3
สตรีโง่งมกับบุรุษตาบอด
ข้ายอมรับว่าทำสิ่งที่ไม่ควรกระทำ...
พรากความรักผู้อื่น เป็สตรีที่เห็นแก่ตัว...
หากข้ารักเขาจริง ข้าควรจะยินดีกับความรักของเขาและปล่อยให้ ซือหยวนซาได้มีความสุขกับเกาเชียนจือตามนิยามที่ว่ารักแท้คือการเสียสละ...
อยากจะด่าอะไรข้าก็เชิญ แต่...
ถ้าพวกเ้าจะยอมใจเย็นๆ แล้วฟังข้าสักหน่อยก็จะรู้ว่าที่ทำไปน่ะมีเหตุผล...
หากคุณชายสามได้พบรักกับสตรีดีๆ ที่รักเขาจริง พร้อมปรนนิบัติดูแลซื่อสัตย์ต่อซือหยวนซาไปชั่วชีวิต ข้าก็จะยอมยืนมองเขามีความสุขจากในเงา
ทว่า… ข้ายอมให้เขาลงเอยกับเกาเชียนจือผู้นี้มิได้จริงๆ
สำหรับบุรุษน่ะมองเนื้อในสตรีที่อยู่ตรงหน้าตนไม่ออกหรอกแต่สตรีด้วยกันมองออก ดังที่โบราณกล่าวว่าผีเห็นผีอย่างไรเล่า!
ทั้งก่อนหน้านั้นยังเคยให้คนไปสืบข่าวของคู่แข่งทางหัวใจจึงทำให้ข้าปะติดปะต่อเื่ราวทั้งหมดได้...ซึ่งเริ่มจาก…
ข้อแรก... ที่ข้ายอมรับว่าใบหน้าของนางงามกว่าข้า...
เชื่อหรือไม่ว่าถ้าเช็ดเครื่องประทินผิวทั้งหลายออกพวกเราก็งามพอกัน เพียงแต่นางทั้งผัดหน้าผัดคอจนขาวซีดราวคนป่วย ทั้งยังเขียนคิ้วทาปากจนสำหรับข้านางดูแก่เกินวัยซึ่งประการนี้ข้าก็ไม่ได้อะไรมาก
ไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง เป็เื่ปกติทั้งคนเรารักกันควรรักที่ใจหาใช่หน้าตา...
ข้อที่สอง... ไอ้เื่กิริยาความเรียบร้อยข้าก็มีเหมือนกัน เพียงแต่ข้าทำตามกาลเทศะ เวลาไหนควรทำก็ทำไม่ได้ตลอดเวลาแบบนางเสียหน่อย อยากถามเสียจริงว่าเหนื่อยหรือไม่ที่ต้องฝืนทำเช่นนี้...
อ้อ! ตัวจริงเกาเชียนจือน่ะทำงานบ้านงานเรือนไม่เป็ด้วยซ้ำแค่ซักเอ่อ... ผ้าเปื้อนระดูของตัวเองยังมิยอมทำเลย! ไม่อายหรือไงที่ต้องให้พวกบ่าวรับใช้ซักให้
สรุปว่าสองข้อแรกที่ข้ากล่าวมานั้นแค่อยากเล่าสู่กันฟังตามประสาคนที่รู้ไส้รู้พุง (จากการหาทางยุ่งเื่ของชาวบ้าน) ส่วนเหตุผลจริงๆที่ทำให้ข้ายอมรับในตัวนางไม่ได้อยู่ที่สองข้อหลังต่างหาก...
ข้อที่สาม... ตระกูลเกาที่ว่าดำเนินกิจการอัญมณีร่ำรวยมีเงินทองมากมายมหาศาลนั้นข้าแอบรู้มาว่าความจริงหาได้เป็เช่นนั้นไม่เพราะผู้นำคนปัจจุบันนั้นติดการพนันงอมแงมจนเอารายได้ยันเงินทุนไปเล่นการพนันจนหมดตัว ตอนนี้ก็มีหนี้ท่วมหัวแต่ยังสร้างภาพลักษณ์ว่ายังมีฐานะต่อหน้าผู้อื่น เช่นนั้นจุดประสงค์ที่เกาเชียนจือเข้าหาคุณชายสามนั้นคงไม่ต้องพูดถึง
อ้อ...เผื่อคิดว่าเื่ฐานะทางบ้านนางเป็เื่ของผู้ใหญ่ไม่เกี่ยวกับความรักที่นางกับซือหยวนซามีให้กัน...
งั้นเจอข้อที่สี่เป็อย่างไร! ข้อนี้ข้าได้ยินมากับหู!
…หลังงานเลี้ยงยามราตรีคืนแรกจบลงข้าก็ได้เห็นเกาเชียนจือและสาวใช้ประจำตัวกำลังยืนคุยอะไรบางอย่างขณะที่ยืนรอรถม้าประจำจวนมารับ ด้วยความอยากรู้จึงแอบฟังได้ความว่า...
“คุณชายสามช่างอ่อนต่อโลกจริงๆ แค่เจอข้าออดอ้อนนิดหน่อยก็ยอมข้าหมดทุกอย่างแล้ว” เกาเชียนจือเอ่ยกับบ่าวใช้ประจำตัวของตนด้วยความภูมิใจ
“ดูท่าแล้วคุณชายคงกำลังตกหลุมรักคุณหนูอย่างหัวปักหัวปำเลยล่ะเ้าค่ะ”ชุนชุนพูดจีบปากจีบคอ
“ก็ดี ขอให้เป็เช่นนี้นานๆจนกว่าข้าจะได้แต่งเข้าจวนสกุลซือละกัน”
“ว่าแต่บ่าวขอถามอะไรหน่อยได้ไหมเ้าคะ... คุณหนูเคยมีใจให้คุณชายสามบ้างหรือไม่?”
“หึ...” เกาเชียนจือยิ้มมุมปาก ก่อนส่ายหน้า
“บุรุษน่าเบื่อเช่นนี้ จะมาอยู่ในใจข้าได้อย่างไร...”
ทันทีที่คนตรงหน้าพูดจบเซียวหลินหลิงที่แอบฟังอยู่ก็กำหมัดแน่นด้วยความโกรธ
“ยังไงหรือเ้าคะ!?”
“ทั้งหัวโบราณไม่ยอมทำนั่นทำนี่กับข้าเพราะกลัวผิดธรรมเนียม ไปเจอหน้าทีไรก็เห็นแต่วาดภาพ แถมสุภาพเกินไปแม้แต่กับบ่าวไพร่ ข้าไม่ชอบ!”
แต่นางยอมรับก็ยอมรับว่า... ข้อดีในตัวของเขาที่นางชอบคือใบหน้าอันหล่อเหลา
สตรีใดบ้าง!? ไม่ชมชอบบุรุษหน้าตาดี
์นี่ก็เหลือเกิน...จะสร้างคนหล่อทั้งที ไยสร้างมาเสียเปล่า
หากมิติดว่าสถานการณ์บีบบังคับนางจะไม่หลวมตัวไปสานสัมพันธ์กับคนผู้นี้เด็ดขาด แค่ยั่วยวนให้อยากแล้วจากไปส่วนตัวนางก็ยังคงครองความโสด เที่ยวไปวันๆเจอใครถูกใจก็ชวนกันไปสานสัมพันธ์ต่อสักคืนก่อนจะจบกันไป
...เว้นเสียแต่จะเจอราชสีห์บ้าระห่ำสุดผยองที่คู่ควรจะยืนเคียงข้างกับนางสิงห์เช่นเชียนจือคนนี้และต้องกล้ายกย่องนางเป็ฮูหยินเอกออกหน้าออกตาด้วย มิใช่เป็แค่อนุ
ซึ่ง... สำหรับนางแล้ว จิตรกรหนุ่มเช่นซือหยวนซาก็เป็แค่เต่ารักสงบตัวหนึ่งที่ไม่คิดแข่งบารมีกับใคร ไม่มีค่าพอให้นางมอบความรักให้
ทว่าในเมื่อตอนนี้นางไม่มีทางเลือกมากนักด้วยหนี้สินที่เกิดจากท่านพ่อผู้ติดการพนันหากนางไม่เลือกซือหยวนซา นางก็ต้องแต่งเป็อนุคนที่สิบสี่ให้แก่สือหลี่ม่อเสนาบดีกรมโยธาวัยห้าสิบเศษ ผู้ขึ้นชื่อด้านความโหดร้าย ที่มาถูกใจในรูปโฉมของนาง
“อืม... แต่คิดอีกทีก็ดีเหมือนกันที่เขาทั้งรักทั้งตามใจข้าทุกอย่างข้าจะได้ไม่ต้องเป็ช้างเท้าหลังที่ต้องคอยตามสามีแบบท่านแม่” เกาเชียนจือเอ่ยพลางนึกถึงชีวิตอันแสนรันทดของมารดาตน
“แต่ข้าก็สงสารคุณชายอยู่นะเ้าคะหากรู้ความจริงว่าคุณหนูไม่ได้มีใจให้ คุณชายจะเสียใจขนาดไหนกัน...” ชุนชุนเอ่ยพลางแววตาหม่นลง
“เ้าเป็บ่าวของใครกันแน่?”เกาเชียนจือหรี่ตาพร้อมกับจ้องไปที่ใบหน้าของสาวใช้
“ข้ารู้สึกว่าเ้าช่างเทิดทูนเขาเหลือเกินนะชุนชุนหรือว่าเ้าจะ...”
“อ... เอ่อ... บ่าว…” ชุนชุนก้มหน้าลงด้วยความเอียงอาย
“เช่นนั้น... หลังข้าแต่งเข้าจวน เ้าก็มาเป็อนุปรนนิบัติเขาแทนข้าละกันข้าจะได้มีเวลาไปหาความสำราญจากคนอื่น”
ให้นางยอมทิ้งคนเป็ร้อยเพื่อมารับใช้บุรุษน่าเบื่อเพียงคนเดียวไม่เอาด้วยหรอก
ยกให้คนที่เขา้าละกัน ทำบุญทำทาน~
“คุณหนูช่างใจกว้างดั่งแม่น้ำแยงซีเกียงเ้าค่ะทั้งชีวิตบ่าวสาบานจะมีคุณหนูเป็นายแค่คนเดียว” ชุนชุนเอ่ยด้วยความดีใจ
พลันรถม้าก็มาถึงพอดี สองนายบ่าวจึงพากันก้าวเท้าขึ้นรถม้า
เมื่อรถม้าสกุลเกาออกตัวไปไกลจนลับสายตา เซียวหลินหลิงจึงออกมาจากที่ซ่อนพร้อมกับมองตามด้วยดวงตาวาวโรจน์ แล้วคิดแผนขึ้นมา...
หากเ้าคิดจะรับคุณชายสามของข้าไปทิ้งๆ ขว้างๆข้าก็จะไม่ยอมยกเขาให้เ้าเด็ดขาด!
นางจึงตัดสินใจวางยาคุณชายสามเพราะเหตุนี้...
แม้รู้อยู่เต็มอกว่าจะต้องถูกคุณชายสามเกลียดก็ยังดีกว่าปล่อยให้คนที่นางรักตกหลุมพรางสตรีร้ายกาจเช่นนั้น...
ซึ่งหลังจากเกิดเื่ ไม่ได้มีแค่คุณชายสามที่เกลียดแต่ยังรวมไปถึงประมุขสกุลซือและฮูหยินด้วย...ถือว่าเป็ของแถมละกัน
ยังดีที่พวกเขายังให้ซือหยวนซาแต่งงานกับนางเพื่อรักษาเกียรติดังนั้นเมื่อได้เข้ามาอยู่ในจวนร่างบางจึงตั้งใจว่าจะใช้ความดีและความสามารถของนางชนะใจคนในจวนให้จงได้…
“ท่านประมุข ท่านฮูหยินหลินหลิงขอฝากเนื้อฝากตัวกับพวกท่านด้วยนะเ้าคะ”เซียวหลินหลิงเอ่ยพลางย่อตัวทำความเคารพคนทั้งสองด้วยความนอบน้อมที่นางไม่เรียกท่านพ่อท่านแม่ เพราะคิดว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม
เมื่อไม่มีเสียงตอบรับนางก็หันไปพูดกับคุณชายใหญ่และคุณชายรองต่อ
“คุณชายใหญ่ คุณชายรอง...”
“มิต้องมากพิธีหรอก น้องสะใภ้ต่อไปก็เรียกข้าว่าพี่ใหญ่แบบที่อาซาเรียกเถอะ” มิทันขาดคำคุณชายใหญ่ก็เอ่ยแทรกขึ้นมาก่อน
“ส่วนข้าก็คือพี่รองของเ้า ยินดีต้อนรับสู่สกุลซือของเรานะหลินหลิง” คุณชายรองกล่าวบ้าง ซึ่งคำพูดของทั้งสองคนสร้างความฉงนให้ประมุขกับฮูหยินและสร้างความไม่พอใจให้แก่คุณชายสามเป็อย่างมาก
ไยพี่ชายทั้งสองของเขาถึงดูชื่นชมนางนัก...
ทั้งที่นางได้แต่งเข้ามาก็เพราะใช้วิธีต่ำช้าแท้ๆ
พวกท่านเป็พี่ชายใครกันแน่!
“เ้าค่ะ” เซียวหลินหลิงคลี่ยิ้มบางๆ ก่อนย่อตัวให้ทั้งคู่
อย่างน้อยท่ามกลางพนาอันเคว้งคว้างนี้ก็ยังมีพฤกษาสองต้นที่พอจะเป็ที่พักพิงให้แก่นางได้...
‘ซือหยางซี’ พี่ใหญ่ผู้เจนสนามรบมีรูปร่างสูงกำยำ ผิวสีแทนตามประสาคนที่อยู่กลางแจ้งบ่อย เ้าของใบหน้าคมรับกับดวงตาเหยี่ยวสีเทาเข้มซึ่งเห็นความตายในสนามรบมานับไม่ถ้วน แม่ทัพใหญ่คุมกองกำลังประจำการที่ชายแดนทางทิศตะวันออก
ส่วน ‘ซือหยินซู’ พี่รองผู้มีรูปร่างที่เตี้ยกว่าพี่ใหญ่และน้องสามแต่มีใบหน้ารูปไข่และเครื่องหน้าที่หวานยิ่งกว่าอิสตรี ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มที่ส่องประกายขี้เล่นตลอดเวลามีศักดิ์เป็ถึงองครักษ์เสื้อแพร ที่มีหน้าที่อารักขาองค์รัชทายาทตงจวิ้นหวงซึ่งตอนนี้หลายมาเป็ฮ่องเต้ของแคว้นอย่างใกล้ชิด
นี่คือสิ่งที่ทุกคนรู้กัน แต่อาจมีอะไรมากกว่านั้นก็เป็ได้…
ทว่าก็เป็เพียงแค่่เวลาสั้นๆ เพียงแค่วันเดียว...
ใช่... ฟังมิผิดหรอก แค่วันเดียวหลังจากที่เพิ่งพบหน้ากัน!
ทั้งพี่ใหญ่พี่รองต่างก็ต้องแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน
ซือหยางซีเดินทางกลับไปยังชายแดนทิศตะวันออก...
ซือหยินซูเดินทางเข้าวังหลวงเมืองฉางอัน…
แต่เซียวหลินหลิงก็หาได้รู้สึกอ้างว้างไม่เพราะทำใจไว้แล้วว่าต้องเจอเช่นนี้ เพียงแค่ตอนแรกนึกดีใจที่อย่างน้อยก็ยังมีคนยอมญาติดีกับนางดังนั้นทุกวัน นางก็จะเริ่มปฏิบัติภารกิจพิชิตใจทุกคนทันที...
เริ่มจาก... ตื่นมาั้แ่ยามเหม่า[1]เพื่อมาทำธุระส่วนตัวแล้วตรงไปยังจวนของพ่อแม่สามีเพื่อทำความเคารพซึ่งสิ่งที่ได้รับกลับมาจะมีเพียงความเ็า...
แต่ไม่เป็ไร... นางเข้าใจว่าพวกเขายังโกรธอยู่
ล่วงยามสายก็ให้ชิงปี้ไปตลาดซื้อวัตถุดิบมาแล้วเข้าครัวทำขนมไปแจกจ่ายให้ทุกคนในจวนถึงท่านประมุขกับซือฮูหยินจะไม่รับ หรือคุณชายสามให้จุ้นเผิงรับมาเททิ้งอย่างน้อยก็มีบรรดาบ่าวที่เอาขนมของนางไปกิน (แม้หลังจากนั้นพวกเขาจะมึนตึงใส่นางก็เถอะเซียวหลินหลิงจึงไม่กล้าไปเสวนาด้วยนับแต่นั้นมา)
นอกจากนี้นางยังเสนอตัวไปช่วยแม่สามีทำงานฝีมือเย็บปักถักร้อยต่างๆนานา ถึงอีกฝ่ายจะไล่นางกลับเรือนไป๋หลานฮวาก็เถอะ ร่างบางก็ไม่หวั่น ด้วยถือคติว่า
‘วันนี้ไม่สำเร็จมิเป็ไร พรุ่งนี้ยังมีโอกาส’
วันเวลาผ่านไป...เซียวหลินหลิงยังคงเพียรทำเช่นนี้กับครอบครัวของสามี
จนในที่สุดท่านประมุขซือห้าวโจวก็ยอมรับการคารวะจากนางทำให้ ซือฮูหยินพลอยยอมรับไปด้วย ทว่ายังไม่ยอมให้นางเข้ามาช่วยทำนั่นทำนี่อยู่ดีแถมดูแล้วคล้ายถูกใจชิงปี้มากกว่านางเสียอีก เห็นให้คนมาตามไปพูดคุยกันบ่อยเหลือเกิน
แต่คนที่นางเพิ่มความใส่ใจมากที่สุดเห็นทีจะไม่พ้นซือหยวนซาหรอก!
กับบุรุษผู้นี้ เซียวหลินหลิงนั้น
ทั้งทำของคาวไปให้...
ทำของหวานไปให้...
ปักถุงหอมไปให้...
ถักพู่ห้อยป้ายหยกประจำตระกูลไปให้...
ซื้อหนังสือที่เขาน่าจะชอบให้...
ชวนเล่นต่อบทกวี...
ชวนทายปริศนาโคมไฟ[2]ในเทศกาล...
ชวนถอดรหัสจากภาพวาด...
ชวนไปปีนเขาเดินป่า...
เป็เวลาสามปี ที่นางอดทนทำทุกอย่างให้ด้วยความรักและความจริงใจ
ซึ่งตลอดเวลาสามปี…ไม่เคยมีสักครั้งที่จะได้รับการตอบรับที่ดีจากอีกฝ่าย...
คุณชายสามปฏิเสธทุกอย่างจากนาง โดยเฉพาะกิจกรรมที่นางชวน เขาทำ แม้มันจะเป็สิ่งที่เขาชอบมากก็ตามเื่ร้ายแรงที่สุดคือการที่เขาเทเสี่ยวหลงเปาที่นางตั้งใจปั้นสุดฝีมือลงพื้นแล้วกระทืบจนเหลือแต่ซากที่ดูไม่ออกว่าเคยเป็อะไรต่อหน้านาง!
...เสี่ยวหลงเปาเข่งนั้นถูกท่านเหยียบย่ำจนแหลกลาญเช่นใด
หัวใจของข้าราวกับถูกเหยียบย่ำจนแหลกลาญไม่ต่างกัน...
แม้จะเสียใจสักเท่าใดเซียวหลินหลิงก็ไม่เคยนั่งร้องไห้ฟูมฟาย...มากสุดก็แค่น้ำตาคลอแล้วปาดทิ้งก่อนจะมีผู้ใดเห็น กระนั้นนางก็ยังพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เขาเปิดใจ...
ร่างบางอดทนอยู่แบบนี้มาถึงสามปีกระทั่งเกาเชียนจือต้องแต่งเข้าไปเป็อนุคนที่สิบสี่ให้แก่สือหลี่ม่ออย่างจำใจด้วยไม่มีทางเลือกอื่นเซียวหลินหลิงจึงวางใจและยอมคืนอิสรภาพให้เขา
เพียงแต่…
ซือหยวนซา...ข้าใคร่อยากถามท่านสักคำ...
เป่ยพูและเมืองใกล้เคียงมีสตรีเป็ร้อยที่ข้ามั่นใจว่าถึงไม่เพียบพร้อมเท่าข้าแต่ก็พร้อมที่จะรักและซื่อสัตย์กับท่าน ทั้งยังไม่ทำตัวเยี่ยงคนที่ท่านรัก
ไยท่านกลับไปหลงรักเกาเชียนจือสตรีที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ด้านสัมพันธ์ข้ามคืนจนไม่มีใครอยากแต่งนางเข้าจวนไปเป็ฮูหยินเอก!?
ท่านตาบอดหรือ!?
แต่...
หากท่านตาบอด ข้าก็คือคนโง่งมที่ไปหลงรักคนตาบอดเช่นท่าน...
สตรีโง่งมกับบุรุษตาบอด…
สมกันดีแท้...
หึ...
ที่ข้าว่าสมกัน...
หมายถึง...
น่าสมเพชทั้งคู่!!!
[1] ยามเหม่า = เวลา 5.00 – 7.00 น. โดยประมาณ
[2] ปริศนาโคมไฟ = ปริศนาที่จะเล่นกันในเทศกาลเต็งหมีหรือเทศกาลโคมไฟที่จัดในคืนวันเพ็ญเดือนอ้ายเพื่อเป็กิจกรรมปิดท้ายการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่และฤดูใบไม้ผลิซึ่งในคืนดังกล่าวชาวจีนจะแขวนโคมไฟประดับตามบ้านและถนนและมีการเขียนปริศนาติดไว้บนโคมไฟเพื่อเชิญให้ผู้คนที่เดินเที่ยวชมโคมไฟได้ลองทายหากมีผู้สามารถทายปริศนาได้ถูกต้องเ้าของบ้านที่แขวนโคมไฟปริศนาก็จะเชื้อเชิญผู้นั้นเข้าไปร่วมดื่มน้ำชาภายในบ้านและมอบสิ่งของบางอย่างให้เป็รางวัลแต่ในกรณีของเซียวหลินหลิง นางแค่เขียนใส่โคมไฟกระดาษแล้วเอาไปให้ซือหยวนซาลองแก้