รองประธานของฉันเป็นสายลับ

    บทที่ 17

    อีกด้านหนึ่ง หลังจากที่แอมเดินกลับไปเพื่อบอกเรื่องนี้กับแม่ ริสาที่นั่งทำหน้าไม่พอใจแฟนหนุ่มของตัวเองอยู่ภายในห้องประจำตัวของหมอกฤษณ์ ไม่มีน้ำเสียงของริสาออกมาเลยสักคำ เธอได้แต่จ้องมองไปยังหน้าของกฤษณ์ มันเล่นเอากฤษณ์แทบจะเหงื่อแตกกันเลยทีเดียว“เธอโกรธอะไรฉันหรือเปล่าเนี้ย... จ้องกันอยู่ได้” ในที่สุดกฤษณ์ที่ทนไม่ไหวก็เอ่ยถามออกมา ริสาที่ได้ยินก็ยักไหล่ของตัวเองทั้งสองข้างพร้อมกัน พร้อมกับแบมือทั้งสองข้างออก“ก็เปล่านี่น่า... ฉันไม่ได้โกรธเลยที่คุณไปกอดกับรุ่นน้องต่อหน้าฉันสักหน่อย ไม่เลยสักนิด” คำพูดของริสามันทำให้กฤษณ์รู้ได้ในทันที เขายิ้มออกมาก่อนจะลุกขึ้นมาแล้วกอดไปที่ร่างของริสาแฟนสาว ซึ่งริสาก็ทำงอนๆอยู่“ขอโทษจ้า.. เธอเองก็รู้นี่น่า ผมคิดกับน้องแอมแค่น้องจริงๆเท่านั้น” กฤษณ์กล่าวตอบหวังจะง้อ“ใครจะไปรู้กันล่ะ บางทีใครบางคนอาจจะหันกลับไปชอบคนที่เคยมาสารภาพรักก็เป็นไปได้นี่น่า... จริงซิ ตอนฉันไม่อยู่นายคงจะเป็นคั่วหญิงอื่นแน่ๆเลย พยาบาลพวกนั้นก็มองนายตาหวานเชียว” เรื่องทุกเรื่องมันวนมาได้อย่างไรไม่รู้ เวลามีเรื่องอย่างนี้ริสาก็จะพูดอย่างนี้ออกมาทุกครั้ง แต่เขาก็รู้ว่าเธอไม่ได้ตั้งใจที่จะทำอย่างนี้ แค่ต้องการให้เขาง้อเพียงเท่านั้น“ผมซื่อสัตย์กับคุณเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นไม่มองใครอื่นแน่นอนครับผม” หมอกฤษณ์ในตอนนี้กลายเป็นแมวสุดขี้อ้อนไปแล้วในตอนนี้ บางทีการทำอย่างนี้มันอาจจะทำให้ริสาอารมณ์ดีขึ้น“เชอะ... ที่ฉันมาหาคุณวันนี้ ก็เพื่อที่จะมาบอกไว้ก่อนว่า พรุ่งนี้ฉันมีนัดดูตัวนะ และดูเหมือนว่าพ่อของฉันจะเอาจริงด้วยนะเรื่องนี้...” พวกเขาสองคนเองก็เคยคิดที่จะเปิดตัวกับท่านประธานแล้ว แต่เมื่อคิดไปคิดมานั้น ด้วยผลงานในตอนนี้ของกฤษณ์ยังไม่ได้เป็นที่ประจักษ์สักเท่าไร เลยไม่กล้าที่จะบอกกล่าวกับท่าน และมันอาจจะต้องใช้เวลา กฤษณ์หวังไว้ว่าผลงานวิจัยที่กำลังศึกษาอยู่นี้จะทำให้ท่านยอมรับในตัวของเขา ที่ผ่านมาริสาเองก็ดูตัวอยู่บ่อยครั้ง ริสาเธอจะบอกกับเขาทุกครั้งตามข้อตกลงของกันและกัน และแน่นอนว่าริสาก็กล่าวปฏิเสธไปทุกราย แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าเธอจะดูแปลกๆไป และดูจริงจังมากขึ้น “เป็นอะไรไปถึงได้ทำสีหน้าแปลกอย่างนั้นล่ะ ...” กฤษณ์ที่กอดริสาอยู่ และเห็นว่าแฟนสาวมีอาการแปลกๆไปเขาจึงถามออกมา เพราะปกติแล้วเธอจะกล่าวประมาณว่า ‘ฉันก็จะปฏิเสธเหมือนเดิมนั่นแหละ’ อะไรประมาณนี้ แต่ครั้งนี้เธอกลับเงียบไป“ก็ไม่มีอะไรมากหรอก.. ก็แค่คนที่จะไปเดตด้วย เคยเป็นรักแรกของฉันน่ะ” จากนั้นเธอยกมือของกฤษณ์ออก ก่อนจะเดินไปทางประตู และหันกลับมากล่าวกับกฤษณ์ต่อ“ฉันอาจจะตอบตกลงก็ได้นะ บางทีฉันจะได้สบายใจขึ้น พ่อเองก็ยอมรับเขา และไหนจะเป็นรักแรกของฉันอีก...” เธอยิ้มและกล่าวเดินออกไป มันยิ่งทำให้กฤษณ์หน้าเสียขึ้นมา ก่อนที่จะเรียกริสาไว้ให้กลับมาคุยให้รู้เรื่อง แต่มันก็ไม่เป็นผล “ไม่ได้นะริสา ผมผิดไปแล้ว ... เลิกงอนผมเถอะนะ... เธอจะบอกว่ามีแฟนอยู่ใช่ไหม” กฤษณ์เริ่มที่กระวนกระวาย หลังจากที่เห็นว่าริสาเดินจากไปอย่างไม่สนใจเขาเลยสักนิด ‘ทำยังไงดีล่ะเนี้ย... หรือว่าเราจะตามเธอไปวันพรุ่งนี้ดี ไม่ๆเราจะต้องเชื่อใจเธอ....’ ภายในความคิดของกฤษณ์ได้แต่เดินวนๆอยู่ในห้องของตัวเอง และแน่นอนว่าเขาตัดสินใจที่จะไปให้เห็นกับตาว่ารักแรกของแฟนสาวเป็นคนยังไง            อีกด้านหนึ่ง มีหลายคนที่กำลังเซ็งอย่างบอกไม่ถูก เพราะภารกิจที่จะต้องเดินทางไปปปฏิบัติการด่วน วันนี้แสนจะยาวนานไม่ยอมที่จะจบไปเสียที ตอนนี้หน่วยไนท์แมร์เคลื่อนกำลังพลด้วยเครื่องบินของกองทัพสหประชาชาติ พวกเขาสวมชุดทหารเต็มอัตรา“ผู้โดยสารโปรดทราบ... ขณะนี้เราเดินทางอยู่บนน่านฟ้าของประเทศเกาหลีใต้แล้ว.. โปรดเตรียมตัวของตัวเองด้วย” เสียงมาจากนักบิน มันทำให้ทั้งหน่วยที่พักฟื้นจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ตื่นตัวขึ้น พวกเขาจะต้องกระโดดร่มลงไปเพื่อไปยังจุดหมายตามภารกิจ“ไนท์ถึงศูนย์.. ขอทราบสถานการณ์ปัจจุบันด้วย” อาร์ทเปิดสัญญาณขึ้นมาเพื่อขอทราบถึงรายละเอียดต่างๆของภารกิจที่พวกเขากำลังจะต้องทำ“จากศูนย์ถึงไนท์... ภารกิจคุ้มกันบุคลากรของสหประชาชาติ...” จากนั้นก็เป็นการอธิบายของศูนย์ภารกิจ ภารกิจระบุให้พวกเขาทำการคุ้มกันคนที่ทำงานให้กับสหประชาชาติเดินทางไปยังสนามบินที่ห่างจากตำแหน่งของสำนักงานสหประชาชาติเป็นจำนวนที่มากกว่า 10 กิโลเมตร เนื่องจากเหตุการณ์ไม่ปกติของการระเบิดของสารเคมี ประชาชนที่โดนสารเคมีนี้เข้าไปทำให้เกิดพฤติกรรมแปลกประหลาด การเปลี่ยนแปลงอารมณ์ และลักษณะนิสัยของตัวเองไปในทิศทางที่ไม่ดี แต่ละคนที่โดนเข้าไปอาการไม่ต่างอะไรกับโจรโรคจิตที่สามารถฆ่าได้แม้กระทั่งครอบครัวของตัวเอง มันเหมือนกับดึงเอาสัญชาตญาณดิบของคนๆนั้นออกมา แต่ก็ยังโชคดีที่มันเกิดขึ้นที่เมืองเมืองเดียวเท่านั้น ทางเกาหลีได้ทำการปิดตายเมืองๆนั้นไว้เรียบร้อยแล้ว ถึงจะไม่มีนโยบายในการสังหาร แต่บางกรณีก็ต้องสั่งตายเท่านั้น ตอนนี้คนทั้งเมืองติดเชื้อนี้แล้ว ยังดีที่คนของสหประชาชาติได้ใส่หน้ากากกันสารเคมีพวกนี้เข้าสู่ร่างกายได้ทัน ไม่อย่างนั้นมันอาจจะเกิดเรื่องแย่กว่านี้ก็เป็นได้ ภารกิจบอกถึงจำนวนคนแค่เพียง 11 คนเท่านั้นที่พวกเขาจะต้องทำการช่วยเหลือ และเมื่อทราบถึงภารกิจนี้แล้วก็เตรียมตัวกระโดดร่มในทันที  เสียงสัญญาณของเครื่องบินดังออกมาเตือนพวกเขาว่ามันถึงเวลาโดดแล้ว ประตูหลังของเครื่องบินถูกเปิดออกพร้อมกับภาพของไฟที่ลุกลามไปทั่วทั้งเมือง มันไม่ต่างอะไรกับสงครามกลางเมืองเลยทีเดียว อาร์ทที่เห็นอย่างนั้นก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากนัก เขาเคยผ่านเรื่องอย่างนี้มามากกว่านี้เสียอีก เขากระโดดนำลงไปคนแรกเลยทีเดียว“ตรงไปยังตึกเป้าหมาย ลงให้ตรงเป้าหมายด้วย... อีกอย่าง ถ้าไม่จำเป็นอย่าได้ฆ่าใคร เพราะฉันขี้เกียจเขียนรายงาน” อาร์ทกล่าวออกมาในขณะที่ร่างกายของตัวเองลอยอยู่ในอากาศ เมื่อทั้งหน่วยได้ยินก็เอ่ยขานรับในทันที“รับทราบ” x4 จากนั้นพวกเขาก็ทำการกระตุกร่ม และมองไปที่จอแสดงผลของหน้ากากไฮเทครุ่นใหม่นี้บอกตำแหน่ง และด้วยความเป็นมืออาชีพของพวกเขา ไม่มีใครเลยสักคนที่กระโดดพลาดเป้าหมาย บนหลังคาดาดฟ้า พวกเขาต่างเก็บร่มเข้าไปยังกระเป๋าของพวกเขาก่อนจะทิ้งมันไว้ที่บนดาดฟ้านี้ และเริ่มปฏิบัติการทันที“ทำการเชื่อมต่อเครือข่ายภายในอาคารเรียบร้อยแล้วครับพันตรี ทุกคนโปรดมองไปที่จอแสดงผล... อาคารมีตึกทั้งหมด 5 ชั้น บุคลากรที่เราจะต้องช่วยอยู่ที่ห้องประชุมลับใต้ดิน รหัสเราได้รับมาแล้ว ..เหลือแค่ต้องไปให้ถึงเท่านั้นครับ...” ผู้ช่วยปาร์คเอ่ยรายงาน จากนั้นภาพก็เปลี่ยนไปถึงรายงานในส่วนที่มีปัญหามากที่สุดนั้นก็คือ เหล่านักโทษที่สหประชาชาติได้กักขังเอาไว้ พวกเขาจากที่เป็นบ้าระห่ำก็ยิ่งบ้าเข้าไปยังสารเคมีที่ระเบิดออกมารวมถึงผู้คุมที่เป็นตำรวจสากลอีกหลายนายที่นิสัยเปลี่ยนไป และจากข้อมูลน่าจะมีจำนวนทั้งหมดถึง 50 คน อาร์ทที่ได้ยินถึงกับปวดหัวเลยทีเดียว เพราะพวกเขาจะต้องผ่านไปจากดาดฟ้าจนไปยังห้องประชุมโดยที่ไม่ห้ามฆ่าใครสักคนนั้นเป็นเรื่องที่ยากเอาการ แต่จะให้ทำยังไงพวกเขาจะต้องผ่านทางไปอยู่ดี“มิเกลหายานพาหนะ ปาร์คไปกับมิเกล และประเมินสถานการณ์ บัสโก้ เอมี่ตามฉันมา ... และห้ามให้ใครตายเด็ดขาด...”