บทที่3
ทะลุมิติมาเป็หนิงเหมยจู
เช้าวันต่อมา พัชรายังไม่ได้นอนั้แ่สะดุ้งตื่นดีที่่นี้เธอไม่มีคิวงาน ทำให้ไม่ต้องโทรไปลาหรือว่ามีห่วงอะไรหลังจากที่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเธอจึงเตรียมไปห้างสรรพสินค้าที่มีสัญลักษญ์สีแดงก่อนเป็อันดับแรก่เช้าแบบนี้คิดว่าคนไม่มากเท่าไหร่ เธอจึงขับรถมุ่งหน้าไปสถานที่แห่งนั้นขอเพียงอย่างเดียวว่ากล้องวงจรปิดจะไม่เห็นว่าเธอทำอะไรไม่อย่างนั้นแทนที่จะทะลุมิติไปแบบในนิยาย จะได้ไปอยู่ในคุกแทนนะสิดีไม่ดีขึ้นหน้าหนึ่งอีกต่างหาก
เมื่อมาถึงเธอจึงเดินตามชั้นวางของและเอามือแตะเข้าแตะออกแบบนั้นด้วยความรวดเร็วเธอใช้เวลาเกือบสามชั่วโมงทุกอย่างจึงเข้าไปอยู่ในมิติอย่างที่เธอ้าแต่เธอยังเลือกที่จะซื้อของออกมาหลายอย่างเพื่อไม่ให้เป็ที่สงสัยของพนักงาน
จากนั้นจึงขับรถมุ่งหน้าไปที่ห้างที่ใหญ่ที่สุด พัชรายังคงทำแบบเดิมอยากได้อะไรเธอก็ใช้เพียงนิ้วแตะเข้าแตะออก จนเวลาล่วงเลยมาเกือบเย็นเธอจึงเลือกที่จะกลับเพราะแค่นี้ก็เหนื่อยเหมือนกันเดินทั้งวันจะไม่เหนื่อยได้ยังไงแต่พอจะออกจากห้างสรรพสินค้า สายตาไปเห็นแผนกเครื่องสำอาง เธอจึงเดินเข้าไปทำเหมือนเดิมแม้แต่แผนกนาฬิกาเธอก็ไม่ลืม
"ใช่แล้ว สบู่ เครื่องสำอางไง หากแกทำได้นั่นคืออาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้เลยนะไอ้พัช แต่ว่ามันต้องไปโรงงานหรือเปล่าว่ะกลับบ้านคงต้องไปค้นหาข้อมูลเสียหน่อยแล้ว"
พอคิดได้แบบนั้นเธอจึงรีบกลับบ้าน เพราะพรุ่งนี้เธอจะต้องไปสำเพ็งและประตูน้ำอีกเธอยังไม่ได้ผ้าเป็ม้วนหรืออย่างอื่นเลยหาก้าของพวกนี้ต้องไปสองแห่งนี้เท่านั้นแต่พอกลับมาถึงบ้านเธอจึงหาข้อมูลเกี่ยวกับการทำสบู่และเครื่องสำอางก่อนจะปริ้นทุกอย่างมาเก็บไว้
พัชราใช้ชีวิตโดยที่การหาของเข้ามิติตามที่้าจนครบทุกอย่างเธอไม่ลืมแม้กระทั่งจักรเย็บผ้าทุกแบบหนึ่งอาทิตย์เต็มเพราะแค่ประตูน้ำและสำเพ็งรวมไปถึงโบ๊เบ๊เธอใช้เวลาสี่วันส่วนอาหารสำเร็จรูปเธอก็จะสั่งร้านประจำที่เธอชอบกินทุกอย่างเก็บไว้ในมิติ
ตอนนี้เวลาก็ผ่านมาเป็เดือนแล้ว และเธอยังฝันแปลกๆ ฝันซ้ำๆเหมือนเดิม จึงคิดเพียงว่าเธอคงจะได้ทะลุมิติไปแบบนิยายแน่ๆตอนนี้เธอทำเื่ขายคอนโดเรียบร้อยส่วนรถยนต์นั้นเธอเก็บเข้ามิติด้วยเช่นกันตอนนี้เธอจึงมาเช่าห้องรายวันอยู่แทน เพราะไม่รู้ว่าตัวเองนั้นจะหายไปตอนไหนส่วนเงินที่ขายคอนโดทั้งสองแห่งเธอบริจาคให้กับโรงพยาบาลและบ้านเด็กกำพร้าทั้งหมดโดยเหลือเงินติดตัวไว้ไม่มากพอประทังชีวิตและจ่ายค่าห้องเท่านั้น
แต่แล้วอยู่ๆ คืนหนึ่งที่เธอหลับ เธอกลับไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลยคนที่มาเจอร่างของเธอคือแม่บ้านประจำห้องเช่าก่อนจะแจ้งเื่ให้กับเพื่อนสนิทอย่างเก๋หรือสุนิสามารับร่างไปจัดงานตามประเพณี
พัชรารู้สึกว่าร่างกายกำลังสำลักน้ำและเหมือนว่ามีใครเอาผ้ามาปิดจมูกเธอไว้จากนั้นไม่นานอาการที่อึดอัดจากการสำลักน้ำนั้นค่อยๆ หายไป เธอจึงค่อยๆลืมตาขึ้นมาก่อนจะใแทบสิ้นสติเพราะนี่ไม่ใช่ห้องพักที่เธอเช่าอยู่แต่เป็บ้านดินที่แสนจะทรุดโทรมและเก่าจะพังใส่หัวเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เมื่อมองรอบๆทำให้รู้ว่าเธอทะลุมิติมาแล้วจริงๆ ก่อนจะปวดหัวแทบจะะเิ
ความทรงจำต่างๆ ของร่างนี้ฉายชัดเหมือนกับภาพยนตร์ให้เธอเห็นร่างนี้ชื่อหนิงเหมยจู หรือเสี่ยวจูหรือจูจู แล้วแต่ว่าใครจะเรียกเธออายุสิบแปดปีเป็ลูกสาวคนโตของบ้านหนิง แม่เป็ภรรยาคนแรกและพ่อยังมีภรรยาอีกคนเธอมีน้องชายร่วมท้องแม่เดียวกันอีกหนึ่งคน
ทั้งสองนั้นรักเธอมาก แต่เพราะความเห็นแก่ตัวของหนิงเจียวจูทำให้เธอคิดที่จะทิ้งแม่และน้องไว้ที่บ้านพ่อโดยการวางแผนจับสามีคนปัจจุบันซึ่งเป็พ่อหม้ายลูกติดหนึ่งคนแต่หน้าตาหล่อเหลาไม่น้อยเพื่อออกมาจากบ้านหนิง
ภาพทุกอย่างฉายชัดขึ้นเรื่อยๆ พัชราเองก็นอนด่าเ้าของร่างนี้ในใจตลอดจนเธอนึกขึ้นได้ว่าหญิงสาวคนนี้เป็คนที่เธอฝันถึง ก่อนจะได้ยินเสียงเท้าน้อยๆเหมือนจะค่อยๆ ย่องเดินเข้ามา เธอจึงแกล้งหลับตาอีกครั้ง จากนั้นมีมือน้อยๆ เอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าและตามลำตัวพัชราได้แต่คิดในใจว่าเธอจะตายอีกครั้งเพราะสำลักผ้าชุ่มน้ำผืนนี้แน่ๆ
"ฮือๆๆ น้าขา ต่อไปเสี่ยวลู่จะไม่ดื้อแล้วน้าฟื้นขึ้นมาเถอะนะ พ่อก็เดินไม่ได้น้ามาสลบไปอีกแล้วต่อไปเสี่ยวลู่จะอยู่กับใคร"ตงลู่จิงเช็ดหน้าเช็ดตัวให้กับแม่เลี้ยงพร้อมกับร้องไห้ไปด้วย
"พอแล้ว ไม่ต้องเช็ดแล้วเดี๋ยวฉันจะสำลักตายไปเสียก่อน"หากเธอทนฟังแม่หนูน้อยนี่พูดจบคงได้สำลักน้ำตายหรือไม่ก็ป่วยตายอีกครั้งแน่ตงลู่จิงเมื่อเห็นว่าแม่เลี้ยงฟื้นขึ้นมาแล้วก็ยิ้มดีใจแต่เพราะหนึ่งปีที่ผ่านมาเธอมักจะโดนดุด่าเป็ประจำ ทำให้เธอกลัวและเดินไปอยู่มุมห้อง
พัชรามองหนูน้อยคนนี้เธออายุเพียงแค่สี่ขวบแต่ร่างกายนั้นผอมยิ่งกว่าเด็กสามขวบเสียอีกดวงตากลมโต หากอ้วนกว่านี้คงจะน่ารักไม่เบาเลยทีเดียวเธอจึงกวักมือเรียกแม่หนูน้อยเสียวลู่คนนี้มาหา ก่อนจะลุกนั่งบนเตียงเตาเก่าๆอันนี้
"มานี่เสี่ยวลู่ ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอก"ตงลู่จิงชั่งใจไม่นานจึงได้เดินเข้ามาหา พัชราจึงอุ้มแม่หนูน้อยมานั่งบนตักก่อนจะถามเื่ที่เธอสงสัย เพราะบางอย่างเธอเองก็จำไม่ได้
"ทำไมเรียกฉันว่าน้าล่ะฉันเป็แม่เลี้ยงเธอไม่ใช่เหรอ"
"หนูไม่กล้าเรียกค่ะ และน้าไม่ให้หนูเรียกด้วย"ตงลู่จิงก้มหน้าตอบ
"เอาอย่างนี้ ต่อไปนี้เสี่ยวลู่อยากเรียกฉันว่าแม่ฉันก็จะไม่ห้าม ตกลงไหม อยากเรียกแม่หรือเปล่า"
ตงลู่จิงเงยหน้ามองดวงตาเป็ประกาย ก่อนจะพยักหน้าน้อยๆ ด้วยความดีใจพัชรามองหนูน้อยคนนี้ทั้งสงสารทั้งเอ็นดู เธอจึงคิดเพียงว่าต่อไปเสี่ยวลู่จะเป็ลูกสาวของเธอใครหน้าไหนก็ห้ามมาทำร้ายหรือว่ามารังแกเด็ดขาด ใครจะว่าเธอบ้าก็ได้แต่เธอนั้นรักแม่หนูน้อยคนนี้ั้แ่ในฝันแล้วเธอจะปกป้องแม่หนูน้อยคนนี้เองและจะเลี้ยงให้อ้วนท้วนเลยคอยดู
ภาพความทรงจำที่เธอมีนั้น หลานๆ บ้านของสามีมักจะรังแกเด็กน้อยคนนี้เสมอและยังมีพวกป้าสะใภ้มหาภัยทั้งหลายที่มักจะพูดจากระทบเด็กสี่ขวบบ่อยๆไม่รู้สมองป่วยหรือยังไงมารังแกเด็กที่ไม่มีทางสู้
"เอาอย่างนี้นะ ต่อไปนี้หนูเรียกแม่ว่าแม่เสี่ยวลูกคือลูกสาวของแม่ เข้าใจไหมจ๊ะคนเก่งใครกล้ามารังแกหนูแม่คนนี้จะเป็คนจัดการให้กลับบ้านไม่ถูกเลยดีไหม"
"ดีค่ะ หนูจะช่วยแม่จัดการด้วยนะ"ตงลู่จิงตอบด้วยน้ำเสียงสดใส เธอมีความสุขมากตอนนี้ความกลัวหายไปความดีใจเข้ามาทดแทน เธอมีแม่เหมือนคนอื่นเสียทีั้แ่เกิดมาเธอมีแต่พ่อเพียงคนเดียว คนอื่นๆ รวมไปถึงป้าสะใภ้มักจะพูดว่าเธอเป็เด็กที่ถูกทิ้งไม่มีใคร้าอยู่ๆ เสียงท้องน้อยๆ ของเสี่ยวลู่ดังขึ้น ทำให้เด็กน้อยอายจนหน้าแดง
"เสี่ยวหลู่หิวแล้วใช่ไหมเดี๋ยวแม่ไปทำอะไรให้กินดีไหมคนเก่ง"
"หิวค่ะ พ่อก็หิวพ่อยังไม่ได้กินอะไรเหมือนกัน" ตงลู่จิงบอกเสียงเบาเธอกลัวว่าแม่จะโกรธหากพูดถึงพ่อพัชราเข้าใจในความคิดและความรู้สึกของลูกสาวตัวน้อยจึงพูดกับเธอด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงที่อบอุ่น
"ถ้าอย่างนั้นแม่ไปทำอาหารให้พ่อด้วยดีไหมหนูไปอยู่ดูพ่อก่อนนะลูก แม่จะเข้าครัวไปทำอาหาร"
"แม่จะไม่หายไปไหนใช่ไหม แม่จะอยู่กับหนูกับพ่อใช่ไหม"
“แม่สัญญาว่าจะอยู่กับหนูตลอดไป”
เธอเลือกที่จะไม่ตอบว่าจะอยู่กับสามีเ้าของร่างหรือไม่เธอรู้ดีว่าเขาต้องแต่งงานกันร่างนี้เพราะความจำยอมและที่สำคัญร่างนี้ทั้งเลวทั้งร้ายเธอเองจึงตอบไม่ได้เหมือนกัน
********************