เมื่อขบวนผู้อพยพกลุ่มสุดท้ายหายลับไปหลังม่านน้ำตก ความเงียบที่น่าใจหายก็เข้าปกคลุมทั่วทั้งหมู่บ้าน มันคือความเงียบที่หนักอึ้ง ที่ทุกเสียงลมพัดและใบไม้ไหวกลับฟังดูดังและน่าขนลุกกว่าปกติ
"ความเศร้าไม่ช่วยให้เราชนะศึก" หลวงปู่แก้วเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงัน "มาเถอะ...คำอินทร์ เรามีเวลาไม่มาก และมีงานต้องทำอีกเยอะ"
คำพูดนั้นดึงสติของคำอินทร์กลับมา เขาพยักหน้ารับ ความลังเลและความเสียใจในแววตาถูกแทนที่ด้วยประกายแห่งความมุ่งมั่น ตอนนี้ไม่ใช่เวลาสำหรับความอ่อนแอ
พวกเขาไม่ได้คิดจะปกป้องหมู่บ้านทั้งหมู่บ้าน มันเป็หน้าที่ที่ใหญ่เกินไปและเป็ไปไม่ได้เลยที่จะรับมือข้าศึกห้าร้อยนายด้วยคนเพียงสองคน
ยุทธศาสตร์ของพวกเขาคือการเลือก "สนามรบ" ที่ได้เปรียบที่สุด และที่แห่งนั้นก็คือช่องทางเดินแคบๆ ที่ทอดจากหลังม่านน้ำตกเข้ามายังลานกว้างหน้าหมู่บ้าน มันคือคอขวดตามธรรมชาติที่บีบให้ศัตรูไม่สามารถใช้ความได้เปรียบด้านจำนวนคนได้ ที่นี่...จะกลายเป็กำแพงธรรมชาติ ปราการด่านสุดท้ายของพวกเขา
ทั้งสองได้คิดแผนการและแบ่งหน้าที่กันทำภารกิจ
หลวงปู่แก้วรับหน้าที่ในการสร้าง "กับดักอาคม" ท่านไม่ได้สร้างป่าอาถรรพ์ที่เน้นการลวงตาอีกต่อไป เพราะท่านรู้ดีว่ามันใช้ไม่ได้ผลกับราชครู คราวนี้ อาคมของท่านเน้นไปที่การ "ทำลายล้าง" สถานเดียว
ท่านเดินไปยังบริเวณที่เป็ดินเลนหน้าช่องเขา ท่านนั่งลง วางฝ่ามือลงบนพื้นดินแล้วเริ่มบริกรรมคาถา
คำอินทร์ััได้ถึงพลังงานมหาศาลที่ไหลออกจากร่างของหลวงปู่ พลังนั้นแทรกซึมลงไปในปฐี พื้นดินบริเวณนั้นเริ่มอ่อนยวบลงอย่างผิดธรรมชาติ กลายเป็ "บึงเหนี่ยวิญญา" มันจะเป็พื้นดินธรรมดาถ้าดูด้วยตาเปล่าแต่ถ้ามีคนมาเหยียบมัน พื้นดินจะอ่อนยวบลงและจะคอยดูดกลืนพละกำลังและพลังชีวิตของศัตรูทุกคนที่ย่างกรายเข้ามา
จากนั้น ท่านก็ไปที่พงหนามแหลมคมที่ขึ้นอยู่รกทึบข้างทางเดิน ท่านใช้ปลายเล็บกรีดฝ่ามือของตนเอง หยดโลหิตลงไปบนเถาวัลย์แล้วร่ายมนตร์ เถาวัลย์เ่าั้พลันมีชีวิตชีวาขึ้น หนามของมันงอกยาวและคมปานมีดโกน ขยับไหวไปมาเล็กน้อยราวกับอสรพิษที่รอคอยเหยื่อ มันคือ "พงหนามอสุรา" วิชาอาคมที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกผู้ที่เข้าใกล้มัน
ส่วนคำอินทร์รับหน้าที่ในการสร้างกับดักทางธรรมชาติเพิ่ม เขาใช้เวลาทั้งวันในการขุดหลุมพรางให้ลึกและกว้างกว่าเดิม วางขวากไม้แหลมไว้ที่เบื้องล่างอย่างแเี
เขาสร้างกับดักซุงั์ที่พร้อมจะกลิ้งลงมาบดขยี้ศัตรูที่เดินเข้ามาในรัศมี และวางกับดักธนูที่พร้อมจะยิงออกไปทันทีที่ข้าศึกเหยียบถูกเถาวัลย์ที่ซ่อนไว้
เขายังเตรียมพื้นที่สำหรับการรบของตนเอง เขาปีนป่ายขึ้นไปบนชะง่อนหินและคาคบไม้ เตรียมจุดซุ่มยิงธนูและจุดที่จะโผนทะยานลงมาจู่โจม ช่องเขาแคบๆ แห่งนี้ได้กลายเป็สนามล่าส่วนตัวของเขา ที่ซึ่งทุกซอกทุกมุมล้วนเป็เขารู้จักดี
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว สองจอมอาคมต่างวัยทำงานแข่งกับเวลาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เมื่อตะวันลับขอบฟ้า การเตรียมการทุกอย่างก็เสร็จสิ้น ช่องเขาที่เคยดูธรรมดาบัดนี้ได้กลายเป็เขตสังหารที่สมบูรณ์แบบ ที่ซึ่งความตายซ่อนอยู่ในทุกย่างก้าว
คำอินทร์และหลวงปู่นั่งลงพัก แบ่งปันอาหารมื้อสุดท้ายกันอย่างเงียบๆ ความลับมากมายยังคงค้างคาอยู่ระหว่างพวกเขา แต่ในยามนี้พวกเขาไม่ใช่ศิษย์กับอาจารย์อีกต่อไปแต่เป็สหายร่วมรบที่ฝากชีวิตไว้กับอีกฝ่าย
"พรุ่งนี้...ที่นี่จะกลายเป็สนามรบที่โหดร้ายอาจจะมีคนตายมากมาย บาปกรรมบาปกรรม" หลวงปู่กล่าว สายตาเศร้าหมองมองไปยังกับดักที่วางไว้
"ขอรับ" คำอินทร์ตอบรับ มือของเขากำด้ามดาบแน่นและ “มันไม่มีทางเลือกเนื่องจากพวกนั้นมาเอาชีวิตพวกเราขอรับหลวงปู่"
ค่ำคืนนั้นพวกเขาไม่ได้นอน ทั้งสองคนไปนั่งสมาธิอยู่บนชะง่อนหินคนละฝั่งของช่องเขา สะกดกลั้นลมหายใจ รวบรวมสมาธิและพลังทั้งหมดไว้เพื่อรับมือกับศึกที่กำลังจะมาถึง
เวลาผ่านไปจนเกือบจะรุ่งสาง
ทันใดนั้นพื้นดินใต้ร่างของพวกเขาก็สั่นะเืเบาๆ มันไม่ใช่แผ่นดินไหว แต่เป็การสั่นะเืจากฝีเท้าของคนเรือนร้อยที่กำลังเคลื่อนทัพเข้ามา
หลวงปู่แก้วและคำอินทร์ลืมตาขึ้นพร้อมกัน
เบื้องล่างยันต์อาคมที่หลวงปู่สลักไว้บนพื้นดินเริ่มเรืองแสงสีแดงจางๆ ขึ้นมา...เป็สัญญาณเตือนว่า…
ศัตรูได้มาถึงปากประตูแล้ว
เสียงฝีเท้าของกองทัพพม่าหยุดลงที่นอกเขตป่าอาถรรพ์ ราชครูมินจอส่วย ผู้ยืนอยู่บนรถศึกเทียมม้าสง่างาม
ราชครูผู้นี้อายุน้อยกว่าหลวงปู่แก้วประมาณห้าหกปี แต่หน้าตาดุร้าย คมเข้ม มีริ้วรอยบนหน้าไปตามกาลเวลา
ราชครูมินจอส่วยยกมือขึ้นเป็สัญญาณ มันรับรู้ได้ถึงพลังอาคมที่เข้มข้นซึ่งแผ่ปกคลุมอยู่เบื้องหน้า มันไม่ใช่แค่มนต์มายาอ่อนแอ แต่เป็อาคมโบราณที่แฝงไว้ด้วยเจตนาสังหารอย่างชัดเจน
"ดูเหมือนว่า 'เ้าแก้ว' ของข้าจะเตรียมการต้อนรับไว้อย่างดี" มันพึมพำกับตัวเอง รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ส่ง 'หน่วยพรานอสูร' เข้าไป ข้าอยากรู้ว่าในป่านี้มีอะไรซ่อนอยู่กันแน่ สำรวจกับดัก หาต้นตอของพลัง และกลับมารายงาน อย่าปะทะโดยไม่จำเป็"
สิ้นเสียงคำสั่ง ชายชุดดำเจ็ดคนก็ก้าวออกมาจากกองทัพ พวกเขาคือหน่วยลาดตระเวนชั้นยอด ผู้เชี่ยวชาญการรบในป่าและคุ้นเคยกับการรับมือกับเื่ลี้ลับ พวกเขาเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ สื่อสารกันด้วยสัญญาณมือ แล้วค่อยๆ สลายร่างหายเข้าไปในป่าอาถรรพ์ทีละคน
บนชะง่อนหินสูง คำอินทร์ที่เฝ้ามองอยู่ผ่านดวงตาของนกเหยี่ยว เขารับรู้ถึงทุกอย่างในอาณาเขตนี้
"พวกมันส่งหน่วยสำรวจเข้ามาเจ็ดคน" เขาบอกหลวงปู่แก้วที่นั่งสมาธิอยู่ข้างๆ ผ่านทางกระแสจิต
"กับดักอาคมของเรามีไว้สำหรับปลาตัวใหญ่" หลวงปู่ตอบกลับมาทางจิต "อย่าให้เหยื่อล่อพวกนี้ไปทำลายมันเสียก่อน หน้าที่นี้...เป็ของเ้า"
"ขอรับ"
คำอินทร์หลับตาลง เขาไม่ได้มองด้วยตาเนื้ออีกต่อไป เขาร่ายอาคมและกลายเป็ส่วนหนึ่งของป่า เขาคือสายลมที่พัดไหว คือใบไม้ที่สั่นระริก คือสรรพสัตว์ที่ซ่อนกายอยู่ในเงามืด เขามองเห็นหน่วยทหารของพม่าที่ส่งมาสำรวจทั้งเจ็ดคนที่กำลังเคลื่อนที่อย่างระมัดระวัง
พวกมันมีความสามารถ พวกมันสังเกตเห็นหลุมพรางที่เขาขุดไว้และเดินอ้อมไป พวกมันตัดเถาวัลย์ที่เป็สายชนวนของกับดักธนูทิ้งอย่างง่ายดาย
"พวกมันเก่งและมีประสบการณ์การรบพอสมควร"
คำอินทร์ตัดสินใจที่จะเริ่ม "ล่า" เขาจะเด็ดพวกมันทิ้งทีละคน
เขาเห็นทหารพม่าคนหนึ่งกำลังเดินรั้งท้าย เขาส่งจิตไปหางูเขียวตัวใหญ่ตัวหนึ่งที่ขดอยู่บนกิ่งไม้เหนือหัวของทหารนายนั้น เขาไม่ได้สั่งให้มันฉก เขาเพียงแค่ "ร้องขอ" ให้มันทิ้งตัวลงไป
ตุบ!
งูเขียวตัวเขื่องร่วงลงมาบนบ่าของทหารพม่านายนั้น ด้วยความใ มันร้อง "เฮ้ย!" ออกมาแล้วสะบัดงูทิ้ง
เพียงชั่ววินาทีที่มันถูกหันเหความสนใจ คำอินทร์ที่ทิ้งตัวลงมาจากต้นไม้ด้านหลังอย่างเงียบกริบด้วยท่า พยัคฆ์ซ่อนเงา ก็เข้าถึงตัวมันแล้ว เขาไม่ได้ใช้ดาบ มือข้างหนึ่งของเขาปิดปากของมันไว้แน่น ส่วนสันมืออีกข้างก็สับลงไปที่ท้ายทอยอย่างรุนแรงและแม่นยำ
กร๊อบ!
ร่างของพรานอสูรทรุดลงโดยไร้เสียง คำอินทร์รีบลากร่างนั้นเข้าไปซ่อนในพุ่มไม้หนาทึบก่อนที่คนอื่นๆ จะทันสังเกตเห็น
ทัพพม่าที่เหลือเคลื่อนที่ต่อไปโดยไม่รู้สึกตัว ไม่นานนัก หัวหน้าหน่วยก็รู้สึกถึงความผิดปกติ "จาปาหายไปไหน?”
ทุกคนหยุดชะงัก พวกเขานับจำนวนคน เหลือเพียงหก ความเย็นเยียบแล่นไปทั่วสันหลังของทุกคน
คราวนี้พวกมันระวังตัวแจ พวกมันเดินเกาะกลุ่มกันเป็วงกลม หันหลังชนกัน สอดส่ายสายตาไปรอบๆ
คำอินทร์ยิ้มเย็น "โง่เขลา"
เขาเห็นพวกมันกำลังจะเดินผ่านใต้กิ่งไม้ใหญ่ที่ผุพังเต็มที เขาไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากส่ง "คำขอ" ไปยังฝูงปลวกที่กำลังกัดกินแก่นของกิ่งไม้นั้นอยู่ "ถึงเวลาอาหารแล้ว...สหาย"
เปรี๊ยะ...แคร่ก...
กิ่งไม้ั์หักโค่นลงมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย.
โครม!
มันฟาดลงมากลางวงของหน่วยพรานอสูรของทัพพม่า สองคนโชคร้ายถูกทับจนร่างแหลกเหลวตาคาที่ทันที อีกคนถูกกระแทกจนแขนหัก
บัดนี้เหลือเพียงสี่คนที่ยังสู้ได้ แต่ขวัญของพวกมันกระเจิงไปหมดแล้ว พวกมันมองไปรอบๆ อย่างหวาดผวา ป่าแห่งนี้มีชีวิต ป่าแห่งนี้กำลังไล่ฆ่าพวกมัน.
"หนี! กลับไปรายงานท่านราชครู!" หัวหน้าหน่วยะโ
แต่เมื่อพวกมันหันหลังกลับ ก็พบว่าชายหนุ่มในชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายยืนขวางทางอยู่ั้แ่เมื่อใดก็ไม่ทราบ ในมือของเขาถือดาบยาวที่อาบไล้ด้วยแสงอาทิตย์
"จะรีบกลับไปไหนกันเล่า" คำอินทร์กล่าว "การต้อนรับของข้ายังไม่จบเลย"
พรานอสูรที่เหลืออีกสี่นายคำรามลั่น ความกลัวแปรเปลี่ยนเป็ความบ้าคลั่ง พวกมันพุ่งเข้าใส่คำอินทร์พร้อมกัน
เพลงดาบพยัคฆ์คลุ้มคลั่ง!
คำอินทร์ไม่คิดจะออมมืออีกต่อไป ดาบในมือของเขากลายเป็พายุแห่งคมเหล็ก เขาก้าวเข้าสู่วงล้อมด้วยท่าเท้า พยัคฆ์ผยองเดช ดาบของเขาปะทะ ปัดป้องและฟันสวนกลับไปอย่างต่อเนื่อง เสียงโลหะกระทบกันดังกึกก้องไปชั่วครู่สั้นๆ...
แล้วทุกอย่างก็เงียบลง
พรานอสูรทั้งสี่นายล้มลงจมกองเื คำอินทร์ยืนหอบหายใจอยู่ท่ามกลางร่างของศัตรู เขากำจัดหน่วยสอดแนมได้สำเร็จ ความลับของกับดักอาคมยังคงถูกรักษาไว้
ณ ชายป่า ราชครูมินจอส่วยยังคงรอคอยอย่างใจเย็น แต่เมื่อเวลาผ่านไป...หน่วยพรานอสูรของมันก็ไม่ได้กลับมา ความเงียบคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด
"หึ...ดูเหมือนว่าในป่านี้จะมี 'พยัคฆ์' ซ่อนอยู่จริงๆ สินะ" มันแสยะยิ้ม "ดี! ข้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเล่นซ่อนหาอีกต่อไป!"
มันหันไปทางกองทัพใหญ่ "กองหน้าทั้งหมด...บุกเข้าไป! ขยี้ทุกอย่างที่ขวางหน้า!"