ณ ชายแดนแคว้นเว่ย ที่กำลังวุ่นวายเพราะศึการะหว่างสองแคว้นใหญ่ แคว้นเว่ยและแคว้นเ้า มีทหารและราษฎรที่าเ็ล้มตายเป็จำนวนมากเพราะกำลังอันกล้าแกร่งจากทหารทั้งสองแคว้นที่ต่อสู้รบราฆ่าฟันกันมายาวนานกว่าสามเดือนแต่ก็ยังมิมีผู้แพ้ผู้ชนะ จนองค์หญิงใหญ่แห่งแคว้นเว่ยต้องจัดทีมแพทย์มาที่หมู่บ้านฉางอันที่ใกล้กับชายแดนมากที่สุด เพื่อคอยดูแลรักษาเหล่าทหารและราษฎรที่ได้รับาเ็จากาในครั้งนี้
“พวกเ้ารีบไปเอาสมุนไพรห้ามเืมาให้ข้า”เย่วซินหันไปสั่งการกับแพทย์หญิงฝึกหัด หลังจากที่ทหารแบกร่างผู้าเ็เข้าในกระโจมเป็จำนวนมาก ร่างบอบบางสวมใส่ชุดสีขาวสะอาดตาใช้ผ้าคลุมหน้าปิดบังโฉมหน้าที่แท้จริงเอาไว้ รีบเขาไปดูแลคนาเ็โดยที่ไม่สนใจว่าชุดที่นางสวมใส่จะเปรอะเปื้อนไปด้วยเืของเหล่าทหารหลายนายอย่างขะมักขะเม่น ต่างแต่ยามเฉินเป็ต้นมาก็ยังมิได้หยุดพัก
“องค์หญิง”เสี่ยวหลานเรียกชื่อเ้านายของตนก่อนจะได้รับสายตาเข้มดุที่จ้องมองมาด้วยความไม่พอใจ จนต้องรีบเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกชื่ออีกฝ่ายที่ถูกใช้ยามออกมานอกเขตพระราชฐานเช่นนี้
“เอ่อ เย่วซิน เ้าก็ไปพักบ้างเถิด นี่ก็ยามอู่แล้ว ยังมิมีอะไรตกถึงท้องเลย”นางกำนัลคนสนิทเอ่ยกับเ้านายของตนด้วยความเป็ห่วง
“ข้าจะไปได้อย่างไร เ้าก็เห็นว่ามีทหารของเมืองเราได้รับาเ็มากมายถึงเพียงนี้”องค์หญิงใหญ่แห่งแคว้นเว่ยเอ่ยบอกเสียงเศร้า นางไม่ชอบาเลยสักนิด าที่ทำให้เกิดการสูญเสีย เจ็บป่วย ล้มตาย เพื่อแย่งชิงอำนาจความเป็ใหญ่และผืนแผ่นดินต่างแคว้น หากนางเลือกได้นางจะขอนำพาแต่ความสงบสุขร่มเย็นมาสู่ราษฎรของตน
“แต่ท่านจะล้มป่วยเอาได้นะเ้าคะ และหากฮ่อง.. เอ่อนายท่านทราบก็จะถูกตำหนิและก็อาจจะถูกจับได้”
เสี่ยวหลานยังคงห่วงใยผู้เป็นาย การที่องค์หญิงใหญ่ซึ่งเป็ที่โปรดปรานของพระบิดา หนีออกจากวังหลวงมาเพื่อปลอมตัวเป็แพทย์หญิงมาดูแลทหารและราษฎรที่เจ็บป่วย หากฮ่องเต้แห่งแคว้นเว่ยทราบก็คงจะโกรธเกรี้ยวมาก และอาจทำให้นางและองค์หญิงถูกกักขังในพระราชฐานไม่ได้ออกมาที่แห่งนี้อีกเลย
“เราเข้าใจแล้ว ขออีกสักสองเค่อเถิดแล้วเราจะทำตามที่เ้าบอก”เย่วซินย่อมในที่สุดเมื่อเห็นถึงผลเสียมากกว่าผลดีหากนางดันทุรังจนร่างกายเจ็บป่วย ก่อนจะละสายตาจากนางกำนัลคนสนิทแล้วมาให้ความสำคัญกับทหารที่ได้รับาเ็จากลูกธนูของฝั่งตรงข้าม
“องค์หญิงยังไม่ทรงเข้าบรรทมอีกเหรอเพคะ”ยามเมื่ออยู่กันตามลำพังสรรพนามเดิมจึงถูกนำมาเรียกขานอีกครั้ง
“ข้านอนไม่หลับหรอกเสี่ยวหลาน ข้าต้องทนเห็นแผ่นดินลุกเป็ไฟ ทหารและราษฎรผู้บริสุทธิ์ต้องมาล้มตายเพราะาบ้าๆนี่”องค์หญิงเย่วซินมองไปยังสนามรบที่อยู่เบื้องหน้าที่ยังมีทหารทั้งสองฝ่ายต่อสู้โรมรันกันมิได้หยุดหย่อน เสียงคมดาบกระทบกัน หรือยามดาบคมนั้นเฉือดเฉือนลงบนร่างกายมนุษย์แว่วเสียงกรีดร้องโหยหวนของผู้ได้รับาเ็ หรือบ้างก็เป็เสียงร้องเฮือกสุดท้ายของชีวิต ทำเอาคนที่ชอบอยู่ในความสงบและห่วงใยชีวิตของประชาชนดุจดั่งชีวิตของตนถึงกับมิสามารถข่มตาให้หลับลงได้ จึงต้องออกมายืนอยู่ที่นี่ในเวลาดึกดื่นเช่นนี้
“แต่มันก็เป็เช่นนี้มาทุกยุคทุกสมัยนะเพคะ”คนที่เติบโตกว่าแม้จะไม่เพียงกี่ขวบปีเอ่ยบอกถึงความเป็จริง า การสู้รบแย่งชิงที่ยังเกิดอยู่บ่อยครั้ง
“หากข้าขอพรต่อสิ่งศักดิ์แห่งนี้ได้ ข้าอยากให้าสงบลงเสียที”น้ำตาแห่งความเสียใจรินไหลอาบแก้มนวลของโฉมสะคราญของแค้วนเว่ยในวัยสิบหกปี องค์หญิงใหญ่ที่มีรูปโฉมงดงามดุจดั่งเทพเซียนมาจุดติ นางได้ความงดงามมาจากฮองเฮาผู้เป็มารดา รวมถึงจิตใจอ่อนโยนก็เช่นกัน ในขณะที่องค์หญิงคนอื่นๆให้ความสำคัญกับการแต่งกายสวยงามแต่องค์หญิงผู้นี้กับชื่นชอบการแพทย์เป็พิเศษอาจเป็เพราะใน่เยาว์วัยนางเคยได้รับพิษร้ายแรงจากต่างถิ่น จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ดีที่ได้หมอเทวดามาช่วยไว้ทันเวลาโดยเอ่ยขอนางกับฮ่องเต้ให้เป็ศิษย์เอกของตน ซึ่งในเวลานั้นผู้สูงศักดิ์ไม่มีทางเลือกจำต้องตกปากรับคำเพื่อรักษาชีวิตของพระธิดาที่เป็ดั่งดวงใจของพระองค์ไว้ ซึ่งนับั้แ่นั้นมาองค์หญิงเย่วซินก็กลายเป็ศิษย์ของหมอเทวดา นางเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับการแพทย์ั้แ่อายุได้เพียงสามชันษา จนมีวิชามากมายติดตัว ก่อนที่อาจารย์จะออกเดินทางไกลเพื่อไปแสวงหาสมุนไพรหายากและช่วยเหลือผู้คน แม้อยากจะตามอาจารย์ไปมากขนาดไหนแต่ด้วยตำแหน่งองค์หญิงแห่งแคว้นจึงไม่สามารถทำอะไรได้ตามใจตนเอง คงมีแต่การใช้วิชาความรู้ที่เล่าเรียนมาช่วยรักษาเหล่าทหารและราษฎรผู้เป็เหยื่อของาเท่านั้นที่นางซึ่งเป็ถึงองค์หญิงแต่ก็เป็เพียงสตรีที่มีค่าเพียงช้างเท้าหลังในยุคที่บ้านเมืองยกย่องให้ผู้ชายเป็ใหญ่เช่นนี้ที่นางคงพอจะทำได้
“โธ่ องค์หญิง”คนที่เติบโตมาพร้อมกับองค์หญิงน้อยจนบัดนี้เติบโตเป็โฉมสะคราญ รู้จักจิตใจของอีกฝ่ายดี องค์หญิงใหญ่ของนางเป็คนขี้สงสาร จิตใจอ่อนโยน แต่หากจำเป็ที่จะเข้มแข็งขึ้นมา จิตใจของนางก็แข็งแกร่งไม่แพ้กับชายชาตรี
“ข้าจะไปนอนแล้วล่ะเสี่ยวหลาน คิดมากไปก็มิสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อยู่ดี สู้เก็บเรี่ยวแรงไว้เพื่อวันพรุ่งนี้จะดีกว่า”เย่วชินปาดน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้มประจานความอ่อนไหวของตนออกก่อนจะหันหลังเตรียมเดินกลับไปยังกระโจมของตนเพื่อพักผ่อน
ตุบ!!!!
“องค์หญิงระวังเพคะ”เสี่ยวหลานรีบเข้าไปปกป้องเ้านายของตนเมื่อได้ยินเสียงบางอย่างหล่นลงมาอยู่ตรงหน้า
“ช่วยข้าด้วย ช่วย”บุรุษผู้มีร่างสูงใหญ่อยู่ในชุดดำทมิฬร้องบอกเป็ประโยคสุดท้ายก่อนจะหมดสติไป
“จะไปไหนเพคะองค์หญิง”นางกำนัลคนสนิทเอ่ยถามเมื่อเห็นเ้านายตนหันกลับมามองยังร่างที่หมดสติและกำลังจะเดินไปยังร่างของคนผู้นั้น
“ข้าจะไปดูเขา”เย่วชินเอ่ยตอบก่อนจะเดินไปดูร่างสูงใหญ่ของคนแปลกหน้าที่เนื้อตัวเปรอะไปด้วยเื
“แต่มันอันตรายนะเพคะ คนผู้นี้เป็ใครก็สุดจะรู้”เสี่ยวหลานบอกตามที่ตาตนเองเห็น ชายแปลกหน้าผู้นี้สวมใส่ชุดที่ไม่ใช่ทหารหรือราษฎรของแคว้นเว่ย แต่ก็ไม่ใช่ชุดทหารของแคว้นศัตรูเช่นกัน
“แต่เขากำลังได้รับาเ็”เย่วชินมองสำรวจไปยังร่างกายของบุรุษตรงหน้า เืที่ไหลท่วมตัว ทำให้รู้ว่าเขาคงได้รับาเ็สาหัส หากไม่รีบช่วยให้เร็วกว่านี้ บางทีคนผู้นี้อาจจะเอาชีวิตมาทิ้งเสียที่นี่ก็ได้
“เชื่อหม่อมฉันเถอะเพคะ อย่าไปยุ่งกับคนผู้นี้เลย บางทีเขาอาจเป็คนของแคว้นจ้าวก็ได้ แต่งกายเช่นนี้อาจจะเป็สายลับมาสืบข่าวจากแคว้นของเราก็เป็ได้นะเพคะ” นางกำนัลผู้น้อยเอ่ยเตือนเ้านายของตนด้วยสีหน้าเป็กังวล องค์หญิงของนางหนีฮ่องเต้มารักษาผู้คนยังชายแดนที่แสนอันตรายแล้วหากยังช่วยเหลือศัตรูอีกนางไม่อยากคิดเลยว่าโทษทัณฑ์ที่จะได้รับจะใหญ่หลวงแค่ไหน