เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เล่มที่ 3 บทที่ 86 ออกล่าครั้งแรก


             ชั่วขณะนั้นพวกเฝิงเจี่ยนนายบ่าวก็ถูกละเลยอยู่ที่ปากถ้ำ เกาเหรินกระโดดขึ้นไปบนก้อนหินตะโกนว่า “บ่าวสาวเข้าห้องหอ แม่สื่อถูกโยนทิ้งนอกกำแพง”

             เฝิงเจี่ยนกำลังโยนกิ่งไม้เข้าไปในกองไฟ พอได้ยินก็เกือบจะโดนไฟลวกมือ วันหน้าเขาควรจะบอกผู้เฒ่าหยางให้ควบคุมเกาเหรินเรียนหนังสือให้เข้มงวดสักหน่อยหรือไม่ ปล่อยให้พูดจาเลอะเทอะเช่นนี้ ช่างน่าขายหน้ายิ่งนัก

             แต่เกาเหรินไม่สนใจ เขาหยิบห่อกระดาษไขออกมาจากอก แล้วค่อยๆ หยิบไส้กรอกยาวขนาดสามชุ่นออกมา เขายิ้มอย่างมีความสุขเตรียมจะโยนเข้าปาก แต่สุดท้ายก็ไม่อาจทำเป็นไม่สนใจสายตาของเจ้านายตนได้ จึงแบ่งให้ครึ่งหนึ่งอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ...

             สองนายบ่าวผิงไฟ กินไส้กรอกกันจนเสร็จแล้ว พวกนายพรานก็เสร็จงานเช่นกัน พวกเขาถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเสียมารยาท จึงพากันขึ้นหน้ามาขอบคุณแทนเสี่ยวเตา

             “คุณชายเฝิง ครั้งนี้ต้องขอบคุณท่านจริงๆ ไม่เช่นนั้นเสี่ยวเตาคงไม่รอดแล้ว”

             “นั่นน่ะสิ เจ้าเด็กนี่ยามปกติก็มุทะลุ ท่านเป็นผู้ใหญ่อย่าได้ถือสาผู้น้อยอย่างเขาเลย”

             ชัดเจนว่าทุกคนคงได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากเสี่ยวเตาแล้ว พวกเขานิยมชมชอบและนับถือในความใจกว้างของเฝิงเจี่ยนที่ไม่ถือสาเรื่องแต่หนหลัง ยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือเสี่ยวเตา

             “วันหน้าคุณชายเฝิงก็คือผู้มีพระคุณของหมู่บ้านเขาหมีเรา ไม่ว่าคุณชายเฝิงมีเรื่องอะไรก็บอกมาได้เลย”

             “ทุกท่านเกรงใจแล้ว” เฝิงเจี่ยนยิ้มอย่างอ่อนโยน เป็นคนละคนกับที่ปลิดชีพเสือด้วยมีดสั้นเล่มเดียวอย่างสิ้นเชิง “ต่อให้เป็นคนแปลกหน้าเจอความลำบากก็ยังต้องยื่นมือเข้าช่วย นับประสาอะไรกับคนในหมู่บ้านที่รู้จักกันเป็นอย่างดี”

             “นั่นสิ คนกันเองทั้งนั้น”

             ทุกคนเห็นว่าเฝิงเจี่ยนไม่มีการวางท่ากับพวกเขาแต่อย่างใด เมื่อนึกถึงว่าก่อนหน้านี้ที่ปฏิบัติต่อเขาอย่างค่อนข้างจะเย็นชาเล็กน้อยก็ให้รู้สึกผิดยิ่งนัก จึงยิ่งกระตือรือร้นขึ้น

             “คุณชายเฝิง ท่านซัดมีดตัดขั้วหัวใจเสือในคราวเดียวได้จริงหรือ?”

             “นั่นน่ะสิ ฝีมือล้ำเลิศจริงๆ”

             “ยังมีเสือตัวผู้ตัวนี้อีก เปิดหน้าท้องในมีดเดียว ร้ายกาจจริงๆ”

              ทุกคนพากันรุมล้อมเข้ามาถามไม่หยุด เฝิงเจี่ยนไม่ใช่คนพูดมาก แต่เขาก็ตอบคำถามของแต่ละคนไม่ให้ใครรู้สึกว่าถูกละเลย

             รอจนทุกคนสงบลงบ้างแล้ว เฝิงเจี่ยนจึงเอ่ยขึ้นว่า “อีกสองชั่วยามฟ้าก็จะสางแล้ว ไม่สู้เอาหนังสัตว์ที่ล่าได้เข้าไปขายในเมืองเลยเป็นอย่างไร จะได้ถือโอกาสพาเสี่ยวเตาไปรักษาด้วย”

             “เรื่องนี้...”

             ทุกคนเริ่มลังเลเล็กน้อย อย่างไรเสียเพิ่งเข้าป่ามาได้แค่วันเดียว ยังล่าอะไรได้ไม่มากนัก แต่หากไม่กลับตอนนี้ก็เกรงว่าเสี่ยวเตาจะอาการทรุดลง

             ตอนที่กำลังลังเลอยู่นั่นเอง พรานหนุ่มที่เป็นคนดูแลเสี่ยวเตาจู่ๆ ก็ร้องออกมา “แย่แล้ว เสี่ยวเตาตัวร้อนมาก”

             “รีบไปตักน้ำมาเช็ดตัวให้เขา เร็วเข้า”

             ทุกคนต่างพากันร้อนใจ ยังจะลังเลอะไรกันอีก ถึงแม้การยึดพื้นที่ดีๆ เพื่อล่าสัตว์จะเป็นเรื่องสำคัญ เงินสำคัญ แต่พวกเขาชาวหมู่บ้านเขาหมีทั้งสิบแปดครัวเรือนนับว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าลูกหลานพี่น้องของตัวเอง

             พรานหนุ่มที่ไม่ได้ล่าอะไรติดไม้ติดมือกลับไป ก็ช่วยกันแบกหามเสือตัวใหญ่สองตัวนั้น ส่วนเกาเหรินแบกหมูป่า สองมือถือจิ้งจอก เขาวิ่งนำอยู่ข้างหน้าสุด พวกพรานหนุ่มน้อยที่เหลือสลับกันแบกเสี่ยวเตา ส่วนนายพรานที่เหลือก็แบกเหยื่อของตนเอง แล้วเดินออกจากป่าลึกออกมาพร้อมกัน

             ลมที่พัดมายามเช้าในฤดูใบไม้ร่วงนั้นหนาวเย็น ทั้งยังมีหมอกลงจัด

             ชาวบ้านต่างตื่นเช้าทยอยกันนำผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้เข้าเมืองมาเพื่อจ่ายภาษี จนที่ประตูเมืองแออัดไปหมด

             พวกทหารยามที่เฝ้าประตูเมืองเก็บค่าเข้าเมืองด้วยท่าทีเกียจคร้าน ทั้งยังตะโกนดุชาวบ้านที่ต่อแถวเข้าเมืองมาเป็นระยะ โดยที่พวกชาวบ้านทำได้เพียงหัวเราะแหะๆ พลางก้มหัวให้

             แน่นอนว่าหากเป็นรถม้าคันใหญ่ที่จ่ายค่าผ่านทางมากกว่าคนอื่น ก็จะได้รับสิทธิ์เข้าเมืองก่อนใคร

             ยามนี้เองจู่ๆ ก็มีขบวนประหลาดปรากฏขึ้นจากที่ไกลๆ พวกเขาเหล่านั้นล้วนเป็นนายพรานรูปร่างกำยำที่พับขากางเกงและแขนเสื้อขึ้นสูง ข้างเอวเหน็บดาบหรือไม่ก็มีดสั้นเอาไว้ บนหลังแบกคันธนูและกระบอกศรซึ่งมีหยดเลือดสัตว์ป่าแต้มอยู่

             “โอ้โห พวกนายพรานเข้าเมืองแล้ว”

             “ฤดูกาลล่าสัตว์ปีนี้เริ่มขึ้นแล้วหรือ? วันดีๆ ของเหล่านักล่าพวกนี้มาถึงแล้วสินะ”

             “นั่นน่ะสิ ที่ไหนจะลำบากอย่างพวกเรา ผู้อื่นขึ้นเขายิงธนูส่งๆ ได้เหยื่อมาสักตัวสองตัวก็เงินเข้ากระเป๋าตุงแล้ว”

             ชาวบ้านที่หน้าประตูเมืองทั้งอิจฉาทั้งริษยา พากันวิพากษ์วิจารณ์กันไม่หยุด

             แต่เมื่อพวกเขาเข้ามาใกล้ ทุกคนถึงได้สังเกตเห็นว่าแต่ละคนล้วนมีบาดแผลคนละเล็กคนละน้อย คนที่ถูกแบกอยู่คนนั้นถึงกับเลือดโชกเลยด้วยซ้ำ

             “เกิดอะไรขึ้น หรือว่าถูกสัตว์ป่าโจมตี”

             “เจ้าตาบอดหรือไร ไม่เห็นเสือตัวใหญ่สองตัวนั่นหรือ คงไปเจองานหนักมาละสิ”

             พวกชาวบ้านพูดคุยกันไป ส่วนคนที่นั่งอยู่ในรถม้าเหล่านั้นต่างก็เป็นพ่อค้าหนังสัตว์จากทางใต้ เมื่อเห็นสัตว์ที่แต่ละคนแบกอยู่บนบ่า ก็พากันตื่นเต้นจนแทบจะกระโดดออกมา บอกให้คนขับรถม้าขับเข้าไปเลียบเคียง สอบถามว่าราคาเท่าไร

             น่าเสียดายที่พรานกลุ่มนี้กำลังกังวลเรื่องอาการบาดเจ็บของเสี่ยวเตา จึงไม่มีเวลามาสนใจเหล่าพ่อค้า บางคนถึงกับเตรียมชักมีดข้างเอว หากว่าทหารยามพวกนั้นเล่นแง่ไม่ยอมปล่อยให้เข้าเมืองง่ายๆ

             สุดท้ายพวกทหารยามวันนี้กลับเปลี่ยนนิสัยอย่างไม่น่าเชื่อ รับเงินค่าผ่านทางแค่ไม่กี่สิบอีแปะตามกฎ ไม่แม้แต่จะ ‘ขอ’ เหยื่อที่พวกเขาล่ามาได้ไปเป็นสินน้ำใจ

             ชาวบ้านในหุบเขาหมีแปลกใจมาก แต่ก็ไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องเอาของดีไปให้ผู้อื่นเสียเปล่าๆ

             กลับเป็นเฝิงเจี่ยนที่ดวงตาวาววับเย็นชา รอจนพวกเขาเดินผ่านเข้าไปแล้ว พวกทหารก็เข้าไปหาหัวหน้าพลางเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ เมื่อครู่นายพรานพวกนั้นได้ของดีมาไม่น้อย เหตุใดไม่ริบไว้สักหน่อย อย่างน้อยริบหนังกระต่ายไว้ให้พี่สะใภ้ทำอาภรณ์ก็ยังดีนี่ขอรับ”

             “ไปไกลๆ เลย”

             คิดไม่ถึงว่าหัวหน้าของพวกเขาที่ยามปกติยิ้มแย้มหัวเราะเสียงดังอยู่เสมอ จะถลึงตาดุใส่ ด่าเสียงเบาว่า “เจ้าตาบอดหรือ คิดอยากตายก็ไปตายเอง อย่าลากคนอื่นให้ต้องรับเคราะห์ด้วย พวกเจ้าไม่ดูเสียบ้างว่าพวกเขาเป็นนายพรานจากที่ไหน  คิดจะลงมือมั่วซั่วเดี๋ยวก็ได้ตายจริงหรอก”

             ทหารสองคนที่ถูกดุมีสีหน้างงงวย ดีที่ยังมีสหายที่ทั้งขบขันและสะใจคอยอธิบายให้พวกเขาฟัง “คนพวกนั้นมาจากหุบเขาหมี ยามนี้เจ้าเมืองของเรายังอกสั่นขวัญแขวนว่าจะสูญเสียอำนาจอยู่เลย สาเหตุก็เพราะพวกเขานี่แหละ เจ้ายังคิดจะยื่นมือเข้าไปทำเรื่องชั่วอีก ไม่ต้องรอให้ผู้ตรวจการมณฑลมาจัดการหรอก ท่านเจ้าเมืองของเราคงจะโยนพวเจ้าเข้าคุกไปก่อนแล้ว”

             “จริงด้วย ข้าเลอะเลือนไปแล้ว”

             ปล่อยให้พวกทหารยามวิจารณ์ไป ปล่อยให้พวกพ่อค้าปวดใจกันไป ทางด้านเสี่ยวเตาหลังจากถูกส่งเข้าไปในโรงหมอ ก็ถูกป้อนยาหนึ่งถ้วยจากนั้นก็ถูกถอดอาภรณ์ล้างแผล ทำแผลใส่ยาใหม่ ถึงแม้ไข้จะยังไม่ลด แต่ทุกคนก็เบาใจลง

             พระอาทิตย์เริ่มลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนเริ่มแสดงท่าทีอ่อนล้าออกมา หน้าประตูโรงหมอมีศีรษะเล็กๆ ชะเง้อเข้ามาไม่หยุด เฝิงเจี่ยนจึงให้เกาเหรินออกไปต้อนรับเสียหน่อย

             เกาเหรินยักไหล่เดินออกไปด้วยท่าทางไม่สนใจผู้ใดนัก เพียงไม่นานหน้าโรงหมอก็มีคนมาชุมนุมอยู่เต็มไปหมด

             นายพรานบางคนสนใจออกไปดู แล้วจึงกลับมากล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “พ่อค้าหนังสัตว์ทั้งหลายต่างมาออกันอยู่เต็มหน้าร้าน หรือว่าพวกเขาจะสนใจเหยื่อที่เราล่ามาได้?”

             เฝิงเจี่ยนพยักหน้า “เมื่อครู่เกาเหรินได้แวะเวียนไปที่ร้านค้าเนื้อสดและหนังสัตว์ในตลาดเพื่อปล่อยข่าวออกไป ทำให้พวกเราไม่ต้องเหนื่อยเดินเร่ขาย”

             เหล่านายพรานตื่นเต้นกันมาก เพราะยามปกติเป็นพวกเขาที่แบกสัตว์ไปเร่ขาย ทั้งยังถูกกดราคาและดูถูกอีกต่างหาก

             ยามนี้ถึงกับมีพวกเถ้าแก่มารอซื้อกันถึงที่ เป็นเรื่องเหลือเชื่อจริงๆ

             ส่วนเฝิงเจี่ยนคิดเพียงอย่างเดียวว่าอยากจะรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด เพราะกลัวว่าเสี่ยวหมี่จะเป็นห่วง       

             เขาขอยืมพู่กันกับกระดาษจากเด็กในร้าน แล้วเขียนบางอย่างลงไป จากนั้นก็เรียกพวกนายพรานมากำชับอะไรบางอย่าง

             ถึงแม้พวกนายพรานจะแปลกใจเล็กน้อย แต่พวกเขารู้สึกยอมรับนับถือในตัวคนที่มีลักษณะเหมือนบัณฑิตเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บวกกับความสามารถสุดยอดของเฝิงเจี่ยนที่สังหารเสือสองตัวนั้นได้ ก็ทำให้พวกเขายอมศิโรราบอย่างแท้จริง จึงไม่มีใครค้านอะไร ทยอยเดินออกไปทันที

             เพียงไม่นานเหยื่อที่ถูกล่ามาได้ก็ถูกแยกวางออกเป็นสามกองอยู่หน้าโรงหมอ

             เสือตัวผู้และหมีลู่สองตัว กับไก่ป่าขนสีสวยอีกสิบกว่าตัวถูกวางแยกไว้หนึ่งกอง

             ส่วนเสือตัวเมียถูกจับให้อยู่คู่กับหมาป่าขนเงิน กองสุดท้ายเป็นจิ้งจอกแดงสองตัวบวกกับจื่อเตียว [1] อีกสี่ตัว

             ส่วนจิ้งจอกขาวสองตัวนั้นและหมูป่าถูกเกาเหรินแบกเข้าไปไว้ในร้านก่อนแล้ว

             พ่อค้าเนื้อและพ่อค้าหนังสัตว์ต่างเป็นอริกัน แต่ยามเมื่อต้องมาเผชิญหน้ารวมตัวอยู่ในที่เดียวกันเช่นนี้ ก็อดจะยิ้มแย้มทักทายกันตามมารยาทไม่ได้

             แต่ละคนต่างขบคิดว่าทำอย่างไรจึงจะต่อรองกับพวกนายพรานให้จ่ายเงินออกไปน้อยที่สุดแต่ได้ของดีที่สุดกลับมา คิดไม่ถึงเพียงครู่เดียวพวกนายพรานจะพากันจัดแบ่งเหยื่อที่ล่ามาได้ออกเป็นกองๆ อย่างว่องไว

             มีบางคนอดไม่ไหวถามออกมา “นี่กำลังทำอะไรหรือ?”

             พวกนายพรานซื่อบื้อและโง่งม ไม่เช่นนั้นเมื่อก่อนก็คงไม่กดราคาได้ขนาดนั้น แต่ครั้งนี้ต่างออกไป จู่ๆ เกาเหรินก็กระโดดออกมาแปะแผ่นกระดาษไปบนเหยื่อทั้งสามกอง แล้วตะโกนว่า “เหยื่อพวกนี้แบ่งเป็นสามกอง แต่ละกองมีราคาขั้นต่ำแปะอยู่ คุณชายของเราบอกว่า ไม่ว่าใครก็ห้ามเสนอราคาต่ำกว่าราคาขั้นต่ำ ใครให้ราคาสูงสุดจะได้ไป”

            “อะไรนะ นี่มัน...”

             พวกเถ้าแก่ต่างขมวดคิ้วหน้าย่น ไม่มีพ่อค้าคนไหนไม่เจ้าเล่ห์ พวกเขารับรู้ว่าตนไม่เพียงไม่สามารถเอาเปรียบคนพวกนี้ได้ แต่ยังต้องควักเงินมากกว่าปกติเพื่อแข่งขันให้เป็นผู้ชนะอีก

             แต่จะให้พวกเขายอมแพ้ไปก็ไม่ได้ เพราะแสงสีทองของหนังเสือภายใต้แสงอาทิตย์ สีแดงดุจเปลวเพลิงของหนังจิ้งจอกพวกนี้ช่างงดงามเหลือเกิน ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะยังได้เจอหนังสัตว์ที่ดีขนาดนี้อีกหรือไม่

             จิ้งจอกแดง หมาป่าเงิน หรือจื่อเตียวหลังจากนี้อาจได้พบอีก แต่หนังเสือนั้นหายากเป็นอย่างยิ่ง ได้ยินว่าต้นฤดูหนาวปีที่แล้วมีคนล่าเสือได้ สุดท้ายหนังเสือตัวนั้นถูกขายเข้าไปถึงในจวนแม่ทัพใหญ่เลยทีเดียว เป็นที่ชอบใจของท่านแม่ทัพใหญ่ยิ่งนัก คนที่ดั้นด้นหามันไปได้ก็ได้รับความดีความชอบไม่น้อย

             ยามนี้กลับปรากฏอยู่ตรงหน้าพวกเขาถึงสองตัว ตัวผู้หนึ่งตัวเมียหนึ่ง ช่างหาได้ยากนัก

             แย่ง! ต่อให้ต้องเสียเงินมากแค่ไหนก็ต้องแย่งมาให้ได้

             เกาเหรินรังเกียจสายตาของพวกเถ้าแก่หน้าเลือดพวกนี้เป็นที่สุด เขารีบยัดกระดาษและพู่กันใส่มือคนพวกนั้นคนละชุดอย่างรวดเร็ว จากนั้นตะโกนว่า

             “หากจะซื้อก็รีบๆ เสนอราคามา หากไม่ซื้อก็ถอยไปอย่ามาเกะกะขวางทาง ข้ารีบกลับบ้านไปกินข้าวอยู่ ท้องบิดาหิวมานานหลายวันแล้ว”

             เด็กน้อยตัวแค่นี้ ยกตัวเป็นบิดาใครกัน

             พวกเถ้าแก่ลอบค่อนขอดอยู่ในใจ แต่ตอนนี้ไม่มีเวลามาคิดเล็กคิดน้อย พวกเขากำลังปวดหัวเพราะกลัวเพื่อนร่วมวิชาชีพคนอื่นๆ จะให้ราคาสูงกว่าตน แต่ขณะเดียวกันก็กลัวว่าจะต้องควักเงินจากกระเป๋าตัวเองมากเกินไป        

    เชิงอรรถ

            [1] จื่อเตียว(紫貂)ตัวเซเบิล

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ] ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891