“ว๊าย!” รุ้งมณีสะดุ้ง!ถอยหนี แต่มือใหญ่จับคางไว้แน่นทำให้เธอถอยหนีไม่ได้ อีกมือก็เสยผมเธอให้พ้นใบหน้าครั้นเห็นใบหน้าใต้ผมยุ่ง เขาก็ตะลึง! “เอ็ง!”
รุ้งมณีฉวยโอกาสตอนที่เขามัวตะลึงอยู่ เธอรีบปัดมือออก “ปล่อยนะ!”
“เอ็งนั่นเอง!” จ้าวราชคฤห์พูดอย่างดีใจ นางคนที่ล่องเรือหนีไปได้ในตอนนั้นนั่นเองมิคิดเลยว่าจะได้พบนางอีก!
รุ้งมณีถอยหนีพลางเสยผมไม่ให้ปรกหน้า
“โอย...” เสียงคราง ทำให้ทุกคนชะงัก! รุ้งมณีรีบเลี่ยงไปดูคนเจ็บ
“เป็อย่างไรบ้างจ๊ะ?” เธอถามพลางใช้หลังมือวัดอุณหภูมิตามตัวคนเจ็บ
“ราชคีร์” จ้าวราชคฤห์รีบเสด็จไปที่ตั่ง
“น้ำ...” จ้าวราชคีร์คราง รุ้งมณีนั่งลงประคองคนเจ็บขึ้นมาแล้วก็หันไปหยิบขันทองป้อนน้ำให้เขา“ค่อยๆ นะจ๊ะ”
จ้าวราชคีร์ลืมตามอง ดื่มน้ำอย่างกระหาย เมื่อดื่มพอแล้วเขาก็ดันขันออก รุ้งมณีเอี้ยวตัวเอาขันไปวางที่เดิมแล้วเธอก็ประคองคนเจ็บนอนลง จ้าวราชคีร์ยคว้าข้อมือพูดว่า “วิสาขาเ้ากลับมาแล้ว”
รุ้งมณีไม่รู้ว่าเขาพูดอะไร แต่ท่าทางเขาดูดีใจมาก เธอคิดว่าเขาคงเพ้อเพราะพิษไข้
“ข้าหิว” จ้าวราชคีร์พูด ท้องก็ร้องดังโคร้ก!
จ้าวราชคฤห์ได้ยินเสียงท้องร้องก็หันไปสั่งกับนางทาสว่า “เอ็งจงไปยกข้าวปลาอาหารมาเร็ว”
“เ้าค่ะ” นางทาสรับคำสั่งแล้วก็รีบลุกไป ส่วนนางทาสคนอื่นๆ ต่างก็จ้องมองเชลยสาวอย่างตะลึงในความงามแม้ว่าแสงตะเกียงจะมิสว่างไสวมากนัก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เห็นหน้าค่าตา แล้วพวกนางก็หันไปกระซิบคุยกัน
“ราชคีร์ เ้าเป็เช่นไรบ้าง?” จ้าวราชคฤห์ขยับเข้าไปนั่งบนตั่ง จ้าวราชคีร์หันไปมองพูดว่า“ข้าปวดแผลเหลือเกินท่านพี่”
จ้าวราชคฤห์จับมือน้องชายปลอบว่า “อดทนไว้นะราชคีร์ เดี๋ยวก็หาย”
รุ้งมณีมองดูทั้งสองคนแล้วก็คิดว่า ผู้ชายคนนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายสักเท่าไหร่ทุกสิ่งที่เขาทำลงไปคงเป็เพราะเขาเป็ห่วงน้องมาก ส่วนน้องของเขาก็อาการสาหัสมากหากช้าอีกนิดคงสาหัสจนเกินจะรักษาแน่ ถึงแม้ตอนนี้จะขูดหนองออกหมดแล้วแต่อาการก็ยังน่าเป็ห่วงอยู่ดี
จ้าวราชคีร์ยิ้ม “ท่านพี่ดูซิ วิสาขากลับมาแล้ว นางกลับมาหาพวกเราแล้ว”
เขาจับมือพี่ชายให้ไปจับมือ ‘วิสาขา’
จ้าวราชคฤห์เข้าใจดีว่าน้องชายเพ้อเพราะพิษไข้จึงได้เห็นนางเชลยเป็วิสาขา น้องสาวต่างมารดาซึ่งเป็น้องร่วมมารดาเดียวกันกับราชคีร์ซึ่งตายไปในหน้าฝนปีที่แล้ว
“คุณ เขาพูดว่าอะไรคะ?” รุ้งมณีถามชายคนนั้นอย่างอยากรู้ เธอเผลอพูดอย่างเคยชินจ้าวราชคฤห์ฟังอย่างประหลาดใจ “เอ็งพูดว่าอะไรรึ?”
“เขาพูดอะไร? คุณแปลให้ฉันฟังหน่อยซิ” รุ้งมณีถามพลางดึงมือออกจากมือของทั้งสองคนจ้าวราชคฤห์ขมวดคิ้วคิดในใจว่า นังคนนี้พูดจามิเหมือนชาวลวปุระฟังเหมือนจะเป็ภาษาลวปุระแต่ก็มิใช่
นางทาสยกอาหารเข้ามา “สำรับกับข้าวเ้าค่ะ”
จ้าวราชคฤห์หันไปพูดว่า “เอามานี่”
นางทาสก็รีบยกเข้าไปตามรับสั่ง รุ้งมณีช่วยประคองคนเจ็บลุกขึ้นนั่ง จ้าวราชคฤห์ปัดเื่คำพูดคำจาของนางเชลยออกไปก่อนเขาหันไปตักอาหารป้อนให้น้องชาย “กินข้าวกินปลาเสียหน่อยนะราชคีร์”
จ้าวราชคีร์อ้าปากกิน พอเคี้ยวไปได้หน่อยเขาก็หันไปคายทิ้งใส่กระโถน จ้าวราชคฤห์ใ! “ราชคีร์!”
รุ้งมณีช่วยเอาผ้าเช็ดปากให้ เธอชะเง้อมองอาหารที่ยกมาแล้วก็ส่ายหน้าเพราะส่วนใหญ่เป็อาหารที่ไม่เหมาะสำหรับคนป่วยเลยสักอย่างมีทั้งของทอดของปิ้งย่าง แกงรสจัดจ้าน ข้าวก็เป็ข้าวเหนียว แผ่นแป้งปิ้งแห้งๆ แข็งๆคนเจ็บไม่มีแรงจะเคี้ยวอาหารจะกินเข้าไปได้ยังไง
“มีข้าวต้มหรือน้ำข้าวไหม?” เธอถาม จ้าวราชคฤห์จ้องนางอย่างงงๆ แล้วก็ส่ายหน้ารุ้งมณีถอนหายใจพลางนึกในใจว่า ก็ดูแลคนเจ็บคนป่วยกันแบบนี้น่ะซิคนในอดีตถึงได้ตายง่ายดายเหลือเกิน
“ครัวอยู่ทางไหน?” เธอถาม จ้าวราชคฤห์จ้องอย่างมิเข้าใจ รุ้งมณีก็ทำมืออธิบายว่า“ฉันจะไปทำข้าวต้มมาให้เขากิน ฉันจะไปทำข้าวต้มได้ตรงไหน?”
จ้าวราชคฤห์เข้าใจว่านางอยากจะทำบางอย่างให้น้องชายกินก็หันไปสั่งนางทาสว่า“เอ็งพานังคนนี้ไปที่ห้องเครื่องทีซิ มันจะทำอะไรเอ็งก็ช่วยมันทำด้วย”
“เ้าค่ะ” นางทาสรับคำแล้วก็คลานเข่าเข้าไปจูงแขนรุ้งมณี “ตามข้ามาซิ”
รุ้งมณีลุกขึ้นแล้วก็เดินตามนางทาสไป จ้าวราชคฤห์ก็หันไปตักอาหารป้อนน้องชาย“ฝืนกินเสียหน่อยนะราชคีร์”
จ้าวราชคีร์ส่ายหน้าแล้วก็หันหน้าหนีมิยอมกิน “ข้ากลืนมิลง”
จ้าวราชคฤห์วางช้อนมองน้องชายอย่างกังวลใจ
เวลาผ่านไปราวชั่วโมงนางทาสก็ถือตะเกียงเดินนำหน้ารุ้งมณีเข้ามาในกระโจมส่วนรุ้งมณีก็ประคองชามข้าวต้มเข้ามา กลิ่นข้าวต้มหอมฉุยจนจ้าวราชคฤห์ต้องหันไปตามกลิ่น“กลิ่นอะไรหอมจริง?”
รุ้งมณีประคองชามข้าวต้มเดินไปที่ตั่งฝั่งตรงข้ามกับผู้ชายคนนั้น เธอวางชามลงข้างตั่งแล้วก็บอกกับคนเจ็บว่า“กินข้าวต้มหน่อยนะจ๊ะ”
จ้าวราชคฤห์ชะเง้อมองแล้วก็ถามว่า “นั่นอะไรรึ?”
“ข้าวต้ม” รุ้งมณีตอบแล้วก็ตักข้าวต้มป้อนคนเจ็บ เธอเป่าข้าวให้คลายร้อนก่อนจะป้อน“กินข้าวหน่อยนะจ๊ะ”
จ้าวราชคีร์ได้กลิ่นข้าวต้มหอมฉุยก็มองอย่างรู้สึกหิว อ้าปากกิน จ้าวราชคฤห์ได้กลิ่นข้าวต้มก็รู้สึกหิวอยากกินบ้างจ้าวราชคีร์กินข้าวต้มอย่างคล่องคอ พอหมดคำรุ้งมณีก็ตักป้อนใหม่ จ้าวราชคฤห์ดีใจที่น้องชายกินได้เพราะก่อนหน้านี้มิว่าจะเอาอะไรให้ราชคีร์ก็คายทิ้งเสียหมด เขามองท่าทีที่นางเชลยถวายการรับใช้น้องชายแล้วเขาก็นึกอยากจะเจ็บไข้ได้ป่วยเสียเองกริยานางแช่มช้อยเสียยิ่งกว่านางสนมในรั้วในวังเสียอีก
จ้าวราชคีร์กินข้าวต้มจนหมดชาม รุ้งมณีวางชามข้าวต้มลงแล้วก็หันไปหยิบขันน้ำป้อนจ้าวราชคฤห์มองนางเชลยอย่างมิอาจจะละสายตาได้ พอคนเจ็บดื่มน้ำเสร็จรุ้งมณีก็หยิบผ้าเช็ดปากให้เขา
“เก่งมาก” เธอชมเหมือนเขาเป็เด็ก จ้าวราชคีร์ยิ้มรับ แล้วก็ปรือตาลงอย่างรู้สึกอยากนอนรุ้งมณีประคองเขานอนลง
“โอย...” จ้าวราชคีร์ครางอย่างเจ็บแผล จ้าวราชคฤห์รีบช่วยประคองน้องชายให้นอนพร้อมกับห่มผ้าให้สักพักจ้าวราชคีร์ก็นอนหลับ จ้าวราชคฤห์ขยับตัวออกกลิ่นข้าวต้มหอมฉุยยังอบอวนไปทั่วกระโจม เขาลุกขึ้นแล้วก็หันไปรับสั่งกับนางทาสว่า“เอ็งตามข้ามา”
“เ้าค่ะ” นางทาสรับคำสั่งแล้วรีบลุกตามไป จ้าวราชคฤห์เดินออกไปนอกกระโจมพอนางทาสตามออกมา เขาก็กระซิบถามว่า “กับข้าวกับปลาที่นังคนนั้นทำให้ราชคีร์ยังมีอีกไหม?”
“มีเ้าค่ะ” นางทาสทูลตอบ
“เอ็งไปเอามาให้ข้าที ข้าหิว” จ้าวราชคฤห์สั่งแล้วก็เดินไปรอที่กระโจมอีกหลังซึ่งอยู่ติดกัน
“เ้าค่ะ” นางทาสรีบเดินไปหยิบตะเกียงในกระโจมพลางสะกิดนางทาสอีกคนให้ไปช่วยถือของส่วนรุ้งมณีก็คอยดูแลคนเจ็บอย่างใกล้ชิด เธอหยิบหมอนหยิบผ้ามานอนที่พื้นข้างตั่ง เธอหาวอย่างจนน้ำตาไหลพอหัวถึงหมอนเธอก็หลับสนิท
นางทาสหายไปครู่ใหญ่ก็เดินกลับมาพร้อมกับชามทองใส่ข้าวต้ม “มาแล้วเ้าค่ะ”
จ้าวราชคฤห์ชะเง้อมอง พอนางทาสยกมาวาง เขาก็ตักกิน เพียงคำแรกก็รู้สึกว่า...อร่อยยิ่งนักของที่นังคนนั้นทำอร่อยเช่นนี้นี่เล่า มิน่าราชคีร์ถึงกินเสียหมดชาม เขาตักกินอย่างพอใจเพียงครู่เดียวข้าวต้มก็หมดชาม จากนั้นเขาก็กลับไปคอยเฝ้าดูแลน้องชายต่อ พอเข้าไปในกระโจมเขาก็เดินไปนั่งข้างน้องชาย เอื้อมมือไปลูบหน้าน้องชายอย่างเบาใจ แล้วก็หันไปมองหานางเชลยคนงามพอเห็นว่านางนอนอยู่ที่พื้นข้างตั่งเขาก็โล่งใจที่นางมิได้คิดหลบหนี แล้วเขาก็นอนเฝ้าน้องชายอย่างห่วงใยเหล่านางทาสพอเห็นจ้าวราชคฤห์นอน พวกนางก็นอนบ้าง
ภายในกระโจมเงียบสงบเป็คืนแรกนับั้แ่จ้าวราชคีร์ถูกลอบทำร้าย มิว่าจะสรรหาหมอมาสักเท่าใดก็มิอาจจะรักษาจ้าวราชคีร์ได้สักคนจ้าวราชคฤห์ก็พิโรธเพราะเป็ห่วงน้องชายยิ่งนัก ทำให้ทั้งค่ายระส่ำระส่ายกันไปหมด คืนนี้คงได้หลับสนิทกันบ้าง
ย่ำรุ่ง รุ้งมณีตื่นนอน อากาศหนาวจนต้องเอาผ้าห่มมาคลุมตัว เธอลุกขึ้นชะเง้อมองคนเจ็บเห็นผ้าห่มเลื่อนลงไปอยู่ปลายเท้า เธอก็ลุกไปหยิบผ้าคลุมให้ สายตาเหลือบเลยไปถึงอีกคนเห็นผ้าร่นลงไปกองที่เอวเธอก็เอื้อมมือไปดึงผ้าขึ้นไปคลุมจนจรดคอ แล้วเธอก็ถอยกลับไปนั่งแปะข้างหมอนสักพักเธอก็รู้สึกอยากทำธุระส่วนตัวจึงเอาผ้าห่มคลุมหัวคลุมไหล่แล้วก็ลุกขึ้นเดินออกจากกระโจมไปจ้าวราชคฤห์ลืมตาขึ้นผงกศีรษะมองตามนางไปพลางคิดว่า นางจะไปที่ใดหรือ?
ทหารหน้ากระโจมมองแม่หญิงนางนั้น พวกเขาคิดว่าเป็นางทาสจึงปล่อยผ่านออกไป
แสงทองจับขอบฟ้าจางๆ ทำให้พอมองเห็นอะไรๆ ได้บ้าง รุ้งมณีเดินสำรวจเรื่อยไปจนกระทั่งเห็นเพิงสำหรับปลดทุกข์ของพวกนางทาสเธอจึงเดินเข้าไปทำธุระส่วนตัว เธอรีบทำธุระส่วนตัวอย่างเร่งด่วนเพราะกลิ่นของสถานที่นั้นเหม็นมากเธอคิดถึงห้องน้ำในยุคของตัวเองเป็ที่สุด พอออกจากเพิงเธอก็รีบเดินไปให้ห่างสถานที่แห่งนั้นเธอได้ยินเสียงน้ำไหลด้วยความอยากรู้จึงเดินตามเสียงไป เมื่อเดินไปได้สักพักเธอก็เห็นลำคลองอยู่ข้างหน้ามีท่าน้ำยื่นลงไปในคลอง ทาสชายหญิงกำลังช่วยกันตักน้ำลำเลียงไปใช้ในค่าย
รุ้งมณีเดินเลี่ยงขึ้นไปทางต้นน้ำ เธอเดินลงไปริมน้ำแล้วก็ก้มลงวักน้ำล้างมือล้างหน้าพอได้ล้างหน้าแล้วก็ค่อยรู้สึกสดชื่นหน่อย เธอมองไปรอบๆ ตัวอย่างชื่นชมบรรยากาศยามเช้า“อากาศดี๊...ดี”
เธอยืนชมธรรมชาติอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็รีบเดินกลับเพราะนึกห่วงคนเจ็บ“ป่านนี้คงตื่นแล้วล่ะมั้ง”
เมื่อไปถึงกระโจมก็ได้ยินเสียงคนเจ็บครางด้วยความเ็ป “โอย...”
เธอรีบเดินเข้าไปในกระโจม ทหารหน้ากระโจมเปิดทางให้เพราะจำได้ว่านังคนนี้ออกไปจากกระโจมเมื่อเช้ามืดจ้าวราชคฤห์ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาเขาก็หันไปมอง พอเห็นว่าเป็ผู้ใดเขาก็พูดกับน้องชายว่า“นังหมอเทวดามาแล้ว”
เขาหันไปกวักมือเรียก “เข้ามาเร็ว น้องข้าปวดแผลยิ่งนัก”
“โอย ข้าปวดเหลือเกิน โอย” จ้าวราชคีร์คราง รุ้งมณีรีบเดินไปดูคนเจ็บ“ขอฉันดูแผลหน่อยจ้ะ”
จ้าวราชคฤห์พยักหน้าอนุญาต รุ้งมณีก็ค่อยๆเปิดผ้าออกอย่างเบามือ แผลบวมเป่งตามปกติเธอดูแล้วก็หันไปหยิบผ้ามาจุ่มเหล้าเช็ดล้างแผล
จ้าวราชคีร์สะดุ้ง! กัดฟันข่มความเจ็บ คิดในพระทัยว่านังคนนี้มือเบายิ่งนัก มิเหมือนพวกหมอหลวงมือหนัก พอกยาทำแผลแต่ละทีเจ็บดั่งช้างเหยียบ
“เสร็จแล้ว” รุ้งมณีบอกแล้วก็เอาผ้าคลุมแผลไว้ดังเดิม จ้าวราชคีร์เอียงศีรษะไปมองเขาจับข้อมือเล็กเอาไว้พูดว่า “ข้าหิว ข้าอยากกินข้าวเหมือนเช่นเมื่อคืนอีก”
รุ้งมณีฟังไม่เข้าใจ เพราะเขาพูดภาษากาสี
“คุณพูดว่าอะไรนะ” เธอถามเป็ภาษาไทย จ้าวราชคีร์งงๆ กะพริบตาปริบๆ เขาตะแคงตัวมองนางเขม็ง
“เอ็งมิใช่ชาวกาสี เอ็งเป็ชาวลวปุระรึ? โอย” เขาถามเป็ภาษาลวปุระ รุ้งมณีไม่รู้จะตอบยังไงเธอจึงพยักหน้ารับจ้าวราชคีร์หันไปมองพี่ชายถามว่า “โอย...ท่านพี่ได้นางมาจากที่ใดรึ?”
“ชานเมืองเวสาลี” จ้าวราชคฤห์ตอบ รุ้งมณีมองสองพี่น้องคุยกันอย่างฟังไม่รู้เื่เพราะพวกเขาพูดภาษากาสี
“โอย เมืองเวสาลีมีแม่หญิงงามถึงเพียงนี้เชียวรึ? มิน่าเชื่อ” จ้าวราชคีร์หันไปมองเชลยสาว
“ข้าก็มิอยากเชื่อว่าเมืองเวสาลีจะยังมีหญิงงามถึงเพียงนี้” จ้าวราชคฤห์พูด “น่าแปลกใจนักที่นางมิได้ถูกเรียกตัวเข้าวังอีกทั้งนางยังเป็หมออีกด้วย หากมิเห็นกับตาข้ามิมีทางเชื่อแน่ว่านางคือหมอเทวดาที่เขาร่ำลือกันคราที่ข้าลอบไปจับตัวนางมาข้าเห็นผู้คนมากมายแห่กันไปให้นางรักษามืดฟ้ามัวดินเชียว”
เขาชำเลืองมองนางนิดนึงแล้วก็พูดว่า “เ้าจำได้ไหมที่ข้าบอกว่าข้าได้พบหญิงงามนางหนึ่งแต่นางล่องเรือหนีไปได้ นางคนนั้นก็คือนางหมอเทวดาคนนี้อย่างไรล่ะ”
จ้าวราชคีร์พยักหน้า “นางมือเบายิ่งนัก ข้ามิรู้สึกเจ็บเท่าคราวไอ้พวกหมอหลวงทำแผลให้ข้าเอ...ท่านพี่ข้าจำได้ว่าข้าเห็นนางคราแรก นางตัวดำมิใช่รึ”
“นางทาเขม่าพอกตัวไว้” จ้าวราชคฤห์บอก “เ้าอยากกินข้าวเหมือนเช่นเมื่อคืนมิใช่รึ?”
จ้าวราชคีร์พยักหน้ารับแล้วก็พูดว่า “นางทำอร่อยนัก ข้ากลืนได้คล่องคอมากกว่ากับข้าวอื่นใดที่นางทาสไพร่ทำมาให้เสียอีก”
“เช่นนั้นก็ให้นางทำให้เ้ากิน” จ้าวราชคฤห์บอกแล้วก็หันไปสั่งกับนางเชลยว่า“เอ็งไปต้มข้าวเหมือนเช่นเมื่อคืนนี้มาให้น้องข้ากินที”
รุ้งมณีจ้องหน้าเขาพลางนึกในใจว่า อีตาคนนี้เอาแต่สั่งซะจริง
แล้วเธอก็หันไปมองคนเจ็บ จ้าวราชคีร์ส่งสายตาขอร้อง “เ้าทำให้ข้ากินนะ โอย...เ้าทำอร่อย ข้าอยากกินอีก”
รุ้งมณียิ้ม ค่อยฟังรื่นหูหน่อยแบบนี้ซิน่าทำให้กินหน่อย
“ถ้างั้นรอเดี๋ยวนะ” เธอบอกแล้วก็ลุกขึ้นเดินออกไป สองพี่น้องมองตามนางเชลยไปแล้วก็หันไปคุยกันต่อ
“เ้ายังเจ็บมากหรือไม่” จ้าวราชคฤห์ถามอย่างเป็ห่วง จ้าวราชคีร์ส่ายหน้า“มิค่อยเจ็บแล้วท่านพี่ ข้าเจ็บแต่มิรู้สึกปวดดั่งเช่นเมื่อวานแล้วขอรับ”
จ้าวราชคฤห์แย้มยิ้ม “ดี”
“ท่านพี่” น้องชายเรียกแล้วก็ชะงักไป
“มีอะไรรึ?” จ้าวราชคฤห์ถาม
“ข้าเห็นวิสาขาเมื่อคืน”จ้าวราชคีร์พูดสีหน้าเศร้า จ้าวราชคฤห์เอื้อมมือไปลูบศีรษะน้องชาย“เมื่อคืนเ้าเพ้อจนเห็นนางเชลยเป็วิสาขา เ้าหักอกหักใจเสียเถิดราชคีร์ วิสาขาได้ตายจากพวกเราไปแล้วข้ารู้ว่าเ้าโศกเศร้าเพียงใด ข้าเองก็โศกเศร้าเช่นกัน”
จ้าวราชคีร์เงียบไป หน้าตาเศร้าหมองเมื่อนึกถึงน้องสาว เขากับน้องสนิทสนมกันมากด้วยเพราะวัยใกล้เคียงกันเป็เพื่อนเล่นกันมาแต่เล็กแต่น้อยน่าเศร้ายิ่งนักความตายมาพรากนางไปในหน้าฝนที่ผ่านมา นางจับไข้ป่วยจนตายไปโดยที่หมอหลวงก็มิอาจจะรักษาได้จ้าวราชคฤห์มองน้องชายอย่างเห็นใจเพราะทราบดีว่าน้องชายกับน้องสาวสนิทสนมกันเพียงใดด้วยวัยที่ห่างกันเพียงปีเดียวอีกทั้งยังร่วมพระมารดาเดียวกัน
“แย่แล้วขอรับ” เสียงทหารกราบทูลตรงหน้ากระโจม จ้าวราชคฤห์ทรงหันขวับไปมอง“มีอะไรรึ? เอะอะอะไรแต่เช้าเชียว”
“พระสนมตบกันขอรับ” ทหารรีบรายงาน จ้าวราชคฤห์กริ้ว“นังพวกนี้นี่ก่อเื่อีกแล้ว!”
แล้วเขาก็รีบออกไป จ้าวราชคีร์มองตามพี่ชายอย่างนึกขำ เพราะพวกพระสนมมักจะก่อเื่ตบตีกันด้วยความหึงหวงชิงดีชิงเด่นอยู่เป็ประจำขนาดพวกนางทาสก็ยังชิงดีชิงเด่นแย่งกันรับใช้มีเื่กระทบกระทั่งกันออกบ่อยๆ ช่างน่าระอาเสียจริง...แม่หญิงอยู่ที่ใดก็วุ่นวายยิ่งนัก
รุ้งมณีเดินถือชามเข้ามา “ข้าวต้มร้อนๆ มาแล้วจ้ะ”
จ้าวราชคีร์ขยับตัวชะเง้อมอง รุ้งมณีไม่เห็นผู้ชายคนนั้นก็นึกแปลกใจ เพราะเห็นเขาดูท่าทางเป็ห่วงคนเจ็บจนไม่ยอมห่างไปไหนคงจะไปทำธุระล่ะมั้ง เธอถือชามไปให้คนเจ็บ จ้าวราชคีร์ชม “หอมจริง”
ครั้นพอนึกได้ว่านางมิใช่ชาวกาสี ก็พูดเป็ภาษาลวปุระว่า “หอมจริง”
รุ้งมณียิ้ม เธอวางชามบนตั่งแล้วถามว่า “ลุกไหวไหมจ๊ะ?”
จ้าวราชคีร์พยายามลุกขึ้นประทับนั่ง “โอย...”
รุ้งมณีขยับเข้าไปช่วยพยุง “ค่อยๆ นะ”
“อูย...” จ้าวราชคีร์ใช้มือยันตัวขึ้น เขาเซนิดๆ
“ระวังค่ะ” รุ้งมณีก็รีบช่วยประคอง จ้าวราชคีร์รู้สึกสะดุดหูต่อคำพูดของนาง เขามองหน้านางพูดว่า“เ้าพูดจามิเหมือนชาวลวปุระ”
รุ้งมณีเงียบ เธอพยุเขานั่งแล้วก็หยิบชามข้าวต้มให้ “ข้าวต้มจ้ะ”
จ้าวราชคีร์มองข้าวต้มแล้วก็มองวงหน้างาม “เ้าช่วยป้อนให้ข้านะ โอย...ข้าเจ็บหลังยกแขนมิค่อยได้”
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรเตอร์ได้ทางเพจreadfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ