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมา แต่ในใจนั้นคิดว่าพวกผู้หญิงสมัยก่อน ไม่ว่าจะจับใครมาก็สามารถแสดงได้ระดับรางวัลออสการ์เลยทีเดียว ถึงนางจะดูภายนอกเหมือนเป็คนไร้เดียงสา แต่ภายในใจนั้นไม่มีทางจะเชื่อใครง่าย ๆ
รวมทั้งหนุ่มหล่อตรงหน้านี้ท่านอ๋องรุ่ย
หน้าตาดีแล้วอย่างไร? ก็แค่เปลือกนอกให้คนดูเท่านั้น อีกอย่างนางชอบผู้ชายที่คล่องแคล่ว ร่าเริง พูดเก่ง ส่วนพวกนิ่งเฉยเหมือนูเาน้ำแข็งนี่ ก็ได้แค่ดูเท่านั้นแหละ
ชิวหลินรุ่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย ไม่มีปฏิกิริยาอื่นใดต่อคำพูดของหลี่หวาน ทั้งไม่แสดงท่าทีเชื่อถือ หรือระแวงสงสัย แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าเขาเชื่อคำโกหกของหลี่หวานได้ ก็คงจะแปลกยิ่งกว่า
เขาเงยหน้าถามลู่จือฉิงโดยตรง เสียงนั้นแข็งกร้าวแต่ก็มีความหนักแน่นราวสายลมทะเลทรายว่า “เ้าชื่ออะไร มาที่เมืองหลวงด้วยเหตุใด?”
ลู่จือฉิงใชั่วขณะ ก่อนจะรู้ตัวว่ากำลังถูกถาม ส่วนเซี่ยมู่หลบอยู่ข้างหลังนาง เซี่ยมู่เป็คนช่างสังเกต เขาััได้ว่าชายผู้นี้รูปงาม แต่ก็แฝงความอันตรายอย่างมากเช่นกัน
เมื่อหลี่หวานได้ยินคำถามนี้ นางก็รู้สึกใและร้อนใจในทันที ถ้าบอกว่าชื่อลู่จือฉิง อ๋องรุ่ยต้องคิดมากแน่ ๆ และอาจจะคิดว่าตระกูลลู่มีแผนการบางอย่าง นางรีบส่งสัญญาณให้ลู่จือฉิงหลายครั้ง หวังว่าหญิงสาวจะเข้าใจ
ลู่จือฉิงเหยียดยิ้มเย้ยหยัน แสดงท่าทางดูถูกเหยียดหยามออกมาบ้าง นางยังไม่เข้าใจถึงอำนาจของอ๋องรุ่ย จึงไม่รู้สึกหวาดกลัว นอกจากนี้ ท่าทางที่เขาถามคำถามนั้น นางก็ไม่ชอบเช่นกัน!
ชิวหลินรุ่ยเห็นท่าทางของนางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อหันไปมองหลี่หวานก็หรี่ตาลง
ทั้งตู้เฟิงและลู่จือฉิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ต่างรู้สึกถึงความเย็นะเืเหมือนภาพลวงตาขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ขณะที่หลี่หวานกำลังกระวนกระวายใจ เซี่ยมู่ก็พูดขึ้นมาทันทีว่า “นี่คือท่านแม่ของข้าลู่จือฉิง พวกเรามาจากหมู่บ้านบนูเาในเมืองเยว่หลาน ท่านแม่มาส่งข้าเข้าเรียนที่เมืองหลวง พวกเราเพิ่งรู้จักกับท่านป้าท่านนี้วันนี้เอง…”
เสียงใส ๆ ของเด็กน้อยเจื้อยแจ้วไปทั่วห้องโถง หลี่หวานสีหน้าเปลี่ยนทันที นางรู้สึกอยากจะบีบคอเด็กตัวแสบนี้ให้ตาย เหตุใดถึงพูดชื่อออกไป แค่ประโยคเดียวก็ทำให้นางต้องเสียหน้ากับท่านอ๋องรุ่ยไปแล้ว แม้อ๋องรุ่ยจะไม่ค่อยได้รับความโปรดปรานนัก แต่ก็ยังเป็องค์ชาย สูงส่งกว่าขุนนางธรรมดาอย่างท่านเสนาบดีมาก!
ลู่จือฉิงก็พยักหน้ารับ แสดงให้เห็นว่าบุตรชายของตนพูดถูกต้องทุกประการ
ชิวหลินรุ่ยมองด้วยสายตาเคร่งขรึมค่อย ๆ หันหน้ามองหลี่หวานแล้วพูดทีละคำ ทีละพยางค์ราวกับกัดฟันกรอด “ลู่...จือ...ฉิง?”
หลี่หวานได้แต่ฝืนยิ้ม ทว่าแววตาของนางเต็มไปด้วยความเศร้าโศก เสียงของนางสั่นเครือด้วยความหวาดกลัวจนฟังดูผิดเพี้ยนไป “ใช่แล้ว บุตรสาวคนรองของข้ากับนางมีวาสนาเกี่ยวพันกันจริง ๆ ทั้งรูปร่างหน้าตาเหมือนกัน ชื่อก็เหมือนกัน บุตรสาวของข้าช่างน่าสงสารจริง ๆ…”
ชิวหลินรุ่ยเพิกเฉยต่อการแสดงของนาง เขาลุกขึ้นยืนและเดินมาหาลู่จือฉิง ลู่จือฉิงรู้สึกถูกเงามืดปกคลุมในทันใด จึงแสดงสีหน้าระแวดระวัง
ชิวหลินรุ่ยเผยรอยยิ้มบาง ๆ ที่ริมฝีปาก เป็รอยยิ้มที่เ็า เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “กลับจวน”
“ที่พวกเ้าทำเช่นนี้ ก็เพื่อ้ากลับเข้าจวนอ๋องของข้าไม่ใช่หรือ? ข้าก็จะช่วยสนองความ้าของพวกเ้าเอง” ชิวหลินรุ่ยมีท่าทางผ่อนคลาย แววตาอันเย่อหยิ่งของเขาแสดงออกถึงความดูแคลนราวกับรู้ทันทุกสิ่ง
“พูดจาเหลวไหลอะไร? ใครอยากเข้าจวนบ้า ๆ ของท่านกัน?” ลู่จือชิงเบิกตากว้างจ้องมองเขาด้วยความไม่พอใจ “ท่านกินยาผิดรึไงกัน?”
หลี่หวานรีบพูดอย่างร้อนรนว่า “การจัดการของท่านอ๋องย่อมเหมาะสมอยู่แล้ว…” แม้ว่านางจะทราบว่าชิวหลินรุ่ยอาจมองว่านางกับลู่จือชิงเป็พวกเดียวกัน แต่นางก็ไม่สามารถโต้แย้งได้ นางไม่โง่ รู้ว่ายิ่งแก้ตัวก็ยิ่งเหมือนยอมรับผิด
เื่ยุ่งยากมาถึงแล้ว ่เวลาสั้น ๆ เช่นนี้ก็แก้ไขอะไรไม่ได้ โชคดีแค่ไหนที่มันไม่แย่ไปกว่านี้ คงต้องรอให้นายท่านกลับมาตอนเย็น แล้วค่อยปรึกษากันอีกที...
หวังเพียงให้ลู่จือฉิงคนนี้ ไม่โง่เหมือนคนก่อนหน้านั้นก็พอ!
ชิวหลินรุ่ยมีนิสัยตรงไปตรงมา เมื่อสั่งการด้วยสายตาเพียงครั้งเดียว ทหารรักษาการณ์ตู้เฟิงก็เดินเข้ามาหาลู่จือฉิง ทำท่าเชิญอย่างสุภาพ ส่วนตัวเขาเองก็เดินออกไปโดยไม่พูดจาอะไร
ลู่จือฉิงตั้งใจไม่ขยับเขยื้อน แต่ไม่คิดว่าพวกนั้นจะลากจูงใช้กำลังบังคับ...
เซี่ยมู่ไม่พูดอะไรเลย ก่อนจะเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด เขาจะไม่ทำอะไรวู่วาม การที่เขาตอบคำถามเมื่อครู่ ก็เพราะเห็นว่าหลี่หวานไม่อยากให้คนผู้นี้รู้ชื่อของแม่เขา จึงแกล้งขู่ให้นางกลัว เขาคิดว่าถ้าท่านอ๋องรุ่ยไม่มา หญิงชราเ้าเล่ห์คนนั้นจะทำอะไรต่อไปก็ยากที่จะคาดเดา
ไม่ว่าจะเป็เซี่ยมู่หรือลู่จือฉิง ต่างก็กำลังปะติดปะต่อเื่ราวต่าง ๆ ที่ได้รู้มา พระชายารุ่ยในอดีตชื่อลู่จือฉิง แต่คนที่อยู่ตรงหน้าคือท่านอ๋องรุ่ยตัวจริง? แสดงว่าตอนนี้มีคนสงสัยในตัวตนของนางอย่างมาก!
ทั้งหมดเป็เพราะใบหน้านี้!
พอนึกถึงเื่นี้ลู่จือฉิงที่ร้องไห้คร่ำครวญตลอดทางก็ยิ่งส่งเสียงดังขึ้น
“ปล่อยข้า! ข้าเดินไปเองได้!”
“ช่วยด้วย!ท่านอ๋องรุ่ยกำลังฉุดคร่าหญิงสาว!”
เซี่ยมู่ทนไม่ไหวถึงขั้นต้องยกมือปิดหน้า ไม่อยากยอมรับว่ารู้จักกับผู้หญิงไร้ระเบียบวินัยผู้นี้...
วิธีนี้ได้ผลจริง ๆ ไม่นานลู่จือฉิงก็ถูกปล่อยตัว
นางสางผมที่ยุ่งเหยิงของตัวเองให้เข้าที่ แล้วเดินไปหาชิวหลินรุ่ยด้วยความโกรธ นางพูดเสียงเ็าว่า “ท่านเป็ถึงอ๋องแล้วอย่างไร? จวนอ๋องมีอะไรดีกัน ข้าไม่ไป! ข้าขอร้อง ท่านอย่ายุ่งกับข้า!”