เสียงฝีเท้าของผมดังระรัวสะท้อนไปตามทางเดินแคบๆโดยมีเกียร์บินนำหน้าเป็ดวงตาในความมืดด้านหลังมีคลอเดียและซามูเอลวิ่งตามมาด้วยลมหายใจที่หอบกระชั้นเมื่อเราเข้าถึงโถงกลางที่ตั้งศาลากระจกแปดเหลี่ยมกลิ่นคาวเืที่คุ้นเคยก็พุ่งเข้าปะทะจมูกทันที
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือความโกลาหลที่ดูเหมือนฉากในละครโศกนาฏกรรม
เลดี้ เอลีเนอร์ นั่งร้องไห้โฮอยู่บนพื้นกระเบื้องที่เย็นเยียบร่างกายของเธอสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ โดยมี มิสเตอร์เวล นั่งคุกเข่าคอยปลอบประโลมอยู่ข้างๆมือของเขาแตะที่ไหล่เธอเบาๆ แต่ดวงตาของเขากลับดูว่างเปล่าจนน่าขนลุก
ไซคส์ ดูจะเป็คนที่ตื่นตระหนกยิ่งกว่าใครใบหน้าของเขาซีดเผือดและมีเหงื่อผุดพรายผมสังเกตเห็นว่าในมือของเขากำเศษกระดาษแผ่นหนึ่งไว้แน่น ทันทีที่เขาสบตาผมเขาก็รีบยัดมันลงในกระเป๋าเสื้อด้วยท่าทีที่มีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด
“เกิดอะไรขึ้น!”คลอเดียถามเสียงสั่น
บาร์เน็ตเดินถอยฉากออกมาจากศาลาร่างที่ผอมสูงของเขาดูสั่นสะท้านราวกับจะพังทลายลงได้ทุกเมื่อเขาเดินเข้าหาผมด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัว “มัน... มันเกิดขึ้นจริงๆครับท่านที่ปรึกษา เงาในกระจกนั่น...”
ห่างออกไปที่ประตูทางเข้าศาลากระจก จูเลียนและ วิกเตอร์ ยืนนิ่งราวกับรูปปั้น สายตาของทั้งคู่จับจ้องไปที่ร่างของ เซอร์ฮาร์ทเวลล์ที่นอนคว่ำหน้าจมกองเืสีแดงฉานอยู่ตรงธรณีประตูพอดิบพอดี
ร่างของเซอร์ฮาร์ทเวลล์ที่นอนคว่ำหน้าจมกองเือยู่ตรงธรณีประตูพอดิบพอดีคือภาพยืนยันว่าความตายได้มาเยือนศาลากระจกแห่งนี้แล้ว
ผมหันไปทางภัณฑารักษ์สาวที่ยังคงยืนตัวสั่นอยู่ข้างๆ“คุณคลอเดีย คุณน่าจะสงสัยน้อยที่สุดในที่นี้เพราะคุณอยู่กับผมตลอดเวลาที่เกิดเหตุรบกวนคุณไปส่งโทรเลขแจ้งสารวัตรเฮย์สให้มาที่นี่ด่วนที่สุด!”เธอพยักหน้ารับคำอย่างรวดเร็วก่อนจะรีบหันหลังเดินออกจากโถงไป
ผมก้มลงพิจารณาร่างที่ไร้ิญญาอย่างละเอียดแสงจากโคมไฟระย้าสะท้อนกับเงาในกระจกนับร้อยบานจนดูเหมือนมีศพของท่านเซอร์อยู่ทุกทิศทางที่กลางหลังของเขามีอาวุธขนาดกลางปักคาอยู่ตรงตำแหน่งหัวใจพอดีคมมีดนั้นถูกเสียบเข้าไปด้วยความแม่นยำและรุนแรงจนปลิดชีวิตได้ในทันที
รอบข้างศพมีกองเืเจิ่งนองและรอยเืที่กระเด็นสาดไปทั่วพื้นห้องกระจกบ่งบอกถึงจังหวะสุดท้ายของชีวิตที่ดิ้นรนอย่างทรมาน แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ‘ปืนพก’ กระบอกหนึ่งที่ตกอยู่ไม่ไกลจากมือของศพราวกับว่าท่านเซอร์ได้พยายามจะคว้ามันขึ้นมาต่อสู้กับ ‘บางอย่าง’ ก่อนจะสิ้นใจ
ผมเงยหน้ามองเข้าไปภายในศาลากระจกไอควันจางๆ ยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่บนพื้นผิวตามที่บาร์เน็ตเคยบอกไว้แสงไฟในห้องยังคงสว่างไสวเป็ปกติสะท้อนผ่านกระจกแปดทิศจนเกิดเป็มิติที่ลึกจนน่าเวียนหัวห้องนี้มีทางเข้าออกเพียงทางเดียวคือจุดที่ศพนอนขวางอยู่ ซึ่งหมายความว่าหากใครสักคนลงมือฆ่าเขาคนคนนั้นจะต้องเดินสวนกับศพออกมา...หรือไม่ก็ยังซ่อนตัวอยู่ในห้องกระจกที่ไม่มีทางออกแห่งนี้!
“ปืนพกหนึ่งกระบอกมีดหนึ่งเล่ม และห้องที่มีทางเข้าทางเดียว...” ผมเปรยขึ้นเบาๆพลางส่งสัญญาณให้เกียร์บินโฉบผ่านไอควันเข้าไปข้างใน
“นายท่าน!ในนี้มีกลิ่นแอลกอฮอล์ผสมกับกลิ่นไหม้แปลกๆ ด้วยนะ!”เกียร์ะโรายงานขณะบินวนอยู่เหนือโคมไฟ
ผมจับจ้องไปที่ทางเข้าที่ถูกปิดตายด้วยร่างของเ้าของงานสัญชาตญาณบอกผมว่านี่ไม่ใช่การฆาตกรรมธรรมดา แต่เป็ ‘โชว์’ ที่ถูกจัดวางไว้อย่างดี
ผมละสายตาจากศพแล้วหันกลับไปสังเกตผู้ต้องสงสัยทั้ง7 คนที่เหลือ ทุกคนมีท่าทีแตกต่างกันไป แต่คนที่ดู "แตกสลาย"ที่สุดคือ ซามูเอล เขายืนสั่นจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ผมจึงเดินตรงเข้าไปหาเขาแล้ววางมือลงบนบ่าเพื่อเรียกสติ
"เล่ามาซามูเอล...เกิดอะไรขึ้นที่นี่?"
เขาเงยหน้าที่ซีดเผือดขึ้นมองผมลมหายใจยังคงติดขัด "ก่อนเกิดเหตุ... ผมเดินตรวจตราตามปกติเหมือนทุกคืนจนกระทั่งผมได้ยินเสียงร้องของท่านเซอร์มันเป็เสียงร้องที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวดังมาจากข้างในศาลากระจกนั่นผมเลยรีบวิ่งไปที่ประตู... แต่ประตูลูกบิดนั่นถูกล็อกด้วยกรอนจากด้านในครับผมพยายามเอากุญแจสำรองไขแล้วแต่มันติดกรอนเหล็กจนเปิดไม่ได้!"
ซามูเอลหยุดพักหายใจตัวสั่นเทาเมื่อนึกถึงภาพถัดมา "ผมได้ยินเสียงท่านเซอร์ะโอีกครั้งผมเลยตัดสินใจทุบประตูเรียกแล้วก้มลงมองผ่านรูกุญแจ...แล้วผมก็เห็นสิ่งที่มันเป็ไปไม่ได้!"
เขาเงียบไปอึดใจใหญ่แววตาเต็มไปด้วยความสยดสยองก่อนจะเค้นเสียงพูดต่อ "ข้างในนั้นมันมืดสนิท...มืดผิดปกติ แต่แสงจากโคมไฟระย้าที่แกว่งไปมาพอจะทำให้ผมเห็นภาพลางๆท่านเซอร์กำลังถือปืนพกเล็งไปรอบตัว เขากำลังสู้กับ 'ผี'ในกระจกครับ! มันเป็เงาวูบวาบที่เคลื่อนไหวสลับไปมาตามบานกระจกแปดทิศนั่น!"
"ผมะโเรียกท่านเซอร์สุดเสียงพร้อมกับทุบประตูเรียกสติท่านดูเหมือนท่านเซอร์จะได้ยินเขาเลยรีบวิ่งกลับมาที่ประตูนี้พยายามจะเอื้อมมือมาดึงกรอนล็อกออก...แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง!" ซามูเอลเบิกตากว้าง "ผมเห็นเงาผ้าคลุมสีดำพุ่งออกมาจากบานกระจก!มันแทงมีดเข้าที่กลางหลังท่านเซอร์ในจังหวะที่ท่านหันหลังให้เพื่อจะเปิดประตูให้ผมพอดี!"
"ผมร้องลั่นด้วยความใแล้วเงานั่นก็สลายหายไปในอากาศต่อหน้าต่อตา!ผมจึงรวบรวมแรงทั้งหมดพังประตูเข้าไป... สภาพก็อย่างที่คุณเห็นนั่นแหละครับ ผมใจนทำอะไรไม่ถูกเลยรีบวิ่งไปหาคุณที่ปรึกษาทันที!"
ผมฟังคำให้การนั้นด้วยความสงบแต่สมองกลับหมุนเร็วจี๋หากซามูเอลพูดความจริง นี่คือคดีฆาตกรรมโดย "ผี" ที่มีพยานยืนยันแต่ในโลกที่ไร้มานาแห่งนี้...เงาผ้าคลุมดำที่โผล่มาจากกระจกและหายตัวไปในห้องที่ล็อกตาย คือ "มายากล"ที่ถูกคำนวณมาอย่างดีที่สุด
ผมกวาดสายตามองไปที่ใบหน้าที่ซีดเผือดและหวาดผวาของทั้งเจ็ดคนที่เหลือก่อนจะเริ่มคำถามที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง “พวกคุณมาถึงที่นี่ได้อย่างไร?”
คำตอบที่ได้รับแทบจะหลอมรวมเป็เสียงเดียวกันทุกคนต่างใตื่นเพราะเสียงะโสุดเสียงของซามูเอลที่โวยวายเื่ผีสางพวกเขาจึงกึ่งวิ่งกึ่งเดินมาที่ศาลาแปดเหลี่ยมและได้พบกับภาพอุจาดตาของเซอร์ฮาร์ทเวลล์ที่นอนสิ้นลมโดยมีดาบปักคาหลัง
ผ่านไปครู่ใหญ่คุณคลอเดียก็วิ่งกลับเข้ามาในโถงด้วยอาการหอบเหนื่อย“ฉันแจ้งโทรเลขไปที่สถานีตำรวจเรียบร้อยแล้วค่ะคุณดัสก์บอร์น”
“ขอบคุณครับ”ผมตอบพลางคำนวณในใจ “จากระยะทาง ตำรวจน่าจะใช้เวลาประมาณ 30นาทีถึงจะมาถึงที่นี่ ระหว่างนี้ ผมขอสั่งให้ทุกคนอยู่ในสถานที่เกิดเหตุห้ามใครก้าวออกไปจากโถงนี้แม้แต่ก้าวเดียว”
“เหลวไหล!”ไซคส์แผดเสียงขึ้นมาทันที ท่าทางของเขาดูรนรานมากกว่าจะโกรธจริงๆ“ทำไมฉันต้องทนยืนอยู่กับศพในสถานที่ผีสิงนี่จนกว่าตำรวจจะมาด้วย? ฉันมีธุระต้องจัดการ!”
“นั่นก็เพราะเรายังพิสูจน์ไม่ได้น่ะสิครับคุณไซคส์ว่าเซอร์ฮาร์ทเวลล์ถูกผีฆ่าตายจริงๆ หรือว่าทั้งหมดนี่...คือละครโรงใหญ่ที่ถูกจัดฉากขึ้นมาโดยฝีมืุ์” ผมตอบด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
“ก็เห็นๆ กันอยู่!ซามูเอลก็บอกเองว่าเขาเห็นมันกับตา!” ไซคส์เถียงคอเป็เอ็นพลางชี้มือสั่นๆไปทางซามูเอลที่ยังคงนั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่
“คุณแน่ใจได้อย่างไรครับว่าสิ่งที่ซามูเอลเห็นคือ‘ผี’ จริงๆ?” ผมเดินเข้าไปใกล้ไซคส์อีกหนึ่งก้าวจนเขารู้สึกได้ถึงความกดดันที่แผ่ออกมา“และดูเหมือนว่าคุณเองก็มีบางอย่างที่กำลังปกปิดผมอยู่... ผมขอความกรุณาขอดูเศษกระดาษที่คุณเพิ่งจะรีบเก็บใส่กระเป๋าเสื้อไปเมื่อครู่นี้หน่อยได้ไหมครับ?”
ไซคส์ชะงักไปใบหน้าของเขาเปลี่ยนจากสีซีดเป็สีแดงก่ำ “อะไรกัน! นี่คุณบ้าไปแล้วหรือคุณที่ปรึกษา? ฉันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเื่บ้าๆนี่เลยนะ!” เขาพยายามเบี่ยงตัวหนีและเอามือกุมกระเป๋าเสื้อไว้
“ถ้าคุณบริสุทธิ์ใจและยืนยันว่านี่เป็ฝีมือของผีสางจริง... แล้วคุณจะกลัวอะไรล่ะครับ?” ผมยื่นมือออกไปข้างหน้า “แค่กระดาษแผ่นเดียวมันคงไม่ทำให้คุณกลายเป็ฆาตกรหรอก... เว้นเสียแต่ว่า ข้อความในนั้นมันจะระบุชื่อ‘ผี’ ตัวที่ลงมือได้ชัดเจนเกินไป”
ไซคส์กัดฟันแน่นสายตาของเขาเหลือบมองไปทางคนอื่นๆ อย่างขอความเห็น ท่ามกลางสายตากดดันนับสิบคู่ไซคส์ที่หมดทางหนีค่อยๆ ล้วงมือที่สั่นเทาหยิบเศษกระดาษแผ่นนั้นยื่นให้ผมผมรับมันมาพิจารณา ข้อความบนนั้นถูกตัดแปะจากหนังสือพิมพ์เช่นเดียวกับประกาศใบแรกแต่มันระบุชัดเจนยิ่งกว่า:
‘มาเจอกันที่ศาลากระจกเวลาเที่ยงคืนไม่งั้นความลับของแกจะตกไปอยู่ในมือนักข่าว’
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนถึงกับสูดหายใจเข้าลึกคือคราบเืสีแดงสดที่เปื้อนอยู่เกือบเต็มแผ่นกระดาษ ไซคส์ละล่ำละลักอธิบายทันที"ผมไม่รู้จริงๆ ว่ามันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!ผมไม่รู้ว่ามันเข้าไปอยู่ในกระเป๋าเอกสารของผมั้แ่เมื่อไหร่!"
ผมไม่ตอบ แต่เดินช้าๆไปยังกองเืเจิ่งนองบนพื้นกระจกข้างศพของท่านเซอร์ผมย่อตัวลงสังเกตรูปทรงของกองเืที่กระจายตัวออกไป... แล้วผมก็พบ 'ความผิดปกติ'ที่ชัดเจน
มีรอยแหว่งเป็รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กอยู่กลางกองเืรอยนั้นดูเหมือนมีใครเอาวัตถุบางอย่างมาวางทับไว้ในขณะที่เืกำลังสาดกระเด็นแล้วจึงหยิบวัตถุนั้นออกไปทิ้งไว้เพียงรอยว่างเปล่าที่เืเข้าไม่ถึง ผมนำเศษกระดาษในมือไปวางทาบลงบนรอยแหว่งนั้น...มันพอดีกันอย่างไร้ที่ติ!
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องกระจกทันทีทุกสายตาหันขวับไปจ้องที่ไซคส์ราวกับจะกินเืกินเนื้อ
“คุณฆ่าเขา!” เลดี้เอลีเนอร์กรีดร้องออกมาด้วยความเคียดแค้น “คุณนัดเขามาที่นี่เพื่อสังหาร แล้วคุณก็พยายามจะทำลายหลักฐานด้วยการเก็บเศษกระดาษแผ่นนี้ขึ้นมา!คุณฆ่าสามีฉัน!”
“จะบ้าหรือไง!ผมบอกแล้วว่าผมไม่รู้เื่!” ไซคส์ถอยกรูดไปจนหลังชนกระจกแปดเหลี่ยมใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความกลัว “ผมจะเก็บหลักฐานบ้าๆนี่ไว้กับตัวทำไมถ้าผมเป็คนฆ่า? นี่มันการใส่ร้ายชัดๆ!”
ผมยืนนิ่งมองดูการโต้เถียงผ่านเงาสะท้อนนับพันในห้อง... ใช่ ไซคส์พูดถูกอย่างหนึ่งถ้าเขาเป็ฆาตกรที่ฉลาดพอจะจัดฉากห้องปิดตายได้เขาจะโง่ทิ้งหลักฐานมัดตัวไว้ในกระเป๋าตัวเองทำไม?
รอยแหว่งบนกองเืบอกว่ากระดาษอยู่ที่พื้นตอนเกิดเหตุ...แต่ใครล่ะที่เป็คน ‘วาง’ มันไว้ให้ไซคส์เก็บขึ้นมา?
ผมหันไปสบตากับเกียร์ที่เกาะอยู่บนขื่อ“เกียร์... ค้นหา ‘มุม’ ที่เืกระเด็นใส่กระดาษแผ่นนี้ให้ทีดูสิว่าตอนที่ดาบเสียบหลัง เืพุ่งมาจากทิศทางไหนกันแน่”
เกียร์โผบินลงมาจากขื่อหลังคา ดวงตาเลนส์กลไกของมันหดขยายเพื่อวิเคราะห์วิถีการกระจายตัวของของเหลวสีแดงฉานบนพื้นกระจก“นายท่าน... รอยเืที่สาดกระเด็นบนพื้นและผนังกระจกมีจุดกำเนิดมาจากทิศทางที่ผู้ตายนอนอยู่ไม่ผิดแน่ครับ”
ผมพยักหน้าเล็กน้อยแต่เมื่อก้มลงพิจารณาเศษกระดาษในมือสลับกับรอยแหว่งบนกองเือีกครั้งคิ้วของผมก็ขมวดมุ่น
มันไม่สมเหตุสมผลเลย...ปริมาณเืที่ชุ่มโชกอยู่บนกระดาษแผ่นนี้มัน 'มากเกินไป' เมื่อเทียบกับรอยแหว่งเล็กๆ บนพื้นกระจกที่กระดาษเคยพาดทับอยู่หากกระดาษแผ่นนี้ถูกเืสาดใส่ในขณะที่วางอยู่บนพื้นจริง ปริมาณเืบนกระดาษควรจะสัมพันธ์กับพื้นที่รอบข้างที่ยังว่างเปล่าแต่นี่มันเหมือนกับมีใครตั้งใจ 'เอาปะป้าย' เืใส่กระดาษให้ดูสยดสยองก่อนจะเอามันไปวางไว้บนจุดที่เืเพิ่งจะหยดลงไปเพียงน้อยนิด
ไซคส์กำลังถูกใช้เป็ตัวหมาก...คนร้ายตัวจริง้าป้ายความผิดให้เขาอย่างจงใจและจงใจมากเสียจนทำให้หลักฐานชิ้นนี้ดู 'สมบูรณ์แบบ' เกินความเป็จริง
ผมเก็บข้อสรุปนี้ไว้ในใจอย่างเงียบเชียบยังไม่ยอมบอกใครว่าผมมองเห็นกลลวงนี้แล้ว เพราะหากผมรีบหงายไพ่ตอนนี้คนร้ายอาจจะไหวตัวทันและทำลายหลักฐานชิ้นอื่นที่เหลืออยู่ผม้าดูว่าภายใต้ความตื่นตระหนกที่ดูเหมือนละครเวทีนี้ใครกันที่เป็คนคอยชักใยอยู่เื้ัเงาผ้าคลุมดำนั่น
ในขณะที่เสียงถกเถียงระหว่างไซคส์และเลดี้เอลีเนอร์กำลังทวีความรุนแรงจนเกือบจะกลายเป็การวางมวยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนจำนวนมากก็ดังขึ้นจากหน้าโถง สารวัตรเฮย์สพร้อมกับเ้าหน้าที่ตำรวจในชุดเครื่องแบบบุกเข้ามาในพื้นที่นิทรรศการด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด
“จับเขาสิคะคุณตำรวจ!เขาเป็คนฆ่าสามีฉัน!”เลดี้เอลีเนอร์กรีดร้องพลางชี้ไปที่ไซคส์ซึ่งยืนตัวสั่นอยู่ข้างกระจกแปดเหลี่ยม
เฮย์สไม่รีบร้อนทำตามคำสั่งเขาเดินตรงมาหาผมทันที แสงไฟสะท้อนบนตราตำรวจบนอกของเขา“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่บอร์น? ไหนคลอเดียบอกว่าที่นี่มีแค่เื่ผีสางแล้วทำไมถึงกลายเป็คดีฆาตกรรมไปได้?”
ผมดึงสารวัตรออกมาห่างจากกลุ่มคนเล็กน้อยแล้วเล่าสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดให้เขาฟัง รวมถึงเื่เศษกระดาษเปื้อนเืที่อยู่ในมือไซคส์แต่ก่อนที่เขาจะสั่งจับกุม ผมรีบคว้าแขนเขาไว้แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“สารวัตรอย่าเพิ่งด่วนสรุปตามที่ใครเห็น ผมยังมีข้อสงสัยที่ติดค้างอยู่ 3 อย่าง และหากยังหาคำตอบไม่ได้ เราอาจจะจับผิดคน”ผมเว้นจังหวะพลางกวาดสายตามองไปรอบห้องที่เต็มไปด้วยเงาสะท้อน
“อย่างแรก...อะไรคือแรงจูงใจที่แท้จริงที่ทำให้เซอร์ฮาร์ทเวลล์ยอมออกมาที่นี่คนเดียวตอนกลางคืนตามจดหมายขู่นั่น?เขากำลังปกปิด ‘ความลับ’ อะไรที่น่ากลัวกว่าความตายอย่างนั้นหรือ?”
“อย่างที่สอง... คำให้การของซามูเอลเื่ผีในกระจกเขาบอกว่าท่านเซอร์กำลัง ‘ต่อสู้’ กับบางอย่างก่อนจะถูกแทง ถ้ามันเป็ภาพลวงตามันคือภาพลวงตาแบบไหนที่ทำให้คนอย่างท่านเซอร์ถึงกับต้องชักปืนออกมายิง?”
“และอย่างสุดท้าย...ผม้ารู้กลไกที่แท้จริงของห้องนี้ สารวัตรสังเกตไหม? ตอนที่เราเข้ามาครั้งแรกมีควันหนาทึบปกคลุมอยู่ที่พื้นแต่ตอนนี้มันกลับจางหายไปจนเกือบหมดเหมือนถูกดูดออกไปควันพวกนี้ไม่ใช่แค่เอฟเฟกต์ตกแต่ง แต่มันคือส่วนหนึ่งของ ‘กลสังหาร’ที่ฆาตกรใช้พรางตัว”
เฮย์สขมวดคิ้วพลางมองไปที่ร่างที่ไร้ิญญา “นายกำลังจะบอกว่า... มีใครบางคนใช้กลไกของที่นี้เป็เครื่องมือในการฆ่าคนงั้นเหรอ?”
“ไม่ใช่แค่เครื่องมือหรอกครับสารวัตร”ผมหันไปมองสถาพนิคและช่างประดิษฐ์ที่ยืนคอตกอยู่ “แต่ที่นี่คือ ‘เวที’ที่ถูกออกแบบมาเพื่อฆาตกรรมโดยเฉพาะต่างหาก”
ผมเดินตรงเข้าไปหา จูเลียน และ วิกเตอร์สองหัวใจหลักผู้ออกแบบและสร้างกลไกพิสดารเหล่านี้สายตาของผมจ้องเขม็งไปที่รอยคราบน้ำมันบนมือของพวกเขา “พวกคุณช่วยอธิบายเื่‘ควัน’ ที่พื้นห้องนั่นหน่อยสิ มันถูกออกแบบมาให้ทำงานยังไง?”
จูเลียนสถาพนิคหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตาผมด้วยท่าทีอิดโรย “ห้องนี้ถูกออกแบบมาตามความประสงค์ของท่านเซอร์ฮาร์ทเวลล์โดยเฉพาะครับเขา้าให้แขกที่เข้ามาััศาลากระจกแปดเหลี่ยมรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนก้อนเมฆเราจึงติดตั้งระบบท่อส่งไอน้ำแรงดันต่ำไว้ใต้พื้นไม้สักเพื่อปล่อยกลุ่มควันให้ลอยเอื่อยอยู่ระดับหน้าแข้งตลอดเวลา”
“เราต้องใช้เวลาแก้ไขระบบนี้นานหลายสัปดาห์เลยล่ะครับ”วิกเตอร์ ช่างประดิษฐ์เสริมพลางถอนหายใจ“ท่านเซอร์จู้จี้เื่ความหนาแน่นของควันมากเขา้าให้มันหนาพอที่จะพรางตาแต่ต้องไม่บังหน้ากระจก”
“แล้วนอกจากพวกคุณสองคนมีใครที่รู้วิธีเปิดระบบนี้ หรือรู้วิธี ‘ดัดแปลง’ มันบ้างไหม?” ผมถามต่อ
ทั้งสองหันมามองหน้ากันก่อนจะพยักหน้าพร้อมกัน“ทุกคนที่ยืนอยู่ที่นี่แหละครับ...ตอนที่เราทดลองระบบครั้งสุดท้ายเพื่อเช็กปริมาณควันทุกคนต้องเข้าไปช่วยกันดูว่ามันเหมือนเมฆจริงไหมรวมถึงวิธีการเปิดสวิตช์ที่ผนังด้านหลังเสาไม้สักนั่นด้วย ใครๆก็เข้าถึงมันได้ครับ”
คำตอบนั้นทำให้ผมต้องขมวดคิ้วหนักกว่าเดิมความเป็ไปได้ที่ฆาตกรจะเป็เพียงแค่สถาปนิกหรือช่างเครื่องถูกปัดตกไปในทันทีเพราะเมื่อ ‘ทุกคน’ กุมความลับของระบบพ่นควัน นั่นหมายความว่า ‘ใครก็ได้’ที่อยู่ที่นี่ สามารถใช้ม่านหมอกนี้เป็เกราะพรางตัวในการลงมือฆ่าคนในห้องปิดตายได้
ในขณะที่ผมกำลังวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างควันและมุมสะท้อนของกระจกเสียงะโด่าทอระหว่างไซคส์และเลดี้เอลีเนอร์ก็ปะทุขึ้นอีกครั้งครั้งนี้ดูเหมือนโทสะของทั้งคู่จะล้นปรี่จนเ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มเอาไม่อยู่
“ไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวหรอกที่มีเหตุผลจะฆ่ามัน!”ไซคส์แผดเสียงก้องโถงกระจก ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความจนแต้ม“ทุกคนที่ยืนหัวโด่อยู่ที่นี่นั่นแหละที่อยากเห็นมันลงไปนอนในโลง!”
เขาหันไปทางเลดี้เอลีเนอร์ที่ยืนตัวสั่น“เธอน่ะตัวดีเลย นังหญิงแพศยา! ฉันรู้นะว่าเธอกับไอ้นักมายากลนั่นเคยลึกซึ้งกันแค่ไหนและตอนนี้ก็ยังไม่เลิกกันพวกแกอาจจะวางแผนรวมหัวกันกำจัดผัวแก่เพื่อฮุบสมบัติแล้วไปเสวยสุขด้วยกันก็ได้นี่!”
มิสเตอร์เวลขยับหมวกทรงสูงเล็กน้อยรอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏบนมุมปาก “มันไม่รุนแรงไปหน่อยหรือครับคุณไซคส์? ถ้าจะพูดเื่แรงจูงใจผมว่าคนที่เป็คู่แข่งทางธุรกิจและจ้องจะเจ๊งอย่างคุณนั่นแหละน่าสงสัยที่สุด...”
เขาเว้นจังหวะพลางกวาดสายตาไปที่คนอื่นๆอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า “หรือจะเป็คุณผู้จัดการ บาร์เน็ต ดีล่ะ? คนที่ทำงานรากเืหามรุ่งหามค่ำแต่กลับไม่ได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมแถมยังถูกท่านเซอร์ข่มขู่ว่าจะแฉเื่ยักยอกเงินบริษัททั้งที่ความจริงแล้วคนที่โกงเงินจนตัวอ้วนพีก็คือตัวท่านเซอร์เองต่างหาก”
บาร์เน็ตหน้าซีดเผือดแทบจะล้มทั้งยืนในขณะที่เวลยังคงสาดโคลนต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง “หรือจะเป็ จูเลียนสถาปนิกผู้ถูกโกงค่าแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่าแถมยังโดนขู่ว่าจะโดนแบนจากวงการถ้าไม่ยอมก้มหัวให้? แล้วคุณล่ะวิกเตอร์...ช่างประดิษฐ์อัจฉริยะที่ผลงานทุกชิ้นของถูกท่านเซอร์ขโมยชื่อไปแอบอ้างว่าเป็คนคิดค้นเองทิ้งให้คุณจมอยู่กับคราบน้ำมันและเศษเงินไปวันๆ”
ความเงียบที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุมห้องกระจกแปดเหลี่ยมทุกคนยืนนิ่งราวกับถูกสาป
ผมฟังคำแฉเ่าั้พลางพยักหน้าเบาๆให้กับตัวเอง... น่าประทับใจจริงๆ ในโลกที่ไร้มานาแห่งนี้ไม่จำเป็ต้องมีมนตร์ดำหรอก แค่ ‘ความโลภ’ และ ‘การกดขี่’ก็เพียงพอที่จะสร้างปีศาจขึ้นมาในใจคนได้แล้ว ทุกคนที่อยู่ที่นี่มี ‘ดาบ’ อยู่ในมือกันคนละเล่มและทุกคนมีเหตุผลดีๆ ที่จะปักมันลงบนหลังของเซอร์ฮาร์ทเวลล์
“นายท่าน...มวลอากาศในห้องนี้มันหนาแน่นไปด้วยความแค้นจนข้าหายใจลำบากแล้วนะ”เกียร์กระซิบข้างหู “ทุกคนดูเหมือนฆาตกรไปหมดเลย!”