"ตกลงทำได้หรือเปล่าคะ?"
ซุนเสี่ยวเหยียนเห็นผู้จัดการเงียบไปนาน จึงอดไม่ได้ที่จะถามย้ำ
"อ๊ะ!"
พอถูกทัก หวังเหมิ่งก็เพิ่งได้สติ เขารีบพยักหน้าค้อมตัวประจบประแจงทันที "มะ... ไม่มีปัญหาครับ! ซูเปอร์มาร์เก็ตเท่อิ่วเป็เครือที่ใหญ่ที่สุดในจิงตู คุณเลือกที่นี่ไม่ผิดแน่นอน วางใจได้เลยครับ ต่อให้คุณ้าดวงอาทิตย์ ผมก็หามาให้ได้!"
"โอ้?"
ดวงตาของซุนเสี่ยวเหยียนเป็ประกายเมื่อได้ยินคำรับปากเหมาจบของผู้จัดการหัวล้าน เธอปรายตามองรอบห้องรับรอง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอื่นจึงลดเสียงลงกระซิบ "หามาได้ทุกอย่างจริง ๆ เหรอคะ?"
"ครับ!"
หวังเหมิ่งชักเริ่มรู้สึกว่าตัวเองพูดเกินตัวไปหน่อย แต่ในเมื่อเพิ่งคุยโวโอ้อวดไปหมาด ๆ จะให้กลืนน้ำลายตัวเองก็กระไรอยู่ เขาจึงฝืนยิ้มตอบ "ก็น่าจะ... น่าจะหาได้... มั้งครับ..."
ซุนเสี่ยวเหยียนหูผึ่งทันที เธอกดเสียงต่ำลงไปอีก "พวกปืนกับะุล่ะ หามาได้ไหม?"
เหงื่อเย็นเยียบผุดพรายบนหน้าผากหวังเหมิ่งทันที เขาลุกลี้ลุกลนมองซ้ายมองขวาด้วยสัญชาตญาณ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าในห้องรับรองมีแค่เขากับลูกค้าสาวเท่านั้น
"คุณซุนอย่าล้อเล่นสิครับ ของพรรค์นั้นผมจะไปหามาจากไหน นั่นมันของผิดกฎหมายนะครับ"
หวังเหมิ่งตอบหน้าเจื่อน รู้สึกอับอายชาวาบที่เพิ่งจะตบปากตัวเองไปหมาด ๆ
"เฮ้อ!"
ซุนเสี่ยวเหยียนถอนหายใจยาว ปรายตามองผู้จัดการหัวล้านด้วยน้ำเสียงผิดหวัง "นึกว่าคุณจะแน่จริงเสียอีก น่าเสียดายจัง ออเดอร์ใหญ่ขนาดนี้ถ้าคุณจัดการไม่ได้ ก็คงหมดวิธีแล้วล่ะค่ะ"
"เอ่อ..."
หัวใจของหวังเหมิ่งกระตุกวูบ เขารีบถามอย่างระมัดระวัง "คุณซุนครับ คุณ้าของพวกนั้นไปทำไมหรือครับ?"
ซุนเสี่ยวเหยียนชำเลืองมองอีกฝ่าย พลางลูบไล้นิ้วมือเรียวงามของตัวเองแล้วตอบส่ง ๆ "รสนิยมส่วนตัวค่ะ ไม่ได้เหรอ?"
"ได้ครับ! ได้สิครับ!"
หวังเหมิ่งแอบค่อนขอดในใจว่ารสนิยมคนรวยนี่มันพิลึกคนจริง ๆ
แต่จะว่าไป ความชอบแบบนี้ก็ไม่ได้ดูหลุดโลกเท่าไหร่ ถ้าเทียบกับเศรษฐีต่างชาติบางคนที่ชอบเลี้ยงสิงโตหรือเสือไว้ในบ้าน สะสมอาวุธดูจะเป็เื่ปกติไปเลย
"เอาล่ะ เลิกพูดไร้สาระกันดีกว่า ฉันจะจ่ายมัดจำให้คุณสามสิบเปอร์เซ็นต์ส่วนที่เหลือจะโอนให้หลังจากเห็นของ ไม่มีปัญหาใช่ไหมคะ?"
"ไม่มีปัญหาครับ! สามวัน ผมขอเวลาแค่สามวัน จะจัดเตรียมสินค้าให้ครบถ้วนทุกรายการเลยครับ"
หวังเหมิ่งรีบรับคำเป็มั่นเป็เหมาะ ล้อเล่นหรือไง! ตอนแรกเขาเตรียมใจไว้ว่าได้มัดจำแคสิบเปอร์เซ็นต์ก็หรูแล้ว แต่นี่จ่ายถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์เชียวนะ ใครจะกล้าปฏิเสธเงินก้อนโตขนาดนี้เล่า!
สิบนาทีต่อมา ซุนเสี่ยวเหยียนจรดปากกาเซ็นชื่อลงในสัญญาตัวแทนจัดซื้อ ทันใดนั้นเธอก็นึกอะไรขึ้นได้ จึงเงยหน้ามองหวังเหมิ่ง "ผู้จัดการหวังคะ ฉันมีเื่อยากรบกวนอีกอย่าง"
"ว่ามาเลยครับ!"
เมื่อครู่ซุนเสี่ยวเหยียนเพิ่งโอนมัดจำผ่านแอปธนาคารมาหมาด ๆ เงินสด ๆ สามล้านหยวนเน้น ๆ ทำให้ความคลางแคลงใจที่เขามีต่อเธอปลิวหายวับไปในพริบตา
ดูเอาเถอะ! นอกจากจะสวยสะบัดแล้วยังโอนเงินสามล้านได้หน้าตาเฉย แบบนี้แหละถึงจะเรียกว่าเศรษฐีตัวจริงเสียงจริง!
"หลังจากจัดซื้อของครบแล้ว ฉันยังไม่มีที่เก็บที่เหมาะสม รบกวนคุณช่วยหาโกดังให้ฉันหน่อย แน่นอนว่าค่าเช่าฉันจะรวมจ่ายให้ทีเดียว นอกจากนี้ ช่วยเตรียมเสบียงพื้นฐานสำหรับหนึ่งคนกินสิบวัน ขนขึ้นรถให้ฉันด้วยค่ะ"
"ได้ครับ ไม่มีปัญหา มอบหมายให้ผมจัดการได้เลย!"
สำหรับคำขอที่ง่ายดายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก หวังเหมิ่งไม่ลังเลสักนิด เขารีบรับคำขึงขัง ทำให้หญิงสาวลอบยิ้มพอใจ
กริ๊งงง!
จังหวะนั้นเอง สมาร์ตโฟนบนโต๊ะก็แผดเสียงร้อง ซุนเสี่ยวเหยียนขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นเบอร์ที่โชว์บนหน้าจอ เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกดรับสาย
"ประธานซุนคะ แย่แล้วค่ะ! ซัพพลายเออร์สิบกว่ารายไม่รู้ไปได้ยินข่าวลือมาจากไหนว่าสภาพคล่องของบริษัทเรามีปัญหา ตอนนี้แห่กันมาบุกทวงหนี้ถึงออฟฟิศเลยค่ะ! พวกเขาขู่ว่าถ้าไม่ได้เงิน จะขนของในบริษัทไปชดใช้หนี้ให้หมด!"
ทันทีที่รับสาย เสียงละล่ำละลักของเลขาสาวก็ดังแทรกมาพร้อมกับข่าวร้าย
สีหน้าของซุนเสี่ยวเหยียนเ็าลงทันที "พวกเขารู้ได้ยังไง? อีกอย่าง กำหนดชำระค่าสินค้ามันสิ้นเดือนไม่ใช่เหรอ? พวกเขามีสิทธิ์อะไรมาแหกปากทวงเอาตอนนี้?"
"ฉันเองก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะประธานซุน พวกเขามากันเยอะมากจนปิดทางเข้าออกบริษัทหมดแล้ว พนักงานชั้นอื่นก็พากันลงมามุงดูใหญ่เลย ประธานจะเข้ามาตอนไหนคะ?"
คำรายงานของเลขาทำเอาซุนเสี่ยวเหยียนเดือดดาลขึ้นมาตงิด ๆ เธอครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะสั่งการเสียงเฉียบ "อีกยี่สิบนาทีฉันจะถึงบริษัท กล่อมพวกนั้นให้สงบสติอารมณ์ไปก่อน ถ่วงเวลาไว้จนกว่าฉันจะไปถึง"
เธอตัดสายทิ้ง นิ่งคิดอยู่ชั่วอึดใจ ั์ตากลมโตฉายแววเ้าเล่ห์วูบหนึ่ง ก่อนจะหันขวับไปมองหวังเหมิ่ง "ผู้จัดการหวังคะ ฉันมีเื่เล็ก ๆ น้อย ๆ อยากให้คุณช่วย ไม่ทราบว่า..."
"ไม่มีปัญหาครับ!"
แม้หวังเหมิ่งจะไม่รู้ไอ้เื่เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ว่าคืออะไร แต่เขาก็รับปากแทบจะทันที ช่วยไม่ได้ ก็แม่คุณเล่นทุ่มเงินหนักหน่วงขนาดนี้นี่หว่า!
ซุนเสี่ยวเหยียนขยับเข้าไปใกล้แล้วกระซิบสั่งการบางอย่าง ผู้จัดการหัวล้านตั้งใจฟังพลางพยักหน้ารับหงึกหงัก
เมื่อฟังสิ้นสุด หวังเหมิ่งก็หัวเราะร่า "คุณซุนครับ เื่จิ๊บจ๊อยแค่นี้ วางใจได้เลย ผมจะจัดการให้อยู่หมัดแน่นอน"
หญิงสาวพยักหน้าโดยไม่พูดอะไรต่อ เธอเปิดประตูขึ้นรถสปอร์ตคันงามท่ามกลางการโค้งคำนับส่งของหวังเหมิ่ง ก่อนจะเหยียบคันเร่งมิดไมล์ทะยานมุ่งหน้ากลับบริษัททันที
...
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉินจงถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงคำรามโหยหวนของซอมบี้จากชั้นล่าง เขาสะดุ้งเฮือกขึ้นมาด้วยความงัวเงีย สมองยังคงตื้อตัน รู้สึกสับสนมึนงงไปชั่วขณะเหมือนคนจำไม่ได้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
ผ่านไปพักใหญ่ เขาถึงเพิ่งดึงสติกลับมาได้ พอภาพข้อตกลงซื้อขายกับซุนเสี่ยวเหยียนเมื่อคืนลอยเข้ามาในหัว ความรู้สึกยินดีลึก ๆ กับความมืดมนท้อแท้ก็ตีรวนปะปนกันไปหมด
จริงอยู่ว่าแม่นั่นรับปากจะหาเสบียงมาให้ แต่ ‘น้ำไกลย่อมดับไฟใกล้ไม่ได้’ เขายังคงติดแหง็กอยู่ในโลกวันสิ้นโลกนรกแตกนี่ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องเอาชีวิตให้รอดในเสี้ยววินาทีนี้ให้ได้เสียก่อน
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่เขาจะมีชีวิตรอดไปจนกว่าของจากซุนเสี่ยวเหยียนจะส่งมาถึง ไม่อย่างนั้น ทุกอย่างที่ฝันหวานไว้ก็คงเป็ได้แค่ฟองสบู่
ชายหนุ่มลอบถอนหายใจยาว ลุกขึ้นเดินตรงดิ่งไปที่ห้องครัว เขาจัดการโกยข้าวเหลือ ๆ จากเมื่อวานเข้าปากเพื่อประทังความหิว ก่อนจะเริ่มรื้อค้นและตรวจนับอาหารที่เหลืออยู่ทั้งหมด
การใช้ชีวิตท่ามกลางวันสิ้นโลกที่ผ่านมา หล่อหลอมให้เขาติดนิสัยคำนวณเสบียงอย่างเข้มงวดและละเอียดลออไปโดยปริยาย
เพราะในยุควิกฤตแบบนี้ อาหารคือพระเ้า มนุษย์ไม่ใช่ซอมบี้ ยังไงก็ต้องกินต้องดื่ม ลองขาดสารอาหารสักสองสามมื้อดูสิ ไม่ต้องรอให้พวกผีดิบมางาบหรอก แค่จะขยับตัวก็คงไม่มีปัญญาแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้ฉินจงแทบกุมขมับคือ ไม่รู้ว่าเ้าของห้องนี้วัน ๆ เอาแต่สั่งเดลิเวอรี่หรือยังไง เสบียงตุนไว้ถึงได้น้อยนิดจนน่าใจหาย ข้าวสารกระสอบขนาดสิบกิโลกรัม หลังจากที่เขาหุงกินไปเมื่อวาน ตอนนี้เหลืออยู่แค่ครึ่งถุงเท่านั้น
ไข่ไก่สิบสองฟอง เนื้อหมูก้อนจิ๋วหนึ่งชิ้น นมอีกหนึ่งลัง โชคยังดีที่รื้อไปเจอผลไม้อีกลังซุกอยู่มุมครัว แม้ส่วนใหญ่จะเน่าเละเทะไปแล้ว แต่ก็ยังพอมีแอปเปิลสภาพดีหลงเหลืออยู่สองสามลูก
แต่เมื่อประเมินโดยรวมแล้ว ถ้าเขาต้องกบดานอยู่ที่นี่ คงประทังชีวิตไปได้ไม่ถึงอาทิตย์ด้วยซ้ำ
อีกเื่ที่กวนใจคือ เขาไม่รู้เลยว่าสถานการณ์ฝั่งศูนย์ลี้ภัยตอนนี้เป็ตายร้ายดียังไงบ้าง
เมื่อวานนี้ ทางฝั่งทิศที่ตั้งของศูนย์ลี้ภัยมีเสียงปืนและะเิดังสนั่นหวั่นไหวอย่างต่อเนื่อง ลางสังหรณ์บอกฉินจงว่าสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤตแล้ว
ต้องเข้าใจก่อนว่า ฐานที่มั่นซึ่งเขาและพวกพ้องร่วมกันสร้างขึ้นมากับมือนั้น ต่อให้่หลังจะพอหาอาวุธปืนมาตุนไว้ได้บ้าง แต่มันก็เป็แค่ปืนพกก๊อกแก๊กเท่านั้น แถมยังไม่มีะเิเลยสักลูก
แต่เสียงกัมปนาทะเืเลื่อนลั่นเมื่อวาน ฟังยังไงก็ไม่ใช่การะเิธรรมดา ๆ แน่ นั่นยิ่งทำให้เขาว้าวุ่นใจจนนั่งไม่ติด
"์คงไม่ใจจืดใจดำตัดหนทางรอดของคนหรอกน่า คิดมากไปก็ป่วยการ หาทางหนีออกไปจากที่นี่ให้ได้ก่อนเถอะ!"
หลังจากชั่งน้ำหนักในหัว ฉินจงก็ทำได้แค่ปลอบใจตัวเองแบบกำปั้นทุบดิน ต่อให้ฉันประสาทแดกเป็หมาบ้าอยู่ที่นี่ มันก็กลับไปแก้ไขเื่ที่เกิดขึ้นแล้วไม่ได้อยู่ดี ทางเดียวคือต้องรอดชีวิตออกไปให้ได้ พอกลับถึงศูนย์ลี้ภัย เดี๋ยวก็รู้ดำรู้แดงเองแหละ!
เขาจัดการยัดเสบียงเข้ากระเป๋า การจะเอาชีวิตรอดได้ เขาต้องก้าวเท้าออกจากห้องบ้า ๆ นี่ ไม่ใช่นั่งรอความตายอย่างคนสิ้นหวัง
ชายหนุ่มก้าวฉับ ๆ ออกจากห้องครัวมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนใหญ่ เขาลงมือรื้อโต๊ะอาหารและข้าวของระเกะระกะที่ขวางประตูออกจนหมด
ก้าวแรกของการฝ่าฟันนรกขุมนี้ คือการเชือดนังซอมบี้สาวที่ถูกขังอยู่ข้างในทิ้งซะ!
เมื่อก่อนเขาคุ้นชินกับการมีลูกน้องคอยขนาบข้างเสมอ และนับั้แ่โลกแตกเป็ต้นมา ชีวิตเขาก็ถือว่าโรยด้วยกลีบกุหลาบมาตลอด ไม่เคยต้องตกอยู่ในสภาพหัวเดียวกระเทียมลีบ เผชิญหน้ากับดงซอมบี้สุดหฤโหดเหมือนเมื่อวานเลยแม้แต่ครั้งเดียว
และในเมื่อถูกพวกพ้องสารเลวหักหลังอย่างเจ็บแสบ เขาจึงตั้งปณิธานอย่างเด็ดขาดว่าตัวเองต้องแข็งแกร่งขึ้น!
ซึ่งการจะแข็งแกร่งขึ้นได้ มันต้องเริ่มจากการวิวัฒนาการทะลวงขีดจำกัดของตัวเอง ถ้าแม้แต่ซอมบี้ผู้หญิงตัวเดียวยังจัดการไม่ได้ คำว่า 'แข็งแกร่งขึ้น' มันก็เป็แค่เื่ตลกไร้สาระเท่านั้นแหละ!