Hi, Darling 15
“น้องเฟื่อง พี่กริชฝากบอกว่าถ้าตื่นแล้วให้กินข้าวนะลูก” เสียงแม่หมี่เอ่ยเตือนระหว่างที่ฉันกำลังเดินลงบันไดด้วยความมึนงง ั้แ่ไปรับแม่หมี่มาอยู่ด้วยตอนนี้ก็ผ่านไปเกือบสองสัปดาห์แล้ว แม่หมี่ดูมีความสุขมากขึ้นต่างจากลุงคงที่เหมือนทั้งต้องง้อและพิสูจน์ให้เห็นว่ารู้สึกผิดกับเื่ราวที่เกิดขึ้น พี่กริชเองก็ทำงานแทบจะทุกวัน บางวันมีเวรดึกเขาก็กลับมาตอนเที่ยงคืนตอนตีหนึ่ง ฉันจะไม่ใเลยถ้าเขาไม่เข้ามานอนที่ห้องฉันด้วยใบหน้ามึน ๆ แน่นอนว่ากว่าฉันจะนอนก็เกือบเช้า อีกฝ่ายตื่นฉันหลับแต่เขาก็ยังหมั่นเขียนโพสอิทแปะที่โคมไฟไว้ให้ บอกให้กินข้าวบ้าง พักผ่อนบ้าง น่ารักดีใช่ไหมล่ะ
“ค่ะแม่ แม่กินข้าวหรือยัง”
“ข้าวเช้าเรียบร้อยแล้ว แต่มื้อเที่ยงแม่รอกินพร้อมหนู”
“แม่หิวหรือยัง เดี๋ยวหนูเข้าไปอุ่นกับข้าวก่อนนะคะ”
“จ๊ะลูก อ้อ พี่กริชบอกสั่งส้มตำร้านโปรดหนูมาด้วยนะน่าจะใกล้ถึงแล้วล่ะ”
“ทำไม่นี้พี่กริชใจดีแปลก ๆ คะเนี่ย” ฉันแกล้งถามแม่หมี่ เมื่อถูกถามแบบนั้นท่านก็หัวเราะลั่นทันที จะมีใครกล้าจับผิดลูกชายให้แม่เขาฟังล่ะ นอกจากฉันเนี่ย บางทีฉันดุพี่กริชต่อหน้าแม่หมี่ก็มี ก็พี่เขาชอบกวนอ่ะ ฉันตั้งใจดูทีวีอยู่ก็เข้ามาแกล้งฉันก็หงุดหงิดตีป้าบที่ต้นแขนเข้าให้ เขาไม่งอแงที่ถูกตีด้วยซ้ำตรงกันข้ามเขาหัวเราะอย่างชอบใจที่ทำให้ฉันสนใจเขาได้
“หนูอยากพาแม่ไปกินที่ร้านอ่ะ”
“พรุ่งนี้ก็ได้ หนูก็บอกพี่เขาไว้ว่าจะพาแม่ออกไปข้างนอก”
“นั่นสิเนอะ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวหนูบอกพี่เอง เหมือนจะมาถึงแล้วค่ะเดี๋ยวหนูไปดูเองแม่นั่งรอเลยค่ะ” ฉันรีบบอกแม่เมื่อได้ยินเสียงรถมาจอดที่หน้าบ้าน แม่หมี่เดินเข้ามาช่วยดูกับข้าวบนโต๊ะส่วนฉันเดินออกจากห้องครัวไปที่หน้าบ้านเพื่อดูว่าใช่รถส่งอาหารหรือไม่ พออกไปก็เจอเข้ากับรถส่งกับข้าวจอดอยู่ ส้มตำและยำร้านโปรดถูกส่งยื่นมาให้พร้อมกับคนส่งที่ทวนเมนู
“มียำทะเล ส้มตำทะเลสุก และตำกุ้งสดนะครับ”
“ใช่ค่ะ”
“ออเดอร์ครบนะครับ รบกวนเซ็นรับให้ด้วยครับ” เมื่อเซ็นเสร็จก็รีบกลับเข้าบ้านเทกับข้าวใส่จาน ฮื่อ น่ากินมาก เดี๋ยวต้องโทรไปยั่วพี่กริชหน่อยแล้วล่ะ คิดได้ดังนั้นก็รีบเทกับข้าวใส่จานและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาพี่กริชทันที ตอนนี้เที่ยงครึ่งแล้วเขาน่าจะกำลังพักอยู่
“โทรหาพี่เหรอ?” แม่หมี่ถามยิ้ม ๆ ระหว่างตักกับข้าวใส่จานตัวเอง ฉันเองก็ยื่นมือไปตักสามชั้นทอดน้ำปลาไปใส่จานให้แม่หมี่ด้วย
“ใช่ค่ะ โทรไปแกล้งพี่กริชหน่อย” ฉันหัวเราะคิกคักอย่างพอใจสักพักสายก็ถูกเชื่อมต่อเข้ากับสัญญาณเมื่อพี่กริชกดรับสาย
(ฮัลโหลครับ ว่าไงดื้อ) เสียงพี่กริชดังขึ้นทักทายพร้อมกับหน้าจอโทรศัพท์ที่ปรากฏคนในชุดกาวน์กำลังนั่งกินข้าว เขาใส่แอร์พอดไว้ที่หูก่อนจะเห็นว่าเขายื่นโทรศัพท์ออกห่างจากตัวจากนั้นเขาก็กินข้าวสลับกับมองฉันเป็พัก ๆ
“จะอวดส้มตำกับยำ” ฉันบอกราวกับเด็กดื้อขี้อวด พี่กริชแค่ยิ้มขำเท่านั้นก่อนจะมีคนเดินเข้ามาทักเขา ฉันจึงขยับจานเล็กน้อยและเริ่มกินข้าวบ้างโดยที่ยังเปิดกล้องวีดีโอคอลคุยกับพี่กริชอยู่ ถ้าเขาไม่ยุ่งเราจะคอลแบบนี้บ้าง แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เขายุ่งเขาจะไม่รับสายและจะส่งข้อความกลับมาบอกว่าทำอะไรอยู่แค่นั้น บอกแค่นั้นฉันก็เข้าใจแล้ว เพราะงานเขาเอาแน่เอานอนกับเวลาไม่ได้ฉันเข้าใจ
(ก้ำกับมิชาอยากไปกินข้าวด้วยที่บ้าน ได้ไหมครับ) ปลายสายเอ่ยถามอย่างขอความคิดเห็น
“ได้ไหมคะแม่ พี่หมอก้ำกับพี่หมอมิชาจะมากินข้าวด้วย”
“แม่ยังไงก็ได้ หนูตัดสินใจเลย” พี่แม่ยกการตัดสินใจให้กับฉัน ถ้าจะให้ถามพี่กริชกลับไปเขาก็ต้องย้อนกลับมาถามฉันอีกเช่นเคย เวลาที่มีเพื่อนหรือคนรู้จักเขาจะมาที่บ้านเขาจะถามความคิดเห็นฉันก่อนเสมอถามความสะดวกใจของฉันด้วย
“หนูไม่ปัญหาอะไรนะคะ แต่ว่าตอนกลับพี่ซื้อกับข้าวมาด้วยได้ไหม อยากกินร้านโปรด”
(ได้ครับ เดี๋ยวพี่แวะซื้อเข้าไป อ้อ ถ้าอยากได้อะไรเพิ่มก็ส่งไลน์เข้ามาไว้เลยนะเดี๋ยวพี่ซื้อกลับเข้าไป แล้ววันนี้ตื่นกี่โมง) พี่กริชมองกลับมาอย่างเป็ห่วง เขาหยุดกินข้าวแล้วน่าจะอิ่มหรือกินเสร็จ ส่วนฉันยังกินเรื่อย ๆ มองกับข้าวบ้างมองพี่กริชบ้าง อีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะมีความสุขที่ได้มองฉันผ่านจอแบบนี้ไม่น้อย
“ตื่นตอนสิบเอ็ดโมงค่ะ อาบน้ำแต่งตัวแล้วก็ลงมาหาแม่”
(พรุ่งนี้พี่หยุด อยากไปไหนไหมทั้งแม่แล้วก็หนู)
“หนูไม่มี แต่แม่ พี่มาถามแม่เองนะคะ”
(ครับ เดี๋ยวพี่ต้องวางก่อนนะ เจอกันที่บ้าน)
“เจอกันค่ะ”
ตลอด่บ่ายทั้งฉันและแม่หมี่นอนดูซีรีย์ด้วยกันที่โซฟาห้องนั่งเล่น เป็เื่โปรดของฉันเลยล่ะแต่แม่หมี่บอกว่าไม่เคยดูฉันจึงต้องนำเสนอและได้ดูด้วยกันอีกจนถึงตอนนี้ แต่พอดูไปสักพักฉันก็หลับ หลับไปทั้งที่ซีรีย์ตอนนั้นยังไม่จบเลยด้วยซ้ำ กินแล้วนอนเป็วิถีคนอ้วนอย่างฉันจริง ๆ นะ
่นี้เป็ฤดูฝนด้วยแปบ ๆ ฝนก็ตก สักพักก็ครึ้มแดดออกแล้ววนกลับมาฝนตกอีกเป็แบบนี้อยู่ร่ำไปจนไม่คาดหวังอากาศที่แสนจะแจ่มใสแล้ว แต่เหมือนหลับไปสักพักก็สะดุ้งตื่นเพราะนึกได้ว่ามีงานค้างอยู่ ลอบมองข้าง ๆ ก็เจอแม่หมี่หลับอยู่ ่นี้ท่านดูสดใสขึ้นกว่าแค่ก่อนมากเลยทีเดียวั้แ่ได้มาอยู่ที่นี่ ส่วนลุงคงก็พยายามง้อแม่หมี่อยู่อย่างสม่ำเสมอ ฉันขยับลุกออกจากโซฟาเดินไปยังชั้นสองก่อนจะหยิบผ้าห่มสำรองที่อยู่ในห้องนอนแล้วเดินกลับมายังห้องรับแขกคลี่ผ้าห่มคลุมร่างของแม่หมี่ไว้ ก่อนเดินขึ้นข้างบนไม่ลืมล็อคประตูบ้านปิดม่านเรียบร้อยนั่น แหละถึงได้กลับขึ้นไปยังห้องนอนเพื่อทำงานที่ค้างอยู่ งานโปรเจคที่ร่วมกับบริษัทxx ฉันทำเสร็จไปแล้วสองชิ้น เหลืออีกหนึ่งชิ้นก่อนจะหมดสัญญาจ้างงาน ถ้างานครั้งหน้าน่าสนใจก็ค่อยเซ็นสัญญาจ้างใหม่ ฉันไม่ชอบอะไรที่ทำให้รู้สึกถูกมัดทางความคิดสร้างสรรค์จึงไม่ชอบสัญญาระยะยาว
งานชิ้นนี้ฉันตั้งใจจะทำสามแบบให้ทางบริษัทเลือกเช่นเคย การทำแบบนี้พวกเขาชอบมากเพราะมีตัวเลือกเพิ่มขึ้น บางทีความคิดตามที่พวกเขาบรีพมามันก็ไม่ได้เห็นภาพชัดเมื่อทำออกมาในรูปแบบที่สามารถมองเห็นได้แล้วมันไม่ได้เป็ดังที่พวกเขาคิด ดังนั้นจึงต้องมีแผนสำรองให้พวกเขาด้วย
ถามว่านอกจากรับงานฟรีแลนซ์แล้วฉันทำอะไรทำไมถึงดูมีเงินฉันบอกเลยว่าฉันน่ะทำงานหลายอย่างมากทั้งรับงานฟรีแลนซ์ต่าง ๆ ซึ่งมันหลายแขนงจนหลาย ๆ คนไม่คาดคิดเลยล่ะ
“อะไรกันเนี่ย” ฉันพึมพำเสียงสงสัย เมื่อจู่ ๆ ก็มีคนแอดเฟรนด์เข้ามาในไลน์ยังไม่ทันจะได้รับเพื่อนหรือดูว่าใครที่แอดมาอีกฝ่ายก็ส่งรูปเข้ามารัว ๆ เป็รูปพี่กริชกับผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในชุดสีขาวมองเห็นเพียงด้านหลังพวกเขากำลังกอดกันอยู่มุมทางเดินถ้าเดาไม่ผิดคงเป็บันไดหนีไฟล่ะมั้ง ฉันเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่าเป็รูปปัจจุบันนักหากเสื้อเชิ้ตที่พี่กริชสวมอยู่ไม่ใช่ตัวที่เขาสวมวันนี้ เสื้อที่ฉันเป็คนเตรียมให้เข้าั้แ่เมื่อคืน
“้าอะไรกัน” ฉันไม่เข้าใจถึงเหตุผลหลักที่เ้าของไลน์ที่แอดมาส่งรูปพวกนี้มาให้ ฉันไม่ตอบแต่ก็ไม่ลืมแคป หน้าจอช่องแชตนี้ไว้ ไม่อยากคิดอะไรที่มันชวนปวดหัวแต่ห้วงเวลาหนึ่งความคิดก็แวบกลับเข้าไปยังเื่รูปที่มีคนส่งเข้ามา อยู่ดี
สรุปงานชิ้นนี้ไม่มีอะไรคืบหน้ามากกว่าเดิมเพราะฉันไม่สามารถดึงสมาธิกลับมาที่งานได้เลย จะนอนพักก็นอนไม่หลับจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดูข่าวคราวของศิลปินที่ชอบ ฉันติดตามวงนี้มาได้สักพักใหญ่แล้วไม่ได้ติดตามั้แ่ต้นและฉันสัญญาว่าจะติดตามพวกเขาตลอดไป
“น้องเฟื่อง พี่กริชกับเพื่อนมาถึงแล้วนะลูก” เสียงเคาะห้องดังขึ้นพร้อมกับเสียงเรียกเบา ๆ เป็แม่หมี่ที่เคาะประตูบอก ปกติจะเป็พี่กริชที่ขึ้นมาตาม แต่ทำไมวันนี้...
“เพื่อนพี่เขามาเยอะเลย ปะลูกไปด้วยกัน” เมื่อเปิดประตูออกไป แม่หมี่ก็รีบเอ่ยบอกพร้อมกับรอยยิ้ม
“ค่ะแม่”
ระหว่างที่เดินลงบันไดอย่างไม่เร่งรีบนั้นหัวใจฉันก็เริ่มเต้นรัวแรงอย่างไม่เคยเป็ ไม่ได้กลัว ไม่ได้ตื่นเต้น แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็อะไรกันแน่ทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ เมื่อเดินมาถึงบันไดขั้นสุดท้ายแม่หมี่ขอตัวไปห้องครัวเตรียมอาหารและให้ฉันเดินไปหาพี่กริชและเพื่อน ๆ ของเขา แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ห้องรับแขกเสียงคนพูดคุยกันอย่างสนุกทำให้ฉันต้องชะงักเท้าไปกลัวว่าถ้าเข้าไปจะขัดความสนุกที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือเปล่า
“วิราก็กลับมาแล้วอ่ะ แบบนี้จะมีโอกาสรีเทิร์นไหมเนี่ยหมอกริช”
“อย่าพูดแบบนั้นสิคะพี่นิค” เสียงเขินอายของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นยิ่งทำให้คนอื่น ๆ ในห้องนั้นหัวเราะอย่างเอ็นดู
“แหม ไม่ต้องเขินน่า ใคร ๆ เขาก็รู้ว่าหมอกริชกับวิราคุยกันมาตั้งนาน แต่ต้องห่างกันไปเพราะวิราไปเรียนต่อ”
“นั่นสิคะ กลับมาแล้วจะยังไงเนี่ย”
“คิกคิก ดูหน้าหมอกริชสิคะ เขินหรือคะเนี่ย”
“กริชมึง...” เสียงหนึ่งคล้ายกับเสียงพี่หมอก้ำ
“แบบนี้พี่ก็มีหวังแล้วสิคะ งานแต่งของหมอกริชกับวิรา พยาบาลต้องคู่กับหมอสินะเนี่ย พี่เขินจัง”
“พอเถอะค่ะพี่นิค”
ฉันก้าวถอยหลังห่างจากห้องนั้นด้วยความรู้สึกที่ปวดหนึบ ไม่รู้ว่าตอนนี้ฉันเป็อะไร ทำไมถึงรู้สึกหน่วงที่หัวใจแบบนี้ ฉันเดินเข้าไปห้องครัวที่ตอนนี้มีแม่หมี่และพี่หมอมิชากำลังจัดกับข้าวอยู่
“อ้าวน้องเฟื่อง หิวหรือยังวันนี้พวกพี่เลิกเสียค่ำเลย” พี่หมอมิชาเอ่ยทักเมื่อเห็นฉันเดินเข้าไปใกล้และช่วยแกะกับข้าวใส่จาน
“สวัสดีค่ะพี่หมอ ตอนนี้ยังไม่เท่าไหร่ค่ะ เดี๋ยวหนูแกะช่วยค่ะ” ฉันอาสา รู้สึกสับสนอย่างบอกไม่ถูก สิ่งที่ได้ยินยังก้องอยู่ในหัวไม่รู้เหมือนกันว่าจะลบมันออกไปยังไง ไม่อยากคิดมาก ไม่อยากงี่เง่า แต่มันก็ไม่สามารถลืมสิ่งที่ได้ยินได้เลย
“เฟื่อง...” เสียงเรียกชื่อดังขึ้นจากด้านหลัง แต่เพียงแค่ถูกเรียกด้วยน้ำเสียงแบบนั้นมือที่กำลังหยิบจานก็ชะงักไปทันทีแต่ไม่นานก็ยื่นไปหยิบจานดังเดิมราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“วันนี้เพื่อนพี่มาเยอะเราโอเคไหม?” ก็มาแล้วนี่นา เขาจะถามฉันทำไมกันล่ะ ใช่ว่าเขาตัดสินใจไปแล้วหรอกเหรอ
“ค่ะ”
“เป็อะไร? ไม่สบาย...เฟื่อง” ระหว่างที่เดินเข้ามาเขาก็ยกหลังมือขึ้นหมายทาบหลังมือลงบนหน้าผากแต่ฉันขยับออกห่างจากเขาจนอีกฝ่ายเรียกด้วยน้ำเสียงฟังดูฉงนงงงวย
“หนูสบายดีค่ะ แม่คะก๋วยเตี๋ยวไก่ตอนเที่ยงอยู่ไหนคะแม่” ฉันเดินเลี่ยงออกห่างจากเขาแสร้งเดินไปดูก๋วยเตี๋ยวไก่เพื่อจะอุ่นกินเป็มื้อเย็น
“หือ? เอาไว้ไหนนะแม่ก็จำไม่ได้ อ้อ ในนั้นลูกตู้เย็นก่อนกินหนูอุ่นก่อนนะ”
“ค่ะแม่” ฉันรับคำแล้วเดินไปเปิดตู้เย็นค้นดูก๋วยเตี๋ยวไก่มาแกะใส่ชามจากนั้นก็เอาเข้าไมโครเวฟ
“พี่เห็นกินตลอดเลยเวลามาที่บ้าน” พี่หมอมิชาเอ่ยแซว ฉันมองพี่หมอยิ้ม ๆ ก่อนจะเอ่ยตอบกลับไป
“ที่จริงกินทุกวันเลยค่ะ”
“ว่าง ๆ พี่ต้องมาชิมแล้วล่ะ ทำไมเราถึงติดใจจนกินได้ทุกวันแบบนี้”
“มาค่ะพี่หมอ เดี๋ยวหนูพาไปชิมเอง อร่อยทุกอย่างเลย” ฉันยืดอกนำเสนอ พี่หมอมิชาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะบอกให้ช่วยกันยกกับข้าวไปที่โต๊ะกินข้าวที่อยู่ไม่ไกลจากห้องครัว พี่หมอกริชยังยืนมองฉันอยู่ คล้ายกับกำลังขบคิดอะไรบางอย่างแต่ท้ายที่สุดเขาก็ไม่ยอมพูดหรือถามอะไรออกมา นั่นก็ดีเหมือนกันเพราะตอนนี้ฉันก็ยังไม่อยากจะคุยกับเขาเท่าไหร่ เพื่อน ๆ ที่เขาชวนมากินข้าวมีเกือบหกคน เป็คนที่ฉันรู้สึกเพียงแค่สามคนคือพี่หมอมิชา พี่หมอก้ำ และพี่สายฝน ส่วนอีกสามคนเป็คนที่ฉันไม่รู้จัก แต่มีหนึ่งคนที่รู้สึกคุ้นไม่น้อยแม้จะสงสัยแต่ก็ไม่กล้าดูหน้าชัด ๆ กระทั่งทุกคนเลือกที่นั่งฉันที่ตั้งใจจะนั่งที่ประจำตัวเองก็ต้องชะงักเมื่อร่างสูงโปร่งของผู้หญิงที่ฉันรู้สึกคุ้นหน้าเดินแทรกเข้าไปนั่งฉันจึงเดินถอยไปนั่งอีกมุมข้าง ๆ พี่สายฝนที่มองมาอย่างไม่พอใจเช่นเดียวกัน ตรงข้ามเป็พี่หมอก้ำที่มองตามฉันตลอดั้แ่ที่ทุกคนเดินเข้ามาที่ห้องกินข้าว
“แม่ครับนี่วิรา พี่นิค แล้วก็พี่นุ่น เพื่อนที่ทำงานครับ” พี่หมอกริชแนะนำเพื่อนที่มาใหม่ให้แม่หมี่ได้รู้จัก ฉันที่นั่งคนละมุมกับเขาจึงไม่ได้สนใจอะไรมาก เมื่อเริ่มกินข้าวพี่สายฝนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ใจดีตักนั่นตักนี่มาใส่จานให้ไม่หยุดถึงแม้ฉันจะมีชามก๋วยเตี๋ยวเป็ของตัวเองอยู่แล้วก็ตาม
“ของโปรดนี่ กินเยอะ ๆ” พี่หมอก้ำนั่งอยู่ตรงข้ามเลื่อนจานกุ้งแช่น้ำปลามาใกล้ฉันมากขึ้น
“ขอบคุณค่ะ”
“พี่มีร้านแนะนำด้วยนะ อยากลองไปชิมไหม” พี่หมอมิชาชวนคุย เหมือนตอนนี้โต๊ะกับข้าวถูกแบ่งการสนทนาเป็สองกลุ่มคือฝั่งหนึ่งมีฉัน พี่หมอก้ำ พี่หมอมิชา และพี่สายฝน ส่วนอีกกลุ่มคือส่วนที่เหลือ
“ร้านไหนคะ หนูอยากไปกิน”
“ร้านแถวโรงพยาบาลเอาไว้วันไหนพี่เลิกเร็วเราไปกินด้วยกันไหม พี่จะได้โทรหา” พี่หมอมิชาชวน
“ได้ค่ะ หนูว่างตลอด” สำหรับเื่กิน ฉันว่างตลอดนั่นแหละ บทสนทนาระหว่างฉันและพี่หมอมิชาที่กำลังไหลลื่นก็ต้องชะงักไปเมื่อจู่ ๆ ก็มีคนเอ่ยขัดประโยคสนทนาของพวกเราอย่างไร้มารยาท
“ว่างงานเหรอคะถึงว่างตลอด” ฉันตวัดสายตามองคนพูดทันที เป็คนที่ชื่อนิคที่เอ่ยประโยคที่แสนจะไร้มารยาทนั้นออกมา
“ตายแล้ว ทำไมมองผู้ใหญ่แบบนั้นล่ะคะ ถูกสอนมายังไงผู้ใหญ่ถามแต่มองแบบนี้น่ะ” ผู้หญิงที่ชื่อนิคยังไม่หยุดพูดพร้อมทั้งยังมองฉันด้วยสายตาตำหนิ
“พี่นิคคะ น้องยังเด็กอย่าว่าน้องเลย” ถึงคราที่ผู้หญิงที่แสนจะอ่อนหวานเรียบร้อยที่ชื่อวิราเอ่ยขัดผู้หญิงคนนั้นด้วยท่าทีแสนอ่อนหวาน แต่แววตาที่เธอมองฉันทำไมจะไม่รู้สึกว่าเธอกำลังสะใจ
“จะเด็กจะโตก็ไม่ควรมองผู้ใหญ่แบบนี้ค่ะน้องวิรา หนูน่ะใจดีเกินไปแล้ว เฮ้อ อย่าใจดีนักเลยค่ะเดี๋ยวหมอกริชจะหวั่นไหวมากกว่าเดิมนะคะ ส่วนเด็กที่ไม่เคยได้รับการอบรมเราก็ต้องสั่งสอนไป จะได้ไม่ก้าวร้าว”
“ถ้าเด็กมันก้าวร้าว ก็จงรู้ไว้นะคะว่าผู้ใหญ่มันไม่น่าเคารพ หวังให้เด็กเคารพแต่ทำตัวอย่างกับไม่ได้รับการศึกษา อย่าหวังว่าจะมีคนเคารพเลย” ฉันเอ่ยกลับอย่างไม่เกรงกลัว
“เฟื่อง!” คนที่นั่งหัวโต๊ะเรียกชื่อฉันเสียงดัง
“ทำไมคะ? เราไม่มีสิทธิปกป้องตัวเองเลยเหรอที่โดนว่าแบบนั้น หรือพี่มองเราเป็อย่างที่พวกเขาพูด” ฉันจ้องเขากลับไป ไม่ยอมละสายตาจากเขาเลยสักวิ
“แต่เขาเป็พี่อายุเยอะกว่า”
“คนที่อายุเยอะกว่าถ้าไร้มารยาทเราก็ไม่เคารพ คิดว่าอายุเยอะกว่าแล้วจะพูดอะไรก็ได้เหรอ? โลกมันไปถึงไหนแล้วออกจากกะลาบ้าง”
“เฟื่องฟ้า!! อย่าก้าวร้าว ขอโทษพี่เขาไปเดี๋ยวนี้”
“ไม่”
“กริชคะอย่าว่าน้องเลย น้องยังเด็ก...”
“ไม่รู้จักโต” ฉันวางช้อนลงบนโต๊ะและมองเขาอีกครั้ง ตอนนี้ภายในโต๊ะไม่มีใครพูดอะไร แม่หมี่เหมือนจะมีสติมากที่สุดจึงเอ่ยบอกให้พี่กริชใจเย็นมากกว่านี้ แต่เรายังจ้องกันไม่มีใครยอมละสายตาไป ผิดหวัง ตอนนี้ฉันรู้สึกผิดหวังกับเขาจริง ๆ
“ขอโทษพี่นิคเดี๋ยวนี้”
“ถ้าขอโทษ เขาต้องขอโทษเราด้วย” ฉันไม่ยอมเหมือนกัน เจอกันครั้งแรกแต่พูดจาแบบนั้นมันไร้มารยาทเกินกว่าที่ฉันจะทน สนิทกันเหรอก็ไม่
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะกริช พี่นิคไม่ถือโทษโกรธน้องเขาหรอกใช่ไหมคะพี่นิค” ยิ่งผู้หญิงคนนั้นฉอเลาะฉันยิ่งโมโห ทีพวกเขาว่าฉันแบบนั้นเขากลับไม่คิดจะช่วยหรือเอ่ยห้ามพวกเขา พอฉันเริ่มปกป้องตัวเองเขากลับโมโหดุด่าว่าฉัน
“ก็ได้ค่ะ เห็นแก่น้องวิราหรอกนะคะ พี่เลยไม่เอาความ เด็กไร้มารยาทพี่ไม่ถือสา”
“คุณเองก็ไร้มารยาทนะคะ เพิ่งเจอกันแท้ ๆ กลับดูถูกคนอื่นได้หน้าตาเฉยทั้งที่ไม่เคยรู้จักกัน จบก็สูงแต่ความคิดสามัญสำนักไม่ได้รับการพัฒนาเลยสักนิด” ฉันสวนกลับไปทันทีอย่างไม่ยอม
“เฟื่องฟ้า! กลับขึ้นห้องไปเดี๋ยวนี้ ไปสงบสติอารมณ์ตัวเองซะ!!” คุณหมอกริชของทุกคนตวาดฉันเสียงดังลั่น ฉันลุกออกจากก้าวอี้อย่างทนไม่ไหว ระหว่างที่เดินออกจากห้องกินข้าวมาฉันไม่มองหน้าใครเลย ประโยคโหวกเหวกที่ดังตามมาไม่สามารถดึงความนึกคิดของฉันได้เลย อย่างน้อยมันก็ดี มันดีที่ฉันได้พูดอะไรปกป้องความรู้สึกตัวเอง ฉันได้ปกป้องตัวเองอย่างสุดความสามารถแล้ว เก่งมากเฟื่องฟ้า เก่งแล้วที่ไม่ต้องหวังพึ่งพิงใคร
“น้องยังไม่ได้กินข้าว!”
“น้องมันไม่ผิดสักนิด พี่นิคต่างหากที่เริ่มก่อนแถมว่าน้องแบบนั้น”
“พี่ไม่ผิดนะคะคุณหมอก้ำ”
“พี่นั่นแหละเริ่ม ถ้ารู้ว่าจะมาแล้วสร้างปัญหาผมไม่ให้มาแน่ ๆ”
“ก้ำก็ใจเย็น ๆ หน่อยสิคะ พูดแบบนี้พี่นิคเสียใจนะ”
“เธอนั่นแหละเงียบวิรา กลับมาแล้วสร้างแต่ความวุ่นวาย”
“มิชา”
“มึงมันโง่กริช โง่มาก ถ้าน้องทิ้งมึงไปกูจะสนับสนุนน้อง กูจะออกเงินช่วยให้น้องไปอยู่ไกล ๆ มึง”
“ทำไมไม่ฟังน้องบ้าง ก็ได้ยินั้แ่ต้นแล้วนี่ว่าใครเริ่ม น่าจะรู้นิสัยน้องนะว่าไม่เริ่มก่อนแน่ ๆ แต่ที่แม่ได้ยิน น้องไม่ได้เริ่มเลยน้องแค่ปกป้องตัวเอง ในเมื่อคนที่หวังพึ่งพิงกลับไม่ช่วยอะไร น้องทำถูกแล้วที่พูดแบบนั้น”
“แม่ครับ ผมขอโทษ”
“ไม่เลยไม่ต้องขอโทษแม่ คนที่ลูกควรขอโทษคือน้อง”
“ครับ...”
“แม่ขอบอกไว้เลยว่าแม่ไม่ให้คุณนิค คุณวิรา และคุณนุ่นมาที่บ้านหลังนี้อีก ถ้าเมื่อไหร่ที่ลูกให้เขามาแม่จะพาน้องไปอยู่ที่นี่อื่น”
“แม่ครับ...”
“อ้อ เมื่อกลางวันน้องกินข้าวไม่เยอะเพราะรอกินกับเราตอนเย็น และเมื่อกี้เท่าที่สังเกตน้องยังไม่ได้กินข้าวหรือก๋วยเตี๋ยวสักคำ มิชา ก้ำ สายฝน แม่ขอตัวก่อนนะลูก วันนี้มันหมดความอร่อยแล้วเอาไว้ครั้งหน้าเรามากินข้าวกันนะ แค่พวกเรา คนอื่นไม่ขอเชิญ”
=======
5 หน้า a4 ไปจุกๆเลยค่ะ เค้านี่จุก เพิ่งว่างแล้วปั่นตาแตกมาก ใครยังรอเค้าอยู่ขอเสียงหน่อยค่ะ งานแทรจะกำลังจะทับบเราแล้ว!