หลังจากต้องเสียเปรียบเพราะความใจดีโดยที่ไม่ได้รับการตอบแทนใดๆแล้ว หลินเฉิงเหยาก็แทบไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับคนสกุลหลักเลย ขณะที่กำลังจะเดินจากไปก็ได้ยินหลินเสวี่ยจู๋เอ่ย“ช่วยพวกเจ้าน่ะได้ แต่ค่ารักษาจะจ่ายอย่างไรเล่า?”
หลินเสวี่ยหลานราวกับไม่เคยได้ยินคำพูดไร้สาระเช่นนี้มาก่อนนางถลึงตาพลางเอ่ย “เหตุใดถึงต้องเก็บค่ารักษาด้วย?”
หลินเสวี่ยจู๋ยิ้มหยัน “เหตุใดถึงไม่เก็บเล่า? ครอบครัวพวกเราติดหนี้พวกเจ้าหรือ?”
หลินเสวี่ยหลานไร้คำพูดจะเอ่ย
เวลานี้หลินเสวี่ยอีเดินมายืนข้างหลินเสวี่ยหลานอย่างเงียบงันแล้วกล่าวเสียงเบา “พี่หญิง ขอบคุณนะเจ้าคะที่ช่วยชีวิตข้าไว้เมื่อวานหากไม่ใช่เพราะท่านบังคับให้ข้าดื่มน้ำ ข้าคงไม่ฟื้นตัวเร็วถึงเพียงนี้ยังมีท่านอาสามและท่านอาสะใภ้สามด้วย พวกท่านเป็นคนดีท่านช่วยขอบคุณพวกเขาแทนข้าทีนะเจ้าคะ”
หลินเสวี่ยจู๋ไม่รังเกียจสาวน้อยผู้นี้นางเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ “พูดได้ดีๆ”
หลินเสวี่ยอีเอ่ยอย่างว่าง่าย“พี่หญิง พวกเราไม่มีเงิน แต่ถ้าหากท่านอาสามยอมรักษาให้ท่านย่า ข้าก็เต็มใจจ่ายค่ารักษาด้วยการช่วยพวกท่านทำงานเจ้าค่ะ”
เด็กน้อยที่รู้ความเช่นนี้ทำให้หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกเหนือความคาดหมายอย่างยิ่งผู้ใดบอกว่าต้นไผ่ที่ชั่วร้ายจะไม่ออกหน่อไม้ดีๆ นี่ก็ออกแล้วไม่ใช่หรือ?
หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยด้วยรอยยิ้ม“ครอบครัวเจ้ามีคนมากมายถึงเพียงนี้ พวกเขาจะปล่อยให้เด็กน้อยอย่างเจ้าใช้แรงงานได้อย่างไร? เอาอย่างนี้แล้วกัน นอกจากเจ้าแล้วให้คนในครอบครัวเจ้าสักคนมาทำงานให้พวกเราหนึ่งวันก็พอ”
“จริงหรือ?” หลินเสวี่ยหลานดวงตาเป็นประกาย เมื่อเห็นหลินเสวี่ยจู๋พยักหน้านางก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ “เช่นนั้นก็ให้หลินเซิ่งจิ่งพี่ใหญ่ของข้ามาทำงานให้พวกเจ้าก็แล้วกัน”
เมื่อได้ยินชื่อนี้กู้เจินเหนียงก็ตัวสั่นสะท้าน
หลินเสวี่ยจู๋กลับลอบสังเกตหลินเสวี่ยหลานด้วยความสนใจดูไม่ออกเลยว่าคนผู้นี้มีสมองอยู่ด้วย
นางย่อมรู้ดีว่าหลินเซิ่งจิ่งคิดที่จะทำมิดีมิร้ายกู้เจินเหนียงจึงส่งเขาไปทำงานเพราะตั้งใจที่จะสร้างความวุ่นวายเพียงแต่นางอายุน้อยเกินไปที่จะเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะในเมื่อนางเป็นฝ่ายขอความช่วยเหลือย่อมไม่มีคุณสมบัติที่จะตั้งเงื่อนไข!
หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยอย่างเย็นชา“เช่นนั้นก็เชิญรักษากันเองแล้วกัน ขออภัยที่พวกเราไม่อาจช่วยเหลือได้” พูดจบก็ลากหลินเฉิงเหยาเดินจากไป
เสียงตำหนิของหลินเสวี่ยหลานดังแว่วมาจากด้านหลัง“หลินเสวี่ยจู๋ เจ้าปฏิบัติกับท่านย่าเช่นนี้จะถูกสวรรค์ประณามเอานะ”
หลินเสวี่ยจู๋ไม่แม้แต่จะหันกลับไปนางเพียงโบกมือไปข้างหลัง แล้วเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ “หากเง็กเซียนฮ่องเต้มีอยู่จริง คงส่งฟ้าผ่ามาทำให้ครอบครัวพวกเจ้าตายไปนานแล้ว”
“เจ้า!”หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยคำพูดที่ฟังดูดาษดื่นนี้อีกครา
เวลานี้กัวซื่อที่เดินออกไปไกลจู่ๆ ก็ชี้หน้าด่าเว่ยหงเอ๋อร์
“นางคณิกาชั้นต่ำ ข้าสงสัยอยู่แล้วเชียวว่าเจ้าไปขลุกกับคนชั้นต่ำพวกนั้นเพื่อทำอันใดกันแน่?ที่แท้ก็ทำรองเท้าฟางให้ตนเองสวมใส่ เจ้าไม่เห็นหรือว่ารองเท้าของท่านแม่ขาดแล้ว? ยังไม่ถอดรองเท้าของเจ้าไปให้ท่านแม่อีก!”
ตั้งแต่กู้เจินเหนียงจากไปกัวซื่อก็ไม่มีคนรังแก ดังนั้นนางจึงตัดสินใจเล่นงานเว่ยหงเอ๋อร์แทน
น่าเสียดายที่เว่ยหงเอ๋อร์ไม่ใช่กู้เจินเหนียงแม้ว่าบุตรชายของนางจะเป็นลูกอนุ สถานะเทียบไม่ได้กับหลินเสวี่ยหลานกับหลินเสวี่ยอีแต่กลับเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของหลินเฉิงคุน
สำหรับหลินเฉิงคุนผู้นี้ เว่ยหงเอ๋อร์เข้าใจนิสัยเขายิ่งกว่าผู้ใดเขาลุ่มหลงในความงาม เห็นแก่ตัวอย่างถึงที่สุด และไม่สนใจสิ่งใด ขอเพียงไม่กระทบการหยอกเย้าสตรีของเขาผู้อื่นจะทำอะไรเขาก็คร้านที่จะสนใจ ต่อให้เรือนหลังจะมีคนตายเขาก็สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขต่อไปได้โดยไม่กะพริบตา
บุรุษเช่นนี้เทียบไม่ได้แม้แต่เดรัจฉานแต่ก็มีข้อดีเช่นกัน นั่นคือ ไม่ว่านางจะทำอย่างไรกับกัวซื่อ เขาก็จะแสร้งทำเป็นไม่เห็น
เว่ยหงเอ๋อร์จ้องมองกัวซื่อด้วยความเหยียดหยาม“เท้าของฮูหยินผู้เฒ่าใหญ่กว่าเท้าข้า ต่อให้ข้ามอบรองเท้าฟางให้นาง นางก็สวมไม่ได้หากเจ้าห่วงใยฮูหยินผู้เฒ่าจริงๆ ก็สานรองเท้าฟางให้นางสักคู่สิ”
“นางคณิกาชั้นต่ำ ข้าว่าเจ้าชักจะเหิมเกริมแล้ว”กัวซื่อยกมือขึ้น เตรียมที่จะทุบตีคน ทว่ากลับถูกผู้คุมสะบัดแส้ใส่ทำให้นางเงียบเสียงด้วยความตกใจทันที
หลินเสวี่ยจู๋เห็นเช่นนี้ก็หวนนึกถึงคำบรรยายในนิยายจึงอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ คำบรรยายนั้นระบุไว้ว่า ‘ด้วยนิสัยขี้ขลาดและชอบสร้างปัญหาของกัวซื่อถึงจะเป็นมารดาของนางเอก กลับมีชีวิตอยู่เพียงเพื่อก่อเรื่อง และเน้นย้ำถึงสติปัญญาอันชาญฉลาดของนางเอก’
ทว่านางเอกกลับไม่ได้มีสติปัญญาโดดเด่นอะไรเมื่อเนื้อเรื่องที่ดูราวกับแมรี่ซู[1]ออกนอกเส้นทาง สองแม่ลูกคู่นี้ก็กลายเป็นบุคคลที่น่ารำคาญเอาล่ะ ไม่ถูกครอบครัวนี้ทำให้แปดเปื้อนจะดีกว่า
หลินเสวี่ยจู๋เดินไปยืนข้างกู้เจินเหนียงที่กำลังยืนก้มหน้าเงียบๆเอาวางมือบนไหล่ของนาง แล้วเอ่ยเสียงเบา “ท่านกลัวอันใด? พวกเรามีคนมากมายยังจะต่อกรกับสองบุรุษนั่นไม่ได้อีกหรือ?”
กู้เจินเหนียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกลียดชัง“ข้าไม่ได้กลัว ข้าเพียงรู้สึกขยะแขยงเท่านั้น สายตาที่ผู้อื่นมองข้าราวกับมองสิ่งสกปรกเลยเจ้าค่ะ”
หลินเสวี่ยจู๋เข้าใจความรู้สึกของนางนางถูกบังคับให้แต่งงานกับชายแก่ผู้หนึ่ง นางจึงทำได้เพียงยอมรับชะตากรรม
ตอนอยู่ในจวนสกุลหลินนางยอมถูกผู้อื่นรังแกไปโดยไม่ขัดขืนแม้แต่น้อย แต่การถูกสองพ่อลูกทำให้อับอายนั้นกลับส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของนางอันที่จริงนางยังคงเป็นแม่นางที่จิตใจบริสุทธิ์ผู้หนึ่ง
หลินเสวี่ยจู๋บีบไหล่ของกู้เจินเหนียง“เช่นนั้นท่านคิดว่าเว่ยหงเอ๋อร์สกปรกหรือไม่?”
กู้เจินเหนียงนิ่งค้างไปชั่วขณะก่อนจะพยักหน้าด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย
นางซาบซึ้งในบุญคุณของเว่ยหงเอ๋อร์ยิ่งนักแต่นางเคยได้ยินคนพูดว่าเว่ยหงเอ๋อร์เกิดที่หอนางโลม เคยพลอดรักกับบุรุษมากมายก่อนที่จะได้รู้จักกับหลินเฉิงคุนสตรีเช่นนี้ย่อมสกปรกเป็นที่สุด
หลินเสวี่ยจู๋ยิ้มอย่างไม่ยี่หระ“ข้ากลับรู้สึกว่าเว่ยหงเอ๋อร์ไม่สกปรก ที่สกปรกคือบุรุษพวกนั้น ทั้งที่ตนเองมีภรรยาอยู่แล้วแท้ๆยังออกไปลักกินขโมยกินข้างนอกอีก”
กู้เจินเหนียงไม่เคยได้ยินคำพูดเช่นนี้มาก่อนนางเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ จ้องมองหลินเสวี่ยจู๋อย่างไม่ลดละ
หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยต่อ “หากสตรีผู้หนึ่งไม่สิ้นไร้หนทางผู้ใดจะเต็มใจทำเรื่องเหล่านั้น? แม้ว่าเรื่องที่นางทำจะไม่ได้ใสสะอาด แต่นางก็เป็นเพียงคนที่น่าสงสารป้าสะใภ้ใหญ่ของข้าเอะอะก็ด่าทอนาง ท่านเห็นนางสนใจหรือไม่? เหตุใดนางถึงเดินอย่างอกผายไหล่ผึ่งได้ แต่ท่านทำไม่ได้? ท่านเคยคิดหรือไม่ว่าเพราะเหตุใด?”
กู้เจินเหนียงส่ายหน้า
หลินเสวี่ยจู๋โน้มไปที่ข้างหูของนางก่อนจะเอ่ยช้าๆ “เพราะเป้าหมายของนางชัดเจนยิ่ง นางต้องการมีชีวิตรอดสิ่งใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายของนางย่อมไม่สำคัญสำหรับนาง แล้วท่านเล่า? เป้าหมายของท่านคืออันใด?”
“เป้าหมายหรือ?” กู้เจินเหนียงสับสนยิ่งนัก
ขณะที่นางไม่รู้จะตอบเช่นไรหลินเสวี่ยจู๋ก็ทำสีหน้าทะเล้นใส่นาง “ออกเดินทางท่องเที่ยวกับข้าสิ แน่นอนว่าท่านย่อมอิ่มหนำสำราญทั้งยังได้ขับขานบทเพลงตลอดการเดินทางไปยังชายแดนเหนือด้วย”
กู้เจินเหนียงตกตะลึง เช่นนี้ก็ได้อย่างนั้นหรือ?
ใบหน้างดงามและขาวผ่องของหลินเสวี่ยจู๋ประดับด้วยรอยยิ้มสดใส“ไม่ต้องสงสัย ครอบครัวของพวกเรามีความสามารถมากพอที่จะทำเช่นนี้ได้”
กู้เจินเหนียงไม่เคยเห็นคนที่ร่าเริงเช่นนี้มาก่อนแม้จะรู้สึกว่าความคิดของหลินเสวี่ยจู๋เรียบง่ายเกินไป แต่นางกลับเชื่อมั่นในตัวอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว
“ท่านสานรองเท้าเสียสิอย่าให้มือว่าง เร่งมือหน่อย”หลินเสวี่ยจู๋ยัดฟางกองใหญ่เข้าไปในอ้อมแขนของกู้เจินเหนียง ก่อนจะกระโดดโลดเต้นจากไป
ที่ท้ายขบวนหลินเสวี่ยหลานพยายามขายความน่าสงสารจนกระทั่งสามารถโน้มน้าวผู้คุมให้มอบยารักษาบาดแผลให้พวกนางหนึ่งตลับ
ขณะที่หลินเสวี่ยหลานดึงหนามออกจากส้นเท้าของฮูหยินผู้เฒ่าอย่างงุ่มง่ามก็ได้ยินฮูหยินผู้เฒ่ากรีดร้องเสียงแหลม
“ร้องอันใดนักหนา? รีบลุกขึ้นเดินต่อ” ผู้คุมโยนตลับยาให้แล้วสะบัดแส้อย่างอารมณ์เสีย
หลินเสวี่ยหลานทำได้เพียงรีบใส่ยาให้ฮูหยินผู้เฒ่าจากนั้นใช้กำลังทั้งหมดดึงฮูหยินผู้เฒ่าขึ้นมาจากพื้นด้วยกันกับหลินเสวี่ยอี
.............................
[1] แมรี่ซู หมายถึง ตัวละครที่เป็นลูกรักผู้เขียนมีความสมบูรณ์แบบและเก่งกาจในทุกด้าน