ไม่สิ!ลายมือท่านอาหญิงไม่ได้เป็เช่นนี้ ตอนที่นางเขียนจดหมายหาเขา ลายเส้นไม่ได้คมชัดหนักแน่นสักนิด ลายเส้นบางเบาราวกับ ไม่มีแรงกดพู่กันด้วยซ้ำ
ชายหนุ่มอดแปลกใจไม่ได้ว่าเหตุใดสตรีที่ดูเรียบร้อย อ่อนโยนอย่างท่านอาหญิงกลับสามารถสอนบุตรสาวให้มีลายมือที่หนักแน่น พลิ้วไหว ได้ถึงเพียงนี้
จู่ๆชิวหย่งเล่อก็พูดขัดจังหวะ “คุณชายลู่ แล้วลายมือของหย่งเล่อเป็อย่างไรบ้างเ้าค่ะ”
เมื่อถูกขัดจังหวะชายหนุ่มจำต้องหันมาให้ความสนใจกับคนตรงหน้า หยิบกระดาษของชิวหย่งเล่อ ขึ้นมาดูตัวอักษรของนางเอนเอียงไปมา ไม่มั่นคง เขาจึงตอบไปตามความริง
“ลายมือเ้ายังต้องหมั่นฝึกฝนให้มากขึ้นอีกหน่อย ดูจากตรงนี้แล้วยังใช้ไม่ได้”
“อย่างนั้น...ไม่ทราบว่าคุณชายลู่พอจะช่วยสอนข้าเขียนได้หรือไม่”
“ได้” ชายหนุ่มลุกขึ้นจากที่นั่งก้าวเท้าเพียงไม่กี่ก้าวร่างสูงโปร่งก็มายืนอยู่ข้างๆ“ไหนเ้าลองเขียนให้ข้าดูหน่อย”
ชิวหย่งเล่อหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนตัวอักษรหนึ่งตัวบนกระดาษลู่ปิงหยวนสังเกตวิธีการรากเส้นสายตาจับจ้องไปที่ปลายพู่กันของนางอย่างใส่ใจแต่แล้วจู่ๆ สิ่งที่ไม่นางไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
เมื่อลู่ปิงหยวนทิ้งตัวลงนั่งข้างๆยกแขนขวาอ้อมไปทางด้านหลังของชิวหย่งเล่อ แล้วกุมมือนางข้างที่ถือพู่กันออกแรงรากปลายพู่กันพร้อมกับพูดสอนนางไปด้วย
“จดจำความหนักเบาของน้ำหนักมือเอาไว้แล้วลองเขียนตามนี้ดู...หมั่นฝึกฝนบ่อยๆ ลายมือของเ้าก็จะดีขึ้นเอง”
สอนเสร็จชายหนุ่มก็ผละออกไปเดินกลับไปนั่งที่ของตน ร่างกายชิวหย่งเล่อพลันแข็งค้างจิตใจล่องลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ฝ่ามืออุ่นร้อน เสียงทุ้มนุ่มลึกที่ข้างใบหูกลิ่นหอมของไม้กฤษณาลอยอบอวลอยู่รอบตัวของนาง
ทั้งหมดราวกับว่านางกำลังถูกชายหนุ่มโอบกอดจากด้านหลัง พานางเข้าสู่ห้วงฝันอันหอมหวาน่เวลานี้หัวใจดรุณีน้อยวัยแรกแย้ม พลันพลุ่งพล่านอยากไขว่คว้าบุรุษผู้นี้มาไว้แนบกาย
ด้านลู่ปิงหยวนไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าการตั้งใจสั่งสอนศิษย์อย่างทุ่มเท เขาแยกแยะหน้าที่ออกจากความรู้สึกส่วนตัว ไม่ว่าจะชิงชังหรือชอบพอเขาล้วนไม่นำมาปะป่นกัน
ลู่ปิงหยวนไม่รู้ตัวเลยว่าสิ่งที่เขาทำลงไปนั้นได้ก่อเกิดดอกเหมยกุ้ยสีแดงสด (กุหลาบสีแดงหมายถึงการตกหลุมรัก) ขึ้นในใจใครบางคนเวลานี้มันกำลังออกดอกบานสะพรั่งภายในหัวใจของชิวหย่งเล่อเข้าให้แล้ว
ยามนี้พื้นที่ในหัวใจของชิวหย่งเล่อมีเพียงลู่ปิงหยวนเท่านั้น ไม่เหลือที่ว่างให้กับองค์ชายสามที่นางเคยหมายมั่นปั้นมือจะใช้เขาเป็บันได ปีนป่ายขึ้นสู่ที่สูงอีกต่อไป
ชิวหย่งเล่อภาวนาในใจขอแค่ลู่ปิงหยวนมีใจตรงกันกับนาง..เพียงเท่านี้ นางจะยอมละทิ้งเกียรติยศทุกอย่าง ที่นางเคยอยากได้อย่างมีทั้งหมดลงเสียให้สิ้นขอแค่ได้อยู่เคียงข้างเขาใต้หล้านี้ นางไม่้าสิ่งใดอีกแล้ว
ชิวเสี่ยงรุ่ยนำแผ่นกระดาษที่คัดตัวอักษรเสร็จใหม่ๆ มาส่งให้ลู่ปิงหยวนได้ทันเวลาชิวหนิงอันค่อยรู้สึกว่าบรรยากาศโดยรอบผ่อนคลายความตึงเครียดลงนางจึงกล้าเอ่ยปากพูดแทนท้องของนาง ที่กำลังร้องเสียงดังจ๊อกๆ ด้วยความหิว
"ท่านพี่ปิงหยวนเ้าคะนี่ก็ได้เวลาอาหารเที่ยงแล้ว ทานพี่หิวหรือไม่เ้าคะ" ลู่ปิงหยวนพยักหน้าตอบว่าเขาเองก็เริ่มหิวเช่นกัน"ทุกคนตามข้ามา"
ทุกคนพากันลุกขึ้นเดินตามหลังลู่ปิงหยวนตรงไปที่ห้องโถงใหญ่เพื่อรับประทานอาหาร ลู่ฮูหยินจัดเตรียมอาหารไว้หลายอย่างดูแล้วน่าจะเพียงพอสำหรับเด็กๆ ทุกคน
อาหารจวนลู่แม้ไม่ได้อุดมสมบูรณ์เท่าจวนสกุลชิวแต่รสชาติอาหารก็ถือว่าใช้ได้ เมื่อทุกคนกินข้าวเสร็จก็กลับไปที่หอสดับเมฆาเพื่อเริ่มเรียนวิชาต่อไป
ยามบ่ายเมื่อหนังท้องตึง หนังตา ก็เริ่มหย่อนลู่ปิงหยวนจึงคิดสร้างบรรยากาศ ในการเล่าเรียนเสียใหม่ โดยการตั้งคำถามให้ทุกคนตอบ จะได้ไม่เกิดอาการง่วงนอนและเป็การวัดความรู้ของเหล่าบรรดาลูกศิษย์ไปด้วย
“พ่อค้าที่มีร้านค้าอยู่ที่ตลาดในเมือง กับพ่อค้าที่เดินทางไปค้าขายยังต่างแคว้น ผู้ใดถูกเรียกเก็บภาษีมากกว่ากัน...ตอบทีละคน”
ลู่ม่านลี่ลุกขึ้นตอบเป็คนแรก“น้องคิดว่าน่าเป็พ่อค้าที่เดินทาง ไปค้าขายต่างเมืองเ้าคะ”ยังไม่ทันที่ลู่ม่านลี่จะบอกเหตุผลลองรับคำตอบตัวเองก็ถูกชิวเสี่ยงรุ่ยแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“ข้าขอตอบว่าผู้ที่เสียภาษีมากกว่าคือพวกพ่อค้าในเมือง” ชิวเสี่ยงรุ่ยเคยได้ยิน พ่อค้าในตลอดมักบ่นเื่การเรียกเก็บภาษีที่ไม่เป็ธรรมอยู่บ่อยครั้งเขาจึงมีความมั่นใจอยู่หลายส่วนว่าคำตอบของตน น่าจะถูกต้องอย่างแน่นอน
“ข้อนี้หย่งเล่อไม่มั่นใจขอไม่ตอบก็แล้วกันนะเ้าคะ” ชิวหย่งเล่อกลัวว่าถ้านางตอบผิด แล้วจะเสียหน้าจึงเลี่ยงไม่ตอบคำถาม
“คำถามของท่านพี่หนิงอันขอตอบแยกออกเป็ข้อดีและข้อเสียเ้าคะ พ่อค้าในตลาดแบ่งออกเป็สองจำพวกพวกหนึ่งมีร้านค้าและลงทะเบียนการค้าอย่างถูกต้องจะถูกเรียกเก็บภาษีสูงที่สุดแต่สามารถเป็เ้าของที่ดินร้านค้าของตัวเองได้
อีกจำพวกคือพ่อค้าแผงลอยพวกเขาไม่ได้ลงทะเบียนการค้า ข้อดีคือไม่ต้องเสียภาษีผลเสียก็คือเสี่ยงต่อการถูกไล่ที่ไม่สามารถทำการค้าในที่ประจำของตัวเองได้ต้องยกแผงย้ายเปลี่ยนที่ทางไปเรื่อยๆ
ส่วนพ่อค้าที่เดินทางไปทำการค้านอกเมืองมีรายได้สูงกว่าพ่อค้าในเมืองอยู่มากก็จริงแต่ทางการไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบพ่อค้ารายใหญ่พวกนี้ได้จึงเรียกเก็บภาษีได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเ้าคะ”
ลู่ปิงหยวนยกยิ้มที่มุมปากชื่นชมสาวน้อยผู้นี้อยู่ในใจว่านางช่างเป็หญิงสาวที่มีหูตากว้างไกล มีความฉลาดในการตอบคำถาม“คำตอบของเสี่ยงรุ่ยถูกต้อง ทว่าคำตอบของหนิงอันถูกต้องสมบูรณ์มากกว่าพวกเ้าจงดูหนิงอันไว้เป็เยี่ยงอย่าง”
โจทย์คำถามข้อต่อไปของลู่ปิงหยวนก็ตามมา“บุตรชายตระกูลพ่อค้า สามารถรับราชการได้หรือไม่” ทุกคนตอบโดยพร้อมเพรียงกันว่า“ไม่ได้” ลู่ปิงหยวนจึงถามลึกลงไปอีกว่า “พวกเ้าตอบว่าไม่ได้ แล้วรู้หรือไม่ว่าเป็เพราะเหตุใด”
เด็กทั้งสี่หันมามองหน้ากันทุกคนต่างรู้ดีว่าตระกูลขุนนาง ไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์ หรือเอ่ยถึงเื่นี้ว่าเป็เพราะราชโองการของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
ที่สำคัญไม่รู้ว่าควรตอบดีหรือไม่ด้วยเกรงว่าจะเป็การก้าวล่วงพระราชอำนาจ ชั่วไม่กี่อึดใจก็มีเสียงของหญิงสาวตอบคำถามออกมาด้วยรอยยิ้มอันสดใส
“ฮ่องเต้ทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรจึงออกกฎหมายข้อนี้ขึ้นมาเพื่อป้องกันขุนนางใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน โดยใช้วิธีตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้ครอบครัวขุนนางใช้เงินซื้อหาตำแหน่งทางราชการให้กับบุตรหลานเ้าคะ”
“เ้าพูดได้ดีไม่เสียแรง ที่เกิดมาในตระกูลขุนนาง และตระกูลคหบดีในเวลาเดียวกัน เสี่ยงรุ่ย!ในเมื่อเ้าเข้าใจข้อนี้ดี...แล้วเหตุใดเ้ายังอยากเป็พ่อค้าต่อไปสกุลชิวต้องมีผู้สืบทอด ไม่สู้เ้าเข้าไปรับใช้ราชสำนักส่วนเื่การค้าควรปล่อยให้ผู้สืบทอดตระกูลฟ่านอย่างน้องสาวเ้าเป็ผู้ดูแล”
“ข้าไม่อยากรับราชการได้ข่าวว่าคุณชายลู่เองก็ไม่อยากเข้ารับราชการเหมือนกันมิใช่หรือ”
“สำหรับข้าอยากหรือไม่...ไม่ใช่เื่สำคัญสำคัญที่ต้องมีความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ ช้าเร็วข้าก็ต้องเข้ารับราชการส่วนเ้าลองกลับไปคิดดูให้ดีๆ”
เสียงตบมือของใครบางคนดังขึ้นบุรุษรูปโฉมงดงามราวกับอิสตรี อาภรณ์สีขาวที่สวมใส่มานั้นแลดูสะอาดตาขับให้สูงส่งเหนือสามัญ
องค์ชายแปด"เฉินจางเหว่ย" ปรากฏตัวขึ้นโดยมิได้มีการนัดหมายเอาไว้ล่วงหน้า ลู่ปิงหยวนจึงมีสีหน้าไม่เต็มใจรับแขกเท่าใดนักลู่ฮูหยินเป็ผู้ให้การต้อนรับเขาจึงสามารถเดินเข้ามาภายในจวนสกุลลู่ได้ราวกับว่าเป็จวนของตนเอง
“กลับมาบ้านไม่กี่วันคุณชายลู่ก็เลื่อนขั้นเป็ท่านอาจารย์เสียแล้ว เห็นทีข้าคงต้องขอคำแนะนำจากคุณชายลู่ไว้บ้าง เผื่อวันข้างหน้าจะได้เป็อาจารย์กับเขาบ้าง”
จะว่าไปลู่ปิงหยวนออกจะหมั่นไส้กับคำพูดของผู้มาเยือน แต่จำต้องอดใจไว้ก่อนเวลานี้คงไม่เหมาะจะพูดจา จาบจ้วงองค์ชายแปดต่อหน้าผู้คน
เขาทำได้เพียงลุกขึ้นกล่าวทำความเคารพ ผายมือเชื้อเชิญตามมารยาท “ถวายบังคมองค์ชายแปด…เชิญประทับตรงนี้ก่อนพ่ะย่ะค่ะ”ลูกศิษย์เห็นอาจารย์ลุกขึ้นทำความเคารพก็พากันลุกขึ้นทำความเคารพตามไปด้วยทั้งที่ในคราแรกยังไม่ค่อยแน่ใจว่าผู้ที่มาเยือนเป็ใคร
พอรู้แน่ชัดว่าเป็ใครชิวเสี่ยงรุ่ยกับชิวหนิงอันก็ทำตาโตจะมีก็แต่ชิวหย่งเล่อเท่านั้นที่จำองค์ชายแปดได้
“ไม่ต้องมากพิธีทุกคนตามสบาย...เราเองที่เสียมารยาท มาหาเ้าโดยไม่ได้บอกล่วงหน้าเชิญคุณชายลู่สอนต่อตามสบาย ข้าจะนั่งรออยู่ตรงนี้”
ลู่ปิงหยวนยังคงมีใบหน้าเรียบเฉยจะมีก็แต่น้ำเสียงที่ประชดอยู่ในที “พระองค์เสด็จมาหากระหม่อมถึงที่นี่กระหม่อมจะกล้าให้พระองค์รอได้อย่างไร”
ลู่ปิงหยวนหันไปบอกลูกศิษย์ของตน “วันนี้พอแค่นี้...พวกเ้าเลิกเรียนได้”
เมื่ออยู่กันตามลำพังลู่ปิงหยวนก็ไม่จำเป็ ต้องไว้หน้าองค์ชายแปดอีกต่อไป “คราวหน้า ถ้าพระองค์จะมาช่วยส่งคนมาบอกล่วงหน้ากระหม่อมไม่ได้มีเวลาว่างเหมือนพระองค์”
“คำพูดเ้า...ช่างแล้งน้ำใจยิ่งนักเ้าไม่ไปหาเรา...เราก็ไม่ถือสาหาความ อุตส่าห์มาหาเ้าถึงที่เ้าก็ไม่อยากต้อนรับรู้ตัวหรือไม่! ว่าเ้าทำเรา..ปวดใจ”
“เลิกพูดจาไร้สาระ...พระองค์มาด้วยเื่ใดก็รีบพูดมากระหม่อมยังมีเื่อื่นต้องจัดการ”
“ก็ได้ๆเราไม่แหย่เ้าเล่นแล้วก็ได้เรามาหาเพราะอยากรู้ว่า...เ้าจะเข้าไปรายงานตัวที่กรมวังเมื่อไหร่”
“อีกสองปีพ่ะย่ะค่ะ”
“เ้าว่าอะไรนะเพราะเหตุใดต้องรอถึงสองปี”
“เหตุผลส่วนตัวพ่ะย่ะค่ะ”
“เหตุผลบ้าบออะไรกัน”
“พระองค์ก็น่าจะทราบดีมีหลายเื่ที่กระหม่อมยังต้องเรียนรู้ บันทึกของท่านปู่ ท่านพ่อกระหม่อมก็ยังอ่านไม่หมด ไหนจะต้องศึกษาแผ่นที่การเดินทางประเพณีวัฒนธรรมของแคว้นต่างๆ พระองค์ทรงคิดว่าการเป็ทูตนั้นสามารถถ่ายทอดกันได้ทางสายเืหรือพ่ะย่ะค่ะ”
"ที่เ้าพูดมาก็มีเหตุผลเอาเป็ว่าเราจะพยายามหาทางยืดเวลา เื่การเจริญสัมพันธไมตรีออกไปก่อนก็แล้วกันบิดาเ้าปีนี้ก็อายุมากแล้วจะให้เดินทางไปในแหล่งทุรกันดารก็เกรงว่าจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ เ้าเองก็เร่งมือหน่อยก็แล้วกันเราไม่รู้ว่าจะยืดเวลาออกไปได้นานแค่ไหน"
"กระหม่อมเข้าใจถึงความลำบากพระทัยของพระองค์แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อท่านพ่อส่งกระหม่อมไปศึกษาที่เขาหลานซ่าแทนที่จะให้กระหม่อมอยู่ศึกษาเื่พวกนี้อยู่ที่จวนเื่พิธีกรรมบวงสรวงฟ้าดินก็พอทำได้อยู่บ้าง แต่ประสบการณ์เื่การทูตกระหม่อมแทบไม่มีเลย แล้วหากกระหม่อมฝืนเข้ารับตำแหน่งจะมิใช่เป็การทำลายชื่อเสียงวงศ์ตระกูลที่บรรพบุรุษสะสมมาหลาย่อายุคนหลอกหรือพ่ะย่ะค่ะ"
“เอาเป็ว่าเื่เข้ารับตำแหน่งพักไว้เท่านี้ส่วนเื่อื่นเราจะจัดการให้เหมาะสมเอง...เ้าไม่ต้องเป็กังวล”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
“เราได้ข่าวมาว่าเทียนห้าวลงเขามาอยู่กับเ้ามิใช่หรือตอนนี้เขาอยู่ที่ใด” พูดจบองค์ชายแปดก็ชะเง้อคอสอดส่องสายตามองหาคน
******
k.p.stom ฝากถึงนักอ่าน
ฝากกด ‘ติดตาม’ ‘กดหัวใจ’ เป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ
อย่าลืมกด ‘เก็บเข้าชั้น’ ไว้จะได้ไม่พลาดนิยายตอนใหม่จ้า
***อัพนิยาย 1ตอนเวลาเที่ยงคืนของทุกวัน (จนจบค่ะ)***