“เอ่อ จะดีหรือครับคุณหนู”
เด็กหนุ่มนักศึกษาปีที่สามของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างเจียมตัว
“ดีสิคะ ดีมากที่สุดเลยด้วย พี่แรมจะได้ไม่ต้องเดินออกไปขึ้นรถเมล์ที่ปากซอยให้เหนื่อย ไม่ต้องเสียค่ารถเมล์และจะได้ไปถึงมหาวิทยาลัยไม่สายด้วย”
เด็กสาวสาธยายข้อดีให้เขาฟังเสียงแจ้วๆ
“แต่ผมเกรงว่าจะเป็การรบกวน...”
“รบกวนอะไรคะ ทางไปโรงเรียนของลูกแก้วก็ต้องผ่านทางเข้ามหาวิทยาลัยของพี่แรมอยู่แล้ว แค่แวะเข้าไปส่งกันนิดเดียวจะเป็ไรไปคะ ลูกแก้วคงไม่สบายใจหรอกนะถ้าปล่อยให้พี่แรมไปเองทั้งๆที่เราอยู่บ้านเดียวกันและก็ไปทางเดียวกันอย่างนี้”
เด็กสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงคล้ายจะตัดพ้อทำให้เด็กหนุ่มมีท่าทางลังเลขึ้นมา และเมื่อเธอเปิดประตูรถออกให้ เขาก็จึงจำต้องก้าวเข้าไปนั่งในรถคันนั้นอย่างไม่อาจปฏิเสธ
“ความจริงพี่แรมไม่จำเป็ต้องรีบออกมาจากบ้านก็ได้นะคะรอนั่งรถออกมาพร้อมกับลูกแก้วทีเดียวเลยก็ได้”
เด็กสาวบอกกับเขาขณะที่รถเริ่มแล่นต่อไป
“ท่านนายพลกับคุณหญิงคงไม่พอใจ”
แรมหรือเด็กหนุ่มที่มีชื่อจริงว่า ศิวดนย์กล่าวเบาๆอย่างรู้ซึ้งถึงความแตกต่างของตนกับสาวน้อยผู้นี้ดี
“คุณพ่อกับคุณแม่ไม่ว่าอะไรหรอกค่ะ ท่านใจดียิ่งกว่าใครๆในโลก”
เด็กสาวเอ่ยถึงบิดากับมารดาด้วยความรักและภาคภูมิใจ
“คุณหนูคิดไว้หรือยังครับ ว่าเรียนจบม. หกแล้วจะเรียนต่อสาขาวิชาอะไร”
แรมถามอย่าง้าจะเปลี่ยนเื่ที่ตนรู้ตื้นลึกหนาบางอยู่เป็อย่างดี และเวลาที่จะได้อยู่ใกล้ๆสาวน้อยคนนี้ก็ไม่ได้มีง่ายๆเพราะฉะนั้นเขาก็อยากจะตักตวงเอาความสุขเล็กๆน้อยๆเท่าที่พอจะหาได้นี้เอาไว้ให้มากที่สุดมากกว่าจะมัวไปคิดถึงเื่ที่ทำให้กังวลใจ
“คิดไว้หลายอย่างค่ะ แต่ยังตัดสินใจไม่ได้เลย”
“คุณหนูควรตัดสินใจเลือกให้ได้เร็วๆนะครับจะได้เตรียมตัวอ่านหนังสือในสาขาที่คิดจะเอ็นนั้นได้ทัน”
“ขอบคุณค่ะ สำหรับคำแนะนำส่วนพี่แรมก็เหลืออีกแค่ปีเดียวก็จะได้รับปริญญาแล้วสินะคะ”
แรมยิ้มรับคำกล่าวของเด็กสาวอย่างภาคภูมิใจในความสำเร็จที่จะมาถึงในเวลาอีกไม่นานเกินรอนี้ก็จะไม่ให้เขาภาคภูมิใจได้อย่างไรก็ในเมื่อเขาเป็แค่เด็กจากต่างจังหวัดที่พ่อตายจากก่อนที่แม่จะทิ้งไปั้แ่ที่เขาอายุได้แปดปีเท่านั้นโดยที่ไม่ยอมย้อนกลับมาให้เขาได้เห็นหน้าอีกเลย แต่เขาก็ยังสามารถดำรงชีวิตอยู่มาได้โดยที่ไม่เสียผู้เสียคนไป แถมยังสามารถดิ้นรนทำงานส่งเสียตัวเองจนเรียนจะจบปริญญาตรีได้อีกด้วย
“วันเกิดปีนี้พี่แรมอยากได้อะไรเป็ของขวัญคะ”
เด็กสาวถามขึ้นอีกเมื่อเห็นเขายังนิ่งไม่พูดอะไร
“วันเกิดหรือครับ เหลืออีกตั้งหลายเดือนน่ะ”
“หลายเดือนอะไรกันคะ ปลายเดือนนี้แล้ว อะไรกัน พี่แรมจำวันเกิดตัวเองไม่ได้เหรอ”
“จริงสินะครับ ผมก็ลืมไปจริงๆนั้นแหละ”
เด็กหนุ่มยิ้มเก้อๆ
“พี่แรมหัดสนใจเื่ของตัวเองบ้างสิคะ นี่อะไรเอาแต่เรียนกับทำงานสองอย่างเอง”
“ที่ผมตั้งใจเรียนและตั้งใจทำงานนั้นก็เพื่อตัวเองนะครับ ผมอยากมีอนาคตที่ดี ที่ไม่ต้องลำบากในภายภาคหน้า”
แววตาที่มีความหมายบ่งบอกความในใจบางอย่างของเด็กหนุ่มจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเด็กสาว เธอจะรู้ไหมนะ ว่าเธอคือกำลังใจทั้งหมดที่ทำให้เขามีเรี่ยวแรงที่จะพยายามถีบตัวเองให้ขึ้นไปยืนอยู่ยังจุดที่สูงขึ้นไปมากกว่านี้
“ตกลงอยากได้อะไรเป็ของขวัญคะ”
เด็กสาวเอียงคอถามพร้อมรอยยิ้ม ผิวแก้มเนียนดูแดงปลั่งตามธรรมชาติ ดวงตากลมวาวเป็ประกายประดับกรอบด้วยขนตายาวงอน เวลากระพริบตาดูน่ามองยิ่งนัก
“ผมไม่อยากได้อะไรหรอกครับแค่ได้รับกำลังใจจากคุณหนูและได้เห็นรอยยิ้มอย่างนี้ของคุณหนูทุกวันก็พอแล้วครับ”
พูดแล้วเด็กหนุ่มก็รู้สึกเขินจนหน้าแดงขึ้นมาเองกับคำพูดที่เหมือนจะเปิดเผยความรู้สึกในใจของตน เขารู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรกับเด็กสาวแต่เขาก็รู้ด้วยว่าเป็การอาจเอื้อมเกินไปหากเขาจะแสดงมันออกมาให้ใครใครได้รับรู้ เขาคงต้องเก็บมันไว้ในใจไปก่อน แม้มันจะเสี่ยงกับการที่อกจะะเิไปก็ตาม
“งั้นหมายความว่าลูกแก้วก็ไม่จำเป็ต้องเตรียมของขวัญอะไรเลยใช่ไหมคะ”
เด็กสาวย้อนถามขณะจ้องมองหน้าที่แดงขึ้นมาของเขาอย่างแปลกใจ
“แล้วแต่คุณหนูสิครับ”
“แล้วนั้นทำไมพี่แรมถึงหน้าแดงขึ้นมาละคะ”
“หน้าแดงอะไรกัน ไม่มี ไม่ได้แดง”
เด็กหนุ่มรีบปฏิเสธพร้อมกับหันหน้าหนีเพื่อหลบสายตาของเธอ
“แน่ะ แล้วนั้นทำไมต้องหันหน้าหนีด้วยคะ แน่จริงก็หันมาทางนี้สิ”
เด็กสาวท้าทายพร้อมพยายามดึงเขาให้หันหน้ามา จนเกิดความชุลมุนเล็กๆขึ้นที่เบาะหลังของรถนั้น
เสียงหัวเราะเสียงหยอกเย้าของคนทั้งสองทำให้คนรับใช้คนสนิทของท่านนายพลธัชชัยและกำลังทำหน้าที่ขับรถอยู่ขณะนี้ต้องลอบมองผ่านกระจกส่องหลังไปอย่างไม่ค่อยพอใจ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
“ทำไมแกถึงได้มาช้านักวะขจร เกินเวลาไปเป็สิบนาทีทีเดียว”
ท่านนายพลธัชชัยเสียงเข้มใส่ลูกน้องซึ่งสูงวัยกว่าตนอยู่หลายปีนั้นอย่างไม่พอใจเมื่อเห็นเขากลับมาผิดเวลา
“เอ่อ...คือ...”
นายขจรพูดจาได้แค่อึกๆอักๆทำให้เ้านายที่มีนิสัยเ้าระเบียบเข้มงวดและเด็ดขาดสมกับที่เกิดมาเป็นายทหารยิ่งโมโห
“มัวแต่อ้ำอึ้งอยู่นั้นแหละ ฉันถามว่าแกไปมัวทำอะไรอยู่ แค่ให้ไปส่งยัยหนูที่โรงเรียนเท่านั้น”
“คือ...คุณหนูให้ผมรับไอ้แรมติดรถไปด้วยและให้แวะไปส่งมันที่มหาวิทยาลัยด้วยครับ”
นายขจรรีบบอกออกไปเพื่อให้ตัวเองพ้นจากการถูกดุด่า
“ห๊ะ แกว่าอะไรน่ะ ทำไมยัยหนูจะต้องทำอย่างนั้นด้วย”
ท่านนายพลยิ่งโมโหหนักขึ้นไปอีก
“เอ่อ...ท่านครับ ผมคิดว่า...”