จักรพรรดิผีดิบ

    ตอนที่ 71 ราตรีนิรันดร์กาล

    ตอนที่ 71 ราตรีนิรันดร์กาล ลาซิเฟียกัดริมฝีปากแน่น สองตาคู่งามจ้องเขม็งเรือนภาพเบื้องหน้า หญิงสาวยังคงสาวเท้าก้าวเดินต่อไปแม้ภายในจิตใจจะรู้สึกหวาดกลัวแค่ไหนก็ตาม ความนึกคิดคิดปกป้องชายหนุ่มบังเกิดขึ้นมา ตลอดเวลาเธอถูกเขาปกป้องมาโดยตลอด นับเป็นภพชาติแรกเลยทีเดียวที่ต้องถูกปกป้องโดยบุรุษ “ถึงตาข้าปกป้องท่านบ้าง บุญคุณนี้ ข้าขอชดใช้” ลาซิเฟียกล่าวพลางมือขวาเริ่มร่ายรำดั่งร่ายมนตร์  ภายใต้ฝ่าเท้าของหญิงสาวพลันปรากฏวงแหวนเวทย์ขนาดใหญ่โอฬาร เบื้องหน้าของเธอ ตัวดาบสีแดงฉานขนาดยักษ์ค่อยๆผุดขึ้นจากผืนธรณี ปลายดาบชี้ฟ้า ลอยเด่นเป็นสง่าดุจขุนเขาตั้งตระหง่าน เพียงพริบตาเดียว อุณหภูมิโดยรอบพุ่งสูงขึ้นเป็นทวี เกล็ดเหมันละลายหายสิ้นกระทั่งหยดน้ำยังไม่หลงเหลือ เปลวเพลิงค่อยๆโอบหุ้มจากปลายดาบสู่ด้ามจับราวกับอสรพิษเพลิง “มหาเวทย์โบราณจอมดาบภูติเพลิงอัคคี” หนึ่งในบทมหาเวทย์แห่งไฟที่ทรงพลังอย่างที่สุด บทมหาเวทย์ที่สาญสูญตั้งแต่กาลนาน ความร้อนที่แผ่ซ่านออกมามีอำนาจมากพอจะเผาทะเลสาบให้แห้งเหือดในสิบลมหายใจ หนำซ้ำ ความร้อนยังคงเพิ่มขึ้นทุกช่วงเวลากระทั่งลาซิเฟียก็มิอาจหยั่งถึงขอบเขตสูงสุดของมัน ทว่า พลังสุดทรงอำนาจย่อมแลกมาด้วยการใช้ออกด้วยพลังเวทย์ที่มาก ถึงกระนั้นหญิงสาวผู้นี้นับเป็นข้อยกเว้น หลังจากทะลวงผ่านขอบเขตเลเวลหมื่น การรักษาตัวย่อมเหนือคนธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอคือสายเลือดของเหล่าทวยเทพจากยุคปฐมเทพ!! ด้วยการฟื้นพลังที่อยู่เหนือคนธรรมดาไปมากโข ลาซิเฟียสามารถใช้มหาเวทย์บทนี้ได้แทบจะตลอดเวลา ผลกระทบสุดร้ายกาจย่อมกลายเป็นแรงกดดันอย่างยิ่งยวดแก่มวลศัตรู สัตว์อสูรที่วิ่งกรูมุ่งตรงเข้ามา อย่างใกล้ที่สุดก็ห่างไปนับกิโล แนวหน้าของพวกมันปรากฏเป็นหมาป่าเหมันต์ ใบหน้าครั้งนี้ดุร้ายยิ่งกว่าการปรากฏตัวครั้งไหนๆ กระทั่งร่างกายก็ดูใหญ่โตแข็งแรงขึ้นอย่างน่าประหลาด  ถัดไปจากฝูงหมาป่าเหมันต์พลันปรากฏหมีหิมะขาว ร่างกายใหญ่โตน่ากลัวปกคลุมไปด้วยขนดกสีขาวโพลน ด่านหลังของพวกมันยังคงเป็นสัตว์อสูรหลากหลายประเภท หากแต่พวกมันมีสิ่งเดียวที่คล้ายกัน ความกระหายเลือดและพละกำลังที่มากอย่างสุดแสน ภายใต้ดาบภูติเพลิง ลาซิเฟียยังมิอาจอุ่นใจ ลึกล้ำเข้าไปข้างใน เธอยังปรากฏอาการหวาดกลัวอยู่หลายส่วน ศัตรูในคราวนี้ เลเวลต่ำสุดก็ย่างกรายเข้าหลักหนึ่งแสนไปแล้ว แรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา มันมากมายดุจขุนเขากดทับเรือนร่าง “ไม่ให้ผ่านไปหรอก” ผมสีเงินยาวสลวยพริ้วไหวอย่างบางเบา นิ้วชี้ข้างขวาพลันปรากฏแสงสีทองอร่ามโอบคลุม “มหาเวทย์แสงหนึ่งดัชนีแห่งสรวงสวรรค์” ในขณะนั้นเองที่หนึ่งมือวาดผ่านอากาศในแนวระนาบ บังเกิดเสียงดัง ฉัวะ!! ในรัศมีที่ไกลออกไปนับกิโล ภาพเบื้องหน้าได้ปรากฏ หมาป่าเหมันต์นับสิบตัวพลันถูกสบั้นขาดออกเป็นสองส่วน เนื้อหนังตกกระทบพื้นเบื้องล่าง หยาดโลหิตสาดกระเซ็นบริเวณโดยรอบ บ่อโลหิตไหลอาบหิมะสีขาวบนพื้นดิน บริเวณโดยรอบกลับกลายเป็นแอ่งเลือดขนาดใหญ่โต  ฝูงหมาป่าเหมันต์ที่วิ่งตามหลังมาติดๆ ต่างชะงักงัน ภายใต้ความดุร้ายดั่งสัตว์คลั่ง แววตาคู่กระหายส่อแววอาการสั่นไหวและหวาดผวา ในช่วงเวลานั้นเองที่เสียงเห่าหอนของเหล่าหมาป่าได้ดังขึ้นเป็นระลอก บรู๋ววววว เพียงพริบตา หมาป่าเหมันต์บางตัวที่แสดงอาการหวาดกลัวคล้ายอยากถอยหนี สายตาของพวกมันกลับกลายเป็นเฉียบคมแฝงแรงอาฆาตสูงล้ำอย่างน่ากลัว ฝูงหมาป่าเหมันต์ที่ชะงักงันอยู่นานพลันเคลื่อนนำทัพอสูรต่อ เรือนร่างสูงใหญ่เริ่มทะยานวิ่งตรงมาด้วยความเร็วสูงลิ่วดั่งลมกรด จิตสังหารในครั้งนี้ไม่ได้ตกเข้าไปในตัวถ้ำอีกต่อไป คล้ายกับว่า เป้าหมายพุ่งเล็งตรงมาทางลาซิเฟียแทน แววตาประหนึ่งปลาตายของหญิงสาวกวาดมองทัพอสูรเบื้องหน้าด้วยความเฉยชายิ่ง กาลนี้โลหิตเทพของเธอได้ทะยานเข้าสู่ขอบเขตเลเวลหมื่น ผนวกเข้ากับวิชาที่ครอบครอง การต่อกรกับสัตว์เดรัจฉานเลเวลแสนย่อมไม่นับเป็นอะไร พลังทำลายของดัชนีแห่งสรวงสวรรค์ย่อมสามารถตัดได้กระทั่งภูเขา ถึงกระนั้นบทมหาเวทย์ดัชนีกลับกลืนกินพลังไปบางส่วน แตกต่างจาก มหาเวทย์โบราณจอมดาบภูติเพลง ที่ใช้ออกได้ตลอดเวลา “ข้าจะปกป้องท่านเอง…” ในขณะนี้เองที่แนวหน้าทัพอสูรอย่างหมาป่าเหมันต์ได้ลดระยะห่างจนเหลือเพียงสามร้อยเมตร การกระโดดเพียงครั้งเดียวของพวกมันสมควรเข้าถึงตัวเธอได้ในทันที หนึ่งนิ้วสีทองตวัดอากาศหลายครั้งครา เรือนร่างนับสิบที่กระโจนเข้ามาต่างลอยนิ่งกลางอากาศ แทบจะในทันที เรือนร่างเหล่านั้นพลันถูกตัดออกหลายสิบส่วน ตัดผ่านเนื้อหนังสุดแกร่งกล้าราวกับตัดเต้าหู้!! คลื่นระลอกกองทัพอสูรมิอาจให้หญิงสาวได้พักหายใจ หมาป่าเหมันต์กลุ่มใหม่ต่างทะยานร่างเข้ามาเรื่อยๆ นิ้วสีทองยิ่งมายิ่งตวัดอากาศรวดเร็วขึ้น เร็วขึ้น เร็วขึ้นและเร็วขึ้น ผ่านไปสิบลมหายใจ ลาซิเฟียยังคงใช้นิ้วสีทองตวัดอากาศอยู่อย่างนั้น หากแต่ ภาพเบื้องหน้าได้แปรเปลี่ยนเป็นภูเขาซากศพขนาดย่อมๆ ศพเหล่านั้นมิใช่ชิ้นเนื้อใหญ่โต ทว่า พวกมันต่างเป็นชิ้นส่วนศพที่เล็กกระจ่อยราวกับถูกตัดออกหลายร้อยหลายพันครั้ง เป้นชิ้นส่วนศพเล็กจิ๋วที่ก่อตัวกันเป็นภูเขา!! ในสิบลมหายใจนี้ คาดการณ์ไม่ได้แล้วว่าสัตว์อสูรจำนวนมากมายขนาดไหนที่ได้ตกตายไปภายใต้เงื้อมมือของเธอ ในขณะเดียวกันที่ลาซิเฟียใช้นิ้วสีทองตวัดอากาศอยู่เรื่อยๆ ดาบเพลิงมหึมากลับปลีกตัวออกห่างจากเธอราวห้าร้อยเมตร ทุกอาณาบริเวณที่มันลอยผ่าน อุณหภูมิที่เย็นสุดขั้วพลันผันเปลี่ยนในฉับพลัน กลับกลายเป็นความร้อนดุจแมกมาใต้ทวีป หมาป่าเหมันต์ที่เข้ารัศมีการเผาของมัน เพียงพริบตาเดียว พวกมันต่างถูกเปลวเพลิงเผาไหม้กลายเป็นเถ้าธุลี ตัวดาบไม่ได้ทอดทิ้งผู้เป็นนาย มันถูกควบคุมโดยหญิงสาวให้กระจายตัวออกไป แยกกันจัดการกับสัตว์อสูรเพื่อความรวดเร็ว การฆ่าพวกมันง่ายดายประหนึ่งบี้มด แต่ทว่า มันเป็นความรู้สึกในตอนแรกเท่านั้น… ท่ามกลางการตวัดนิ้วชี้สีทองอร่ามนับครั้งไม่ถ้วน ลาซิเฟียยังจดจำไม่ได้ว่าเธอฆ่าพวกมันไปมากขนาดไหนแล้ว ถึงกระนั้นคลื่นสัตว์อสูรเหล่านี้กลับดูไม่ได้ลดจำนวนลงเลยแม้แต่น้อย การใช้นิ้วสีทองคำยิ่งนานยิ่งสูบกลืนพลังมาก เธอตวัดนิ้วมานานกว่าชั่วโมงแล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้หยุดพักหายใจ “เยอะขนาดไหนกัน…” แววตาประหนึ่งปลาตายปรากฏอาการสั่นคลอน แสงสีทองอร่ามที่เคยตวัดผ่านหนึ่งครั้งก็สามารถปลิดชีวิตของสัตว์อสูรได้ในทันที ตอนนี้ มันกลับกลายเป็นการตวัดถึงสองครั้ง ความเหน็ดเหนื่อยเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าตัว ทัศนียภาพที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน ในขณะนี้ ผืนธรณีต่างถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉานของโลหิตอสูรทอดยาวจนสุดลูกหูลูกตา ลาซิเฟียหอบหายใจแรง ถึงกระนั้นหนึ่งมือยังคงตวัดผ่านอยู่เรื่อยๆ เธอเริ่มสงสัยแล้วว่าเวลาได้ไหลผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว หนึ่งมือยังคงจู่โจมคลื่นอสูรที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน ทั่วแขนเริ่มรู้สึกได้ถึงอาการชา สีหน้าเรียบเฉยปรากฏอาการหวั่นเกรง “เยอะมาก เยอะเหลือเกิน เยอะเกินไปแล้ว…” การต่อสู้ยิ่งดำเนินไปนานเพียงใด จิตนึกคิดของสตรียิ่งฟุ้งซ่าน จิตใจที่แข็งแกร่งดุจปราการเหล็กกล้าจำต้องสั่นคลอน พลังกายและพลังเวทย์ยิ่งมายิ่งเหือดหายไปเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน จอมดาบภูติเพลิงที่ไม่เคยสูญกลืนพลังเวทย์ของเธอ ตอนนี้ มันเริ่มดูดกลืนไปทีละเล็กทีละน้อย ส่งผลให้การใช้หนึ่งดัชนีแห่งสรวงสวรรค์กินพลังงานมากเพิ่มไปอีก ท่ามกลางบ่อโลหิตขนาดยักษ์ดั่งทะเลเลือด ภายใต้รัศมีของจอมดาบภูติเพลิงกลับกลายเป็นพื้นที่สีดำสนิท ผืนธรณีส่งกลิ่นคล้ายเถ้าถ่าน ความร้อนของดาบใขณะนี้อยู่สูงจนน่าสะพรึงกลัว ทว่า ลาซิเฟียจำใจต้องยกเลิกการใช้มัน เนื่องด้วยการกลืนกินพลังเวทย์ที่สูงขึ้นจนเป็นผลกระทบ ในช่วงแรก เหล่าสัตว์อสูรขนาดยักษ์ต่างจู่โจมกันเข้ามาในระยะเวลาไล่เลี่ย ถี่เสียจนไม่มีโอกาสได้พักหายใจ ในขณะนี้เองที่ลาซิเฟียถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางหอบหายใจแรง ในที่สุดเธอก็ได้พักหายใจ ในครรสายตา ภาพเบื้องหน้าที่ถอดยาวไกลจนสุดลูกหูลูกตาล้วนปรากฏเพียงบ่อโลหิตกว้างไกลดุจทะเลเลือด ชิ้นเนื้อขนาดยักษ์ของพวกมันยังแหลกละเอียดเหลวจนหลอมรวมกับโลหิตของตัวอื่นๆ เนื่องจากการปะทะกันเป็นเวลานาน กระแสพลังทำให้พื้นที่โดยรอบยุบตัวลงเล็กน้อย จ๋อม จ๋อม จ๋อม เสียงเดินเหยียบน้ำบังเกิดเป็นระลอกตามการก้าวเดินของลาซิเฟีย หากแต่สิ่งนี้ไม่ใช่น้ำธรรมดา มันคือโลหิตของสัตว์อสูร! ทะเลโลหิตสูงราวข้อเท้า ลาซิเฟียกวาดมองทะเลเลือดเบื้องหน้าด้วยท่าทางอ่อนล้ายิ่ง “หมดซะที…” ลาซิเฟียถอนหายใจพลางชำเลืองหางตาไปทางตัวถ้ำ หญิงสาวเผยรอยยิ้มบาง ภายใต้ความรู้สึกเหนื่อยล้า มันแฝงไปด้วยความสุขใจอยู่เล็กๆ ในช่วงเวลานั้นเองที่ลาซิเฟียพลันหันขวับมองไกลไปทางแอ่งทะเลเลือด สุดขอบของสายตา เงาของเรือนร่างหนึ่งยิ่งมายิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ รูปร่างของมันสูงใหญ่จนน่าตกใจ ขนสีเงินดกปกคลุมทั่วทั้งร่าง แววตาของมันดูทรงพลังคล้ายทรนงในตนเอง แม้มันจะปิดปากอยู่ ถึงกระนั้น เขี้ยวคู่ยักษ์สองซี้ก็ยังคงโผล่ออกจากปาก มันยาวจนเกือบถึงจมูก ลักษณะดูคล้ายมนุษย์อยู่บ้าง ทว่า มันใหญ่โตยิ่งกว่าราวสามสิบเท่า ลาซิเฟียเงยศีรษะมองเรือนร่างนั้นอย่างตื่นตะลึง ขนาดความสูงของมันเทียบเท่าได้กับอสูรโบราณเลยทีเดียว หากแต่กลิ่นอายของตัวตนเบื้องหน้ายังดูแตกต่างจากอสูรโบราณราวฟ้ากับเหว ต่อหน้าอสูรโบราณ ลาซิเฟียคล้ายรู้สึกราวกับมดตัวเล็กจ้อยต่อหน้าปีศาจอหังการ ทว่า ต่อหน้าสิ่งมีชีวิตตัวนี้ เธอมีความมั่นใจอยู่หลายส่วนว่าสามารถเอาชัยเหนือมันได้ “เยติ…” ลาซิเฟียพึมพำอย่างตื่นตะลึง อาการตื่นตะลึงปรากฏบนใบหน้า หากแต่ในพริบตาเดียว หญิงสาวกลับรักษาความสงบไว้ได้อีกครั้ง เธอยังรู้สึกโชคดีอยู่บ้างที่ครั้งนี้ไม่เจอกองทัพอสูรอย่างครั้งเมื่อครู่อีก "เยติ" สิ่งมีชีวิตตัวนี้ถูกกล่าวขานกันในตำนานเท่านั้น ไม่ใช่ในฐานะที่มันแข็งแกร่งที่สุด มันถูกกล่าวขานเพราะมันลี้ลับอย่างที่สุด จนกระทั่งในตอนนี้ ยังมิอาจบ่งบอกได้เลยว่าตัวตนของเยตินั้นมีอยู่จริงๆ ทว่า ลาซิเฟียรู้แจ้งในคำตอบแล้ว ท่ามกลางบรรยากาศตรึงเครียด เนื่องด้วยความเป็นตัวตนที่ลี้ลับอย่างสุดแสน ลาซิเฟียจึงไม่รับรู้ถึงความสามารถของฝ่ายตรงข้ามเลย ในช่วงเวลานั้นเองที่น้ำเสียงทุ้มต่ำได้ดังขึ้น “เก้าแสนเก้าหมื่นเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้า” แววตาสีแดงฉานก้มมองมนุษย์เบื้องหน้า มันกล่าวทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้น ทันทีที่ระยะห่างระหว่างเยติและลาซิเฟียลดลงเหลือห้าร้อยเมตร ฝ่าเท้าของสัตว์ยักษ์ตัวนี้ก็หยุดลง ยืนนิ่งเพ่งมองมนุษย์เบื้องหน้าไม่ขยับกาย ลาซิเฟียก็เช่นกัน หญิงสาวไม่แม้แต่จะขยับเคลื่อนไหว สองตาจ้องมองสเตตัสที่ปรากฏขึ้น ชื่อ:(ไม่มี) อายุ:10,045ปี เผ่าพันธุ์:ยักษ์เหมันต์ อายุขัยโดยธรรมชาติ:500ปี เลเวล:201,489 พลังกาย:30,045,548 พลังเวทย์:100 ทันทีที่พบสเตตัสของมัน ลาซิเฟียเอื้อนเอ่ยออกคล้ายเวทนา “มันความต่างของสัตว์เดรัจฉานกับสัตว์ประเสริฐ เลเวลของเจ้ามาก ใช่ว่าจะทรงพลังเทียบกับพวกข้าได้” เยตินิ่งงันไม่กล่าวตอบ ถึงมันจะเป็นสัตว์เดรัจฉานหากแต่เมื่อสัตว์เดรัจฉานได้ทะลวงขอบเขตเลเวลแสน พวกมันสมควรพูดจาตอบโต้ได้อยู่บ้าง หนำซ้ำ ความฉลาดทางปัญญาของพวกมันยังเพิ่มขึ้นด้วย “มนุษย์เลวทรามและต่ำช้าอย่างที่สุด เพียงเพราะกระหายในอาณาดินแดน พวกเจ้าถึงกับกวาดล้างทุกชีวิตเพื่อให้ได้มันมา ครั้งได้มาครอบครอง พวกเจ้ายังสังหารพวกเดียวกัน เผ่าของข้าจึงต้องเร้นกายหนีเข้ามิติเฉกเช่นในตอนนี้!! ภายใต้การนำของท่านเทพปีศาจสวรรค์ พวกเจ้าสมควรถูกลบหายออกไปจากโลกต้นกำเนิด!!” เยติกล่าวอย่างเดือดดาล ถึงกระนั้นมันยังคงไม่โจมตี มันรู้แจ่มแจ้งว่ากองเลือดในตอนนี้เป็นฝีมือของหญิงสาวเบื้องหน้า หากมันกระทำการผลีผลาม ย่อมสมควรชดใช้ด้วยชีวิต ในความเป็นจริง มนุษย์กับเทพมีความคล้ายคลึงดุจดั่งสายพันธุ์เดียวกัน ทว่า ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย มิอาจปฏิเสธได้เลยว่าเทพกับมนุษย์มีความห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว ถึงลาซิเฟียจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์กระทั่งสเตตัสยังปรากฏว่า “มนุษย์โบราณ” แท้จริงแล้ว เธอมีสายโลหิตของทวยเทพไหลเวียนอยู่ หนำซ้ำ ยังเป็นสายเลือดที่บริสุทธิ์อย่างยิ่งยวด “ข้าอาจจะเป็นมนุษย์ ในเวลาเดียวกัน ข้าก็ไม่ใช่เช่นกัน” ลาซิเฟียเอ่ยกล่าวพลางจ้องเขม็ง เนื่องด้วยความต่างของส่วนสูง เธอจึงเงยศีรษะจนสุดคอ “จงหลีกทางเสีย พวกพ้องของข้าตกตายไปมากถึงเก้าแสนเก้าหมื่นเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าตัว บ่งบอกว่าเจ้านั่นน่าหวั่นเกรงเพียงใด หลีกทางซะ!! ข้าจะไปปลิดชีวิตนามแห่งจักรพรรดิ!! หากไม่กระทำเช่นนั้น โลกต้นกำเนิดจะถูกแผดเผาด้วยเปลวไฟบรรลัยกัลป์” ลาซิเฟียพลันรูม่านตารดหีดเล็กลงอย่างสุดขั้ว "นามแห่งจักรพรรดิ" ทันทีที่คำนี้หลุดจากปากของมัน หัวใจเริ่มเต้นถี่ระรัวราวกระเด็นออกจากอก ตัวตนของนามแห่งจักรพรรดิ สมควรมีความสามารถในการแหกกฎสวรรค์ เพียงสามลมหายใจ หญิงสาวส่ายศีรษะเบาๆ นามแห่งจักรพรรดิตกตายและเลือนหายไปตั้งแต่ยุคสามพันปีแห่งความว่างเปล่า เป็นไปไม่ได้ที่จะมาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ตัวตนที่เธอตามหามาชีวิตทั้งชีวิต ว่ากันว่า นามแห่งจักรพรรดิเพียงการโบกมือครั้งเดียว ล้วนทรงอำนาจมากพอจะลบหนึ่งจักรวรรดิให้หายไปอย่างไร้ร่องรอย ด้วยพลังอำนาจระดับนั้น สัตว์เดรัจฉานเบื้องหน้ากลับกล่าวออกว่าจะปลิดชีวิตนามแห่งจักรพรรดิงั้นหรือ? มันคู่ควรงั้นหรือ? มันกระทำได้งั้นหรือ? ตัวตนที่กระทั่งเหล่าทวยเทพยังยอมสยบแทบใต้เท้า ลาซิเฟียครุ่นคิดยิ่งพบว่าสัตว์เดรัจฉานเบื้องหน้านั้นกำลังหลอกล่อตน วาจาของมันช่างไร้สาระสิ้นดี! หญิงสาวแผดเสียงก้องอย่างเดือดดาลพลางกระโจนร่างขึ้นเหนือฟ้าในฉับพลัน “คิดสังหารนามแห่งจักรพรรดิ! สัตว์เดรัจฉานก็เพ้อฝันกลางวันเป็นสิท่า! นามแห่งจักรพรรดิไม่เคยปรากฏขึ้นนานกว่าสามพันปีมาแล้ว!!” ..สเตตัสปัจจุบัน...
    ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์เลเวล:7,190 พลังกาย:1,335,010 พลังเวทย์:2,201,108 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ 

    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิผีดิบ ที่คุณอ่าน