บทที่ 20 ท่านยากจนแล้วจะโทษใครได้ มารดาของนางตายแล้วหรือไร?
ซูเหวินยวนจิบชาแล้วเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีครุ่นคิด “เช่นนั้นข้าคงต้องคิดดูให้ดี ๆ ว่าหลายปีมานี้พวกท่านทำอะไรไว้บ้าง... ความแค้นที่อัดแน่นอยู่ในอกข้าทั้งหมดนี้ จะให้ข้าแก้แค้นคืนบนตัวพวกท่านอย่างไรดี”
ซูหยวนไล่บ่าวรับใช้ที่โถงด้านหน้าออกไป แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้อ่อนโยนที่สุด
“เหวินยวน เ้าเพิ่งจะแต่งเข้าจวนเฉินอ๋องไป ไม่เห็นจะต้องทำให้ความสัมพันธ์กับที่บ้านต้องตึงเครียดถึงขนาดนี้ มีเื่อะไรก็ค่อยพูดค่อยจากันไม่ได้หรือ?”
เขารู้อยู่แล้วว่าการกลับมาเยี่ยมบ้านครั้งนี้ของซูเหวินยวนจะต้องตั้งแง่ใส่พวกเขา ไม่ยอมเป็ลูกไล่ให้ใครรังแกง่าย ๆ เหมือนเมื่อก่อนเป็แน่
แต่การที่นางพูดจาแทงใจดำทุกประโยคเช่นนี้ ช่างไม่เหมือนนิสัยของนางเลยจริง ๆ
ซูหยวนคิดว่า แค่พวกเขาแสดงท่าทีที่ดีต่อนางสักหน่อย ซูเหวินยวนก็คงไม่ถึงกับแตกหักกับพวกเขา
ซูเหวินยวนคนก่อนนั้น ไม่ว่าจะเจ็บช้ำมาเพียงใด ขอแค่มีคนยิ้มให้สักนิด นางก็พร้อมจะลืมเื่บาดหมางที่ผ่านมาได้แล้ว
ดังนั้นตอนนี้ซูหยวนจึงไม่ถือสาที่จะยอมลดตัวลงมาเกลี้ยกล่อมนาง เพราะอย่างไรเสีย หากเื่ราวบานปลายจนน่าเกลียดเกินไป ก็ไม่ได้ส่งผลดีกับนางเช่นกัน
ซูหยวนดึงแขนของนางหวังไว้ พลางส่งสายตาให้เป็สัญญาณบอกให้หยุด
ซูเหวินยวนเพียงแค่ปรายตามองก็รู้ว่าในใจเขาคิดอะไรอยู่
ในหนังสือนั้น หลังจากตัวละครเดิมแต่งให้เซิ่งจิ่งอวี้ ซูหยวนก็ด่าทอนางสารพัดหาว่านางทำเื่น่าอับอาย แต่พอมีเื่ที่ต้องใช้นางเมื่อใด เขาก็จะมาที่จวนเฉินอ๋องเพื่อพูดจาดี ๆ ด้วย
กระทั่งบีบบังคับให้นางรับสตรีหลายคนไว้เพื่อส่งไปเป็ของกำนัลให้เซิ่งจิ่งอวี้
ตอนที่ซูหยวนทำเื่เหล่านี้ เขาไม่เคยรู้สึกผิดแม้แต่น้อย
ก็เหมือนกับตอนนี้นี่แหละ เขาไม่เคยรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไปตลอดหลายปีที่ผ่านมาเลยสักนิด
“ยังจะให้ข้าค่อย ๆ พูดค่อย ๆ จาอะไรอีกล่ะ? ตอนนี้ใครกันแน่ที่เป็ฝ่ายลงไม้ลงมือ ท่านมองไม่เห็นหรือ?” ซูเหวินยวนเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ
ั้แ่นางก้าวเข้ามา นางไม่ได้โกรธหรืออาละวาดเลยสักนิด มีแต่ทำให้คนอื่นโมโหอยู่ตลอดเวลา
ซูหยวนต้องคอยปลอบนางหวังที แล้วก็หันไปปลอบซูหลินเอ๋อร์ที
เขาอยากให้ทั้งสองแม่ลูกสงบสติอารมณ์ลงบ้าง แล้วคิดถึงเื่สำคัญ จากนั้นค่อยร่วมมือกับเขาดี ๆ
แต่พอนางหวังได้เห็นหน้าซูเหวินยวน ก็ไม่มีทางที่จะสงบใจลงได้
ซูหยวนจึงต้องไล่สองแม่ลูกออกไปก่อนชั่วคราว
เมื่อหันกลับมามองเมิ่งฉี เขาก็เอ่ยด้วยเสียงเบา “คืออย่างนี้นะ ข้าอยากจะพูดคุยเื่ในใจกับเ้าสักหน่อย คนข้างกายท่านอ๋อง...”
“เมิ่งฉี เ้าออกไปก่อน ไปรออยู่หน้าประตู ให้เยว่ซิ่วอยู่เป็เพื่อนข้าที่นี่ก็พอแล้ว”
ซูเหวินยวนเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเขาจะสามารถพูดจาไร้ยางอายได้ถึงขนาดไหน
เมื่อเมิ่งฉีออกไปแล้ว ซูเหวินยวนก็นั่งรออย่างเงียบ ๆ ให้อีกฝ่ายเอ่ยปาก
“คืออย่างนี้ เมื่อครู่เ้าก็ได้เห็นองค์รัชทายาทแล้ว เขามาที่นี่เพราะหลินเอ๋อร์เชิญมา ตอนนี้ความสัมพันธ์ของหลินเอ๋อร์กับเขานั้น ไม่ธรรมดาเลย...”
ซูเหวินยวนยกมือขึ้นขัด “ไม่ต้องพูดเื่ไร้สาระแล้ว นางจะได้แต่งเข้าไปหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของนางเอง”
นางเอกตัวจริงยังไม่ปรากฏตัวเลย พอตัวจริงออกมาแล้ว จะมีที่ให้นางไปอยู่ตรงไหนกัน?
ซูหยวนขมวดคิ้ว “ความสามารถน่ะมีอยู่ แต่ที่บ้านไม่มีปัญญาจะจัดหาสินเดิมให้มากมายขนาดนั้นได้”
ซูเหวินยวนหัวเราะเยาะ “ท่านยากจนแล้วจะโทษใครได้เล่า?”
ใบหน้าของซูหยวนซีดเผือด ยิ้มไม่ออกโดยสิ้นเชิง
คุยกันเป็หรือเปล่าเนี่ย?
“เดิมทีหลินเอ๋อร์ควรจะมีสินเดิมที่มั่งคั่ง แค่สินเดิมเ่าั้ก็เพียงพอให้นางได้แต่งเข้าบ้านดี ๆ แล้ว แต่ตอนนี้เ้าแย่งของนางไปหมด กลับมากล่าวโทษพวกเราอีกหรือ?” ซูหยวนเริ่มขึ้นเสียงตะคอกบ้าง
ไม่มีใครสามารถรักษาความสงบไว้ได้เมื่ออยู่ต่อหน้าซูเหวินยวน
เมิ่งฉีได้ยินเสียงทะเลาะกันก็รีบพุ่งเข้ามาทันที จนประตูพังเสียหาย
“...”
ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา ซูเหวินยวนเข้าใจแล้วว่าทำไมเซิ่งจิ่งอวี้ถึงไม่้าเขา
“ไม่มีอะไร เ้าออกไปก่อนเถอะ ถ้ามีเื่ให้เ้าทำเมื่อไหร่ ข้าจะเรียกเอง” ซูเหวินยวนโบกมือพลางยิ้มแย้ม
ทันทีที่เมิ่งฉีออกไป สายตาของซูเหวินยวนก็เย็นเยียบลงทันควัน
“บางเื่เราคงต้องพูดกันให้ชัดเจน อะไรที่เรียกว่าข้าแย่งของนางไป? เดิมทีสินเดิมพวกนั้นเป็ของผู้ใดกันแน่?”
นางหวังพรวดพราดเข้ามาจากด้านหลัง พูดอย่างฉุนเฉียวว่า “เป็ของที่แม่เ้าทิ้งไว้ให้ก็จริง แต่นางแต่งให้พ่อของเ้าแล้ว สินเดิมเหล่านี้พ่อของเ้าก็มีสิทธิ์จัดสรร ตอนนี้เ้าเอาไปหมด แล้วจะให้หลินเอ๋อร์ทำอย่างไร?”
ซูเหวินยวนเหลือบมองนางแวบหนึ่งแล้วกล่าว “ท่านก็พูดเองว่าเป็ของที่มารดาข้าทิ้งไว้ให้ แล้วมารดาของนางเล่า... ตายแล้วหรือ?”
รังแกซูเหวินยวนมานานหลายปี ตอนนี้กล้าดียังไงถึงพูดเื่แบบนี้ออกมาได้?
นางหวังโกรธจนหัวเราะออกมา แล้วกล่าวว่า “เ้าไม่ต้องมาพูดจากวนโมโหข้าหรอก ข้าไม่ได้จะเอาทั้งหมด ขอแค่เ้าเอาออกมาครึ่งหนึ่ง เื่นี้ก็ให้มันจบไป”
“...”
ซูเหวินยวนถึงกับพูดไม่ออก
นางรู้สึกขึ้นมาทันทีว่าต่อให้คารมคมคายเพียงใด ก็คงยากจะพูดเอาชนะคนหน้าด้านไร้ยางอายกลุ่มนี้ได้
ซูเหวินยวนยิ้มตาม แล้วถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“นางหวัง เ้าลองพูดเองสิว่าหลายปีมานี้ เ้าปฏิบัติต่อข้าอย่างไร?”
นางหวังกล่าวอย่างไม่ละอายใจ “อย่างน้อยข้าก็ให้ข้าวเ้ากินประทังชีวิต!”
ซูเหวินยวนสะบัดมืออย่างแรง ปัดถ้วยชาบนโต๊ะใส่ร่างของนางแล้วตวาดลั่น
“แค่ข้าวบูด ๆ เน่า ๆ ไม่กี่ปี คิดจะมาแลกกับสินเดิมของข้าครึ่งหนึ่งอย่างนั้นหรือ?”
“อย่าลืมสิว่าตอนนั้นเ้าเป็แค่อนุนอกสมรส มารดาข้ายังไม่ตายด้วยซ้ำ ลูกของพวกเ้ายังโตกว่าข้าเสียอีก ยังจะมีหน้ามาโลภสินเดิมของนางอีกรึ? ที่ข้าไม่ตบเ้าให้ตายก็ถือว่าใจบุญมากแล้ว!”
ซูเหวินยวนเริ่มจะคุมสติไม่อยู่ แต่เดิมคิดว่าเวลายังมีอีกยาวนาน บัญชีแค้นนี้ค่อย ๆ ชำระก็ได้
แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่อยากรอ รีบร้อนหาที่ตายกันนัก
นางหวังก็คลั่งเช่นกัน ะโว่า “ข้าจะบอกให้ ถ้าเ้าไม่เอาสินเดิมออกมา วันนี้เ้าอย่าคิดว่าจะได้ก้าวออกไปจากที่นี่ มีปัญญาก็วางเพลิงอีกสักรอบสิ ข้าไม่กลัว!”
ซูเหวินยวนลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปเผชิญหน้ากับนาง จ้องมองอย่างไม่วางตา พลางก้าวเข้าใกล้ทีละนิด
นางหวังแอ่นอกเชิดหน้า แม้ในใจจะหวาดหวั่น แต่เพื่อไม่ให้เสียหน้าจึงไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
ทันใดนั้นซูเหวินยวนก็ยกมือขึ้น นางหวังรู้สึกถึงความเจ็บแปลบที่ใบหน้า ตามด้วยเืที่ไหลรินออกมา
“กรี๊ดดดด!!” เสียงกรีดร้องดังลั่นไปทั่วทั้งจวนอัครมหาเสนาบดี
บ่าวรับใช้ที่อยู่ด้านนอกพากันชะโงกหน้ามองด้วยความอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นข้างใน
เมิ่งฉีพุ่งเข้ามาอีกครั้ง เห็นนางหวังนั่งกองอยู่บนพื้น บนใบหน้ามีรอยเืยาวเหยียด
ยังไม่ทันจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ซูเหวินยวนก็ซัดเท้าไปที่ร่างของซูหยวนอีกครั้ง
เยว่ซิ่วมองนางอย่างลนลาน ไม่รู้ว่าควรจะเข้าไปห้ามดีหรือไม่ ดวงตาของเมิ่งฉีเป็ประกาย เขาตามเข้าไปเตะซ้ำอีกหนึ่งที
“คนอยู่ไหน! มานี่เร็วเข้า!” ซูหลินเอ๋อร์ร้องะโอย่างใจจะขาด
ซูเหวินยวนโยนเศษกระเบื้องในมือทิ้งไป เผยรอยยิ้มออกมาแล้วเอ่ยถาม “ยังจะเอาสินเดิมอีกหรือไม่?”
แผนการแรกของนางก็คือการกลับมาเพื่ออาละวาดอยู่แล้ว!
เป็เพราะเซิ่งจิ่งอวี้จะตามมาด้วย นางถึงได้เปลี่ยนแผน แต่ตอนนี้เมื่อเขาไม่ได้มา ก็สะดวกสำหรับนางพอดิบพอดี
ซูหลินเอ๋อร์มองรอยยิ้มราวกับปีศาจของอีกฝ่ายแล้วกรีดร้องออกมาอย่างคุมสติไม่อยู่
บ่าวรับใช้กรูเข้ามา เมิ่งฉีก้าวไปยืนขวางหน้าซูเหวินยวนไว้ ปกป้องนางเพราะกลัวว่าพวกเขาจะทำร้ายนาง
แต่คนพวกนั้นไหนเลยจะกล้า?
“ไป! ไปจับนางไว้ ข้าจะไปฟ้องร้อง! ข้าจะไปฟ้องร้องต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าา!” นางหวังร้องโหยหวนราวกับใจจะขาด
ความเจ็บที่ใบหน้าเป็เื่รอง ที่สำคัญคือใบหน้านางต้องเสียโฉมแล้ว
“ได้สิ ตามใจเ้าเลย” ซูเหวินยวนไม่กลัวแม้แต่น้อย
นางอยากจะแก้แค้น และในขณะเดียวกันก็อยากจะตัดขาดความสัมพันธ์กับครอบครัวนี้ให้สิ้นซาก ตัดขาดกันไปก่อนแล้ว การแก้แค้นถึงจะทำได้สะดวกยิ่งขึ้น
ในเมื่อนางหวังอยากจะฟ้อง ก็ฟ้องไปสิ บนหน้านางอาจจะมีาแเพิ่มมาหนึ่งรอย แต่ถ้าหากรื้อฟื้นเื่เก่า ๆ ในอดีตขึ้นมา เื่เลวร้ายที่นางเคยทำไว้นั้นสาหัสกว่าที่ซูเหวินยวนทำมากนัก
ซูหยวนตวาดอย่างเกรี้ยวกราด “เ้าไม่กลัวเลยหรืออย่างไร?”
ซูเหวินยวนหัวเราะเบา ๆ “ข้าจะกลัวอะไร? ข้าเกือบตายในวันแต่งงาน วันนั้นนางก็เกือบจะทุบตีข้าจนตาย แล้วยังคิดจะตีขาข้าให้หักอีก ข้าเคยตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ยังจะกลัวอะไรอีก?
ก่อนตายถ้าได้ลากพวกท่านไปลงนรกด้วยกัน ข้าก็รู้สึกสะใจดียิ่งนัก
ซูหลินเอ๋อร์... หลังจากวันนี้ไป เ้าน่ะอย่าว่าแต่จะได้เป็พระชายาเอกขององค์รัชทายาทเลย ถึงเวลานั้นแม้แต่คุณสมบัติที่จะเข้าใกล้พระองค์เ้าก็ยังไม่มี!”