https://open.spotify.com/track/3jYJf4znQMqQp8ObPfIkVn?si=D44ZVgQgTImwpexuv3l3AQ
สำหรับใครที่ชอบฟังเพลงแล้วอ่านนิยายไปด้วย แนะนำเพลงนี้...... [ฟังวนซ้ำๆนะ]
ณ ท้องพระโรง
“ฝ่าา โปรดทรงไตร่ตรองใหม่ด้วยยย” ชายวัยกลางคน สวมชุดขุนนางขั้นสูง ก้มตัวคุกเข่าขอร้องฮ่องเต้น้อยเยาว์วัยที่นั่งแน่นิ่งไร้กริยาตอบโต้บนบัลลังก์ั เสียงสั่นเทาร้องขอออกมาอย่างสุดเสียงอ้อนวอนจนน่าเห็นใจ
“พระองค์อย่าทรงเชื่อคำคนถ่อยยั่วยุ ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงยิ่งนัก มิอาจเลินเล่อได้นะพะยะค่ะ”
“ท่านเสนาบดี นี้ท่านจะบังอาจเกินไปแล้วกระมัง ถึงได้พูดจายะโสโอหังเช่นนี้ ฝ่าาจะคิดอย่างไร จะสนพระทัยหรือไม่ พระองค์ย่อมรู้อยู่แก่พระทัยของพระองค์เอง คงไม่ต้องพึ่งท่านให้คอยมาพร่ำย้ำ ให้เสื่อมเสียพระเกียรติหรอกกระมัง” ขุนนางที่ยืนอยู่แถวหน้าไม่ใกล้ไม่ไกลกัน เบ่งพูดจายุยงปลุกปั่น หวังให้องค์จักรพรรดิน้อยกริ้วพริ้วไหวไปตามกระแสพระพาย
แต่แม้ว่าเขาจะพยายามพูดยาวราวกับชักแม่น้ำทั้ง ๕ มาเพียงใด ก็ไร้หนทางเปลี่ยน ระยะดวงตาประกายนั้นแม้จะอยู่ไกลนักยากที่จะจ้องจับสังเกตดูได้ แต่นั้นก็ทำให้เสนาบดีฝ่ายซ้ายอย่างเขารับรู้ได้ว่าเพียงแค่คำพูด ล้วนไม่มีผลกับฝ่าาน้อย
ถึงแม้ว่ากษัตริย์น้อยองค์นี้จะยังคงขรึมนิ่ง มิได้มีท่าทีจะย้อนคิดตามคำปราศรัยของเขาเลยเสียนิด
แต่ใครจะรู้ได้เล่า ขนาดน้ำหยดลงหินทุกวันก้อนหินยังกร่อนลงเลือนได้ จะหาเทียบเปรียบอะไรกับใจคน
“ฝ่าา ชินอ๋อง…” ด้วยความแก่ชราเขามักจะพูดผิดๆถูกๆอยู่บ่อยครั้ง แต่เมื่อรู้ตัวว่าตนเลอะเลือน เสนาบดีหยางก็รีบกลับคำพูดทันที
“ทูลฝ่าา ท่านมหาอุปราช จะถอยทัพกลับตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด ถ้าหากเลี่ยงหลิงถอยทัพตอนนี้ จะเอาชนะอีกคราวก็คงจะยากแล้ว ฝ่าา....อีกเพียงนิดเดียวแคว้นเลี่ยงหลิงก็ชนะศึกแล้วนะพะยะค่ะ หากชนะศึกคราวนี้บ้านเมืองจะสงบสุข ไร้ศึก ไร้าอีกเป็ 100 ปี แต่ถ้าหากพระองค์ออกราชโองการให้มหาอุปราชกลับวังหลวงตอนนี้ แล้วเหล่าทหาร ปวงประชาจะคิดอย่างไร”
“ทูลฝ่าา ถอยกลับมาตั้งหลัก จะกลับไปสู้ใหม่ก็ยังมิสาย ฝ่าา..ท่านมหาอุปราชกำลังคิดการก่อการฏอยู่นะพะยะค่ะ ศึกภายในไม่สงบจะหวังอะไรให้ชนะกับศึกศัตรู”
“ไม่ได้เด็ดขาด ศึกนี้ยืดเยื้อมา 2 ปี หากยอมยกทัพกลับมาง่ายๆยามเข้าใกล้ชัย จะเป็การเสียเปล่าของเหล่าทหารๆ อีกอย่างระหว่างทำศึกมา ๒ ปี ท่านมหาอุปราชก็ไม่เคยขาดการติดต่อกับฝ่าาเลยสักครั้ง จะเป็ไปได้อย่างไรที่ท่านมหาอุปราชจะคิดการก่อฏ”
“จะทำการใหญ่ แค่เื่ส่งรายงานทำไมจะยอมเสียเวลามาตบตาไม่ได้”
“ทูลฝ่าา ยามนี้ฝ่ายศัตรูกำลังแพ้ราบคาบ ข่าวลือก่อฏนี้อาจจะเป็เล่ห์เหลี่ยมของการทำศึกาของฝ่ายศัตรูก็ได้นะพะยะค่ะ”
“จะเล่ห์ จะกลอะไร หากยอมกลับมาวังหลวงตามราชโองการ ถึงยามนั้นพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจจะเป็การดีที่สุด”
“นี้ท่าน!”
“ว่าอย่างไร ท่านออกหน้าออกตาปกป้องท่านมหาอุปราชขนาดนี้ แถมไม่ยอมให้ฝ่าาออกราชโองการอีก ท่านเสนาบดีหยาง...ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่!”
“ท่านต่างหาก คิดจะทำอะไรกันแน่”
เฉินเจีย หัวหน้าขันที มองดูสองขุนนางฝ่ายซ้ายขวาโต้กันไปมาจนน่าหงุดหงิด สองเฒ่านั้นเถียงกันราวกับว่าตนทั้งคู่อยู่ตามท้องตลาด ไม่ได้เกรงกลัวหรือเกรงอกเกรงใจฝ่าาแม้แต่น้อย
โดยเฉพาะ เสนาบดีซ่ง เสนาบดีฝ่ายซ้าย ที่เสนอให้ท่านมหาอุปราชยกทัพกลับเมืองหลวงโดยด่วน เขามักจะชอบถือว่ายกตนเป็ใหญ่ เพียงเพราะเป็พี่น้องร่วมสายเืของอดีตฮ่องเต้องค์ก่อน ยามนั้นเขาเคยถูกฝากฝั่งไว้ให้ดูแลฮ่องเต้น้อยที่พึ่งขึ้นครองราชย์ในพระชนมพรรษาเพียงแค่ 17 ปี ผ่านมาแล้ว 5 ปี ไม่คิดว่าเขาจะเหิมเกริมถึงเพียงนี้ [1]
เฉินเจีย ค่อยๆหันข้างอย่างนอบน้อมเพื่อจะสังเกตุดูสีหน้าของบุคคลที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ั ว่ามีอารมณ์อย่างไร เขาจึงจะจัดการสถานการณ์ได้ถูก
“ฝ่าา สถานะการณ์แบบนี้ ไม่ควรขันนะพะยะค่ะ” เฉียเจียขันทีหนุ่มพูดปราม แม้จะเป็การขบขันเพียงนิดหรือว่าเก็บอาการมิให้เหล่าขุนนางสังเกตุได้ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรอย่างยิ่ง
เฉินเจีย นับได้ว่าแก่กว่าองค์จักรพรรดิน้อยได้ 8 ปี เขาเป็ทั้งผู้ติดตาม ที่ปรึกษา เพื่อนเล่นวัยเยาว์ และผู้ดูแลในเวลาเดียวกัน นับได้ว่าเพียงแค่มองตาก็รู้พระทัย ฝ่าาน้อยแม้มักจะแสดงท่าทีภายนอกให้ดูน่าเกรงขามและเป็ที่ยำเกรงของเหล่าขุนนางสักเพียงใด แต่ก็ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะหลบซ่อนสายตาของขันทีเฉินเจียไปได้ ในสายตาของเขาฝ่าาก็ยังคงเป็องค์ชายน้อยเช่นเดิม
”เฉินเจีย เจิ้น[2]อยากกลับแล้ว ที่นี่น่าเบื่อ” เสียงหวานกระซิบข้างหูคนสนิท แต่สายตาก็ไม่วายที่จะจ้องมองดูสองเสนาบดีเฒ่า
”ไม่ได้นะพะยะค่ะ ฝ่าา พระองค์ยังว่าราชการไม่เสร็จเลย” เฉินเจียขมวดคิ้วก่อนจะส่ายหน้าห้ามปรามอีกชั้น
“ที่ข้าพูดไปทั้งหมด ล้วนหวังดี ก็เพื่อแคว้นเลี่ยงหลิงทั้งนั้น”
“งั้นหรอ แต่ฟังอย่างไร ข้าก็จับใจความที่ท่านประสงค์ดีไม่ได้เลยสักนิด ถ้าท่านหวังดีจริง ท่านก็ต้องยอมให้ฝ่าาเขียนราชโองการเสียสิ จะอยู่ดื้อด้านยืนกรานขัดขวางหวงห้ามฝ่าาทำไม”
“ฟู่~” เสียงริมฝีปากน้อย เป่าลมบางๆออกมาคล้ายถอนหายใจเบื่อหน่าย
เสียงพระมาลาลูกปัดทองคำ[3]กระทบกันส่ายไปมาเพราะลมจางๆ บวกกับแรงขยับตัวเล็กน้อยทำให้ ณ ท้องพระโรงกลับมาสงบเงียบอีกครั้ง เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างพากันล้มตัวคุกเข่าก้มหน้าอย่างฉับพลัน แม้แต่สองเสนาบดีใหญ่ ก็ยังต้องก้มหน้าโค้งย่อตัวตามๆไปด้วย ไม่บ่อยหนักที่ ฮ่องเต้อินชิงหลิน จะยอมขยับตัวจนทำให้เกิดเสียงแบบนี้ แม้จะปริปากยังยากที่คนธรรมดาจะได้ยิน
“อีกนานไหม ที่เจิ้นจะต้องนั่งฟังพวกท่านเถียงกันไปกันมา” อินชิงหลิน เปล่งเสียงเบื่อหน่ายเยือกเย็น พร้อมกับยกตัวขึ้น
ขันทีเฉินเจียที่ยืนอยู่ข้างๆไม่รอช้า รีบยกแขนข้างซ้ายให้มือเรียวน้อยขึ้นมาจับ เพื่อพยุงทรงตัว
”ฝ่าาอย่าทรงกริ้ว” เสียงขุนนางผู้หนึ่งกล่าวออกมา ก่อนจะมีเสียงอีกเป็สิบๆเสียง เอยประโยคเดิมๆซ้ำๆต่อยาวกันเป็ทอดๆ
เสียงรองเท้าลายประณีตกระทบกับพื้นพรม พร้อมๆกับเสียงลูกปัดทองที่ตีกันไปมาอย่างไพเราะ สร้างความแตกตื่นให้ขุนนางน้อยใหญ่ เสนาบดีซ่งเองที่ตอนแรกเพียงแค่ก้มหน้าตาโค้งตัว ตอนนี้กลับล้มคุกเข่าอย่างฉับพลันไปดื้อๆ เพราะ เสียงก้าวเดินนั้นคล้ายกับเข้าใกล้ตนอยู่เรื่อยๆ
อินชิงหลิน เดินไปหยุดที่ตรงหน้าระหว่างเสนาบดีทั้งสองฝ่าย
สายตาเยือกเย็นค่อยๆจ้องไปหาบุคคลแรก “เ้าเสนาบดีซ่งเอาแต่ก้มหน้าก้มตาไม่ยอมสบตาข้า ตีสองหน้าจนน่าเอือมระอาเสียจริง” อินชิงหลินบ่นในใจ
ก่อนจะค่อยๆเลื่อนสายตาไปหาคนข้างๆ ที่ตอนนี้เพียงแค่ยืนก้มหน้าย่อตัวไม่รู้ร้อน ไม่รู้หนาว “นี้ก็อีกคน ยืนกรานจนน่ารำคาญ” ร่างน้อยถอนหายใจ
ก่อนยืนตัวตรงเปล่งคำพูดออกเป็นัย
”ราชโองการ เจิ้นส่งไปแล้ว ทำไมเจิ้นต้องเขียนซ้ำอีก”
“ฝ่าา” เสนาบดีหยางจากที่โค้งตัวก้มหน้า เมื่อได้ยินเสียงอภิปรายก็ใหวังอยากจะปรามทันที จึงรีบเงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ไม่ทันได้พูดอะไรก็ถูกขันทีเฉินเจีย ปะทะสายตาห้ามปรามไว้ก่อน เขาไม่ใช่คนดื้อรั้นมากนัก จึงทำได้เพียงแค่เงียบทิ้งสายตาละห้อย
ต่างจากอีกฝ่ายที่ตอนนี้ยังคงคุกเข่าอยู่ แต่สายตากลับยิ้มปริ่มถึงชัยชนะที่ได้มาอย่างง่ายดาย
”เลิกประชุมได้” เสียงกลองใหญ่ตีดังก้องกังวานไปทั่ววังหลวงสนั่น เป็สัญญาณเลิกประชุมอย่างเป็ทางการ
โปรดติดตามตอนต่อไป
ขอชี้สักนิด
[1] ฮ่องเต้อินชิงหลิน พระชันษา 22 ปี
[2] เจิ้น คือคำที่ฮ่องเต้ใช้เเทนตัวเอง
[3] พระมาลาลูกปัดทอง คือ เครื่องประดับศีรษะสำหรับครอบมวยผม นะคะ หรือเรียกอีกอย่างว่า เหมี่ยนกวน (冕冠)