วาจายาวเหยียดของเจียวหั่ว ิเยว่เพียงรับฟังด้วยท่าทางนิ่งสงบ
สตรีนางนี้ไม่เห็นน่ากลัว...
ิเยว่แค่นเสียงหยันในใจ เจียวหั่วมิได้รับสิทธิ์ให้อยู่ในสายตานางอยู่แล้ว
แต่เมื่อคืนนางรับปากสามีไปแล้วว่าจะให้เกียรติเขา จำต้องสงบเสงี่ยมสักหน่อย โทษหนักจะได้เป็เบา
“หากเป็เื่เมื่อคืนวาน หลานสะใภ้สำนึกผิดแล้วเ้าค่ะ ต่อไปหลานสะใภ้จะทำตัวดีๆ มีจิตใจกว้างขวาง ยินยอมให้สามีรับอนุไม่จำกัด จะยกท่านอาสะใภ้เป็แบบอย่างนะเ้าคะ”
ิเยว่มิได้รู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับคนในครอบครัวหยาง นางแค่กล่าวคำอย่างคนกลิ้งกลอกเท่านั้น
ทว่ากับคล้ายเป็การตบหน้าเจียวหั่วอย่างแรง สาเหตุเพราะอีกฝ่ายจิตใจคับแคบอย่างที่สุด ไม่เคยอนุญาตให้สามีรับอนุสักคน
นางมักจะกล่าวอ้างว่าจวนสกุลหยางเปี่ยมอำนาจมากบารมีพอแล้ว ไม่จำเป็ต้องเสริมให้โดดเด่นมากกว่านี้ อาจทำคนทั้งตระกูลเป็ที่เพ็งเล็ง และผู้เฒ่าล้วนเห็นด้วยกับเหตุผลเหล่านี้ของเจียวหั่ว
เมื่อิเยว่กล่าวคำเสมือนชี้ช่องทางชั่วให้คนไม่ดี[1] ทำเอานายท่านรองหยางเจ๋อให้รู้สึกพอใจนัก
“หลานสะใภ้กล่าวได้ดี หึหึ!”
เจียวหั่วหันมาขึงตา “ท่านพี่!”
บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งรู้สึกกริ่งเกรงต่อภรรยายิ่งนัก เขาจึงเก็บสีหน้ามิกล้าระบายยิ้มอีก
ผู้เฒ่าท่านอื่นปรายตามองสามีภรรยาบ้านรองนิ่งๆ ไม่คิดโต้แย้งแทนในเื่นี้
สาวใช้รุ่นใหญ่ที่ทำงานในจวนหยางมานานล้วนรู้ดี หลายคนได้ฟังก็แทบกลั้นหัวเราะเอาไว้มิได้
ชั่วขณะนั้น ิเยว่ยังคงไม่รู้อันใด นางกล่าวอีกว่า “มีคนกล่าวว่าสตรีก็เหมือนสมบัติของบุรุษ สามารถโยกย้ายหรือยกให้ใครก็ได้ ในเมื่อรับอนุเข้ามาแล้วทว่าข้าผู้มีฐานะเป็ภรรยาเอกไม่ยินยอมให้สามีรับอนุ มิสู้มอบแม่นางซู่ให้ท่านอาสามีเ้าค่ะ อาสะใภ้จิตใจกว้างขวางออกปานนี้”
ซู่หลินลอบสะดุ้ง
เจียวหั่วแทบกระอักเื
ิเยว่กะพริบตาปริบๆ
ไม่ได้รึ? เคยเห็นจวนอื่นเขาทำกันนะ!
สาเหตุที่ิเยว่รู้ก็เพราะว่าเคยมีสมุนโจรของนางที่เป็สาวงามเกิดปักใจกับบุรุษผู้หนึ่ง กระทั่งตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวขอถอนตัวจากค่ายจันทราไปเป็อนุของเขา สุดท้ายบุรุษผู้นั้นรู้สึกเบื่อหน่ายก็ยกนางให้ญาติสนิทอีกคน จนมีบุตรชายน่ารักน่าชังคนหนึ่งเอาไว้พึ่งพิงยามชรา
ิเยว่ขมวดคิ้วมองเรียวนิ้วอันสั่นเทาของเจียวหั่วที่ชี้มาทางนางอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็มิได้สะทกสะท้านอันใด
“เ้า...เ้า...” เจียวหั่วอึกอักแทบสิ้นสติ
บรรยากาศจึงคล้ายาขนาดย่อมเข้าไปทุกที
นายท่านผู้เฒ่าเริ่มหมดความอดทนต่อบทสนทนาที่ไร้วี่แววปรองดองนี้ จึงกระทุ้งไม้เท้าอย่างทรงอำนาจ
“เลิกพูดจาเลื่อนเปื้อนสักที เหตุการณ์เมื่อคืนถือเป็เื่ที่ขัดต่อธรรมเนียมจรรยา หลานสะใภ้ไป๋รู้ตัวหรือไม่?”
ิเยว่ก้มหน้าแอบกลอกตาปราดหนึ่ง เร่งขบคิดหาข้อแก้ตัวเพื่อกลบเกลื่อนความเลวร้ายป่าเถื่อนที่ทำไว้ มิใช่ว่ากลัวแต่สมควรกลับดำให้เป็ขาวสักหน่อยจึงจะดี ทว่ายังไม่ทันตอบคำใด เจียวหั่วก็ลุกขึ้นสืบเท้ามาทางนาง สีหน้าแววตาที่มองกันประหนึ่งโกรธเกลียดกันมาสิบชาติ
“ท่านพ่อสมควรลงทัณฑ์หลานสะใภ้ไป๋อย่างที่สุด เอาให้หลาบจำเ้าค่ะ”
หากยังปล่อยให้สตรีสกุลไป๋ผู้นี้พูดพล่าม ไยมิใช่ต้องรับอนุซู่มาให้สามี นางเพียรเฟ้นมาให้หลานชายไม่ใช่สามีตน บัดซบนัก!
“ท่านพ่อย่อมเข้มงวดมิให้เสียการปกครองเป็แน่ สะใภ้มั่นใจการตัดสินของท่านเ้าค่ะ”
วาจายกยอเช่นนั้นเป็การกดดันการตัดสินใจของนายท่านผู้เฒ่าอย่างไม่ต้องสงสัย เจียวหั่วจงใจโดยมิต้องสืบ เสียงกระทุ้งไม้เท้าทองคำจึงดังปึงอย่างเดือดดาลอีกครั้ง
“นำตัวหลานสะใภ้ไปลงทัณฑ์ตามกฎบ้าน!”
เพราะเป็ภรรยาสมรสพระราชทาน การหย่าร้างย่อมไม่อาจกระทำตามอำเภอใจ ท้ายที่สุด แม้ไม่ถึงขั้นถูกขับด้วยกฎเจ็ดออก หากแต่ิเยว่ผู้ต่ำศักดิ์ก็ยังมิได้รับความเอื้อเอ็นดูหรือให้เกียรติต่อกันแต่อย่างใด
นางยังคงถูกลงโทษอยู่ดี
ทว่าครานี้ มิรู้สตรีใดแน่ที่ยิ้มได้ร้ายกาจยิ่งกว่า
ิเยว่ลอบยิ้มเ้าเล่ห์ เมื่อถูกสั่งให้นั่งสวดมนต์สำนึกผิดในห้องพระที่หอพระธรรมประจำตระกูลหยาง อย่างไร้กำหนดให้กลับมา
อาณาเขตจวนหยางกว้างใหญ่ไพศาล หอพระธรรมเป็เรือนที่ตั้งอย่างโดดเดี่ยว ร้างผู้คน ไม่มีผู้ใดเข้าใกล้ ไม่ว่าจะทำสิ่งใดล้วนไม่มีใครพบเห็น
เหตุเพราะห่างไกลจากเรือนอื่นมากโข...
[1] ตรงกับสำนวนไทย ชี้โพรงให้กระรอก