เช้าวันถัดไป คณะเดินทางกว่าพันคนเริ่มออกเดินทาง
องครักษ์ที่ถูกหามออกจากเรือน ซูตงเฉินจึงเห็นสถานที่พักชั่วคราวของพวกเขาที่เป็หมู่บ้านเล็กๆ บนูเาริมลำธาร ซึ่งมิได้ดูร่ำรวยอะไร พวกเขาใช้พักอาศัยเพียงไม่กี่ห้อง ส่วนคนอื่นๆ ต่างอาศัยอยู่ในค่ายด้านนอก ขณะนี้เป็ฤดูใบไม้ร่วง ไม่หนาวจนเกินไป อาศัยอยู่ที่ค่ายด้านนอกก็ไม่เป็ปัญหา
ซูตงเฉินสอบถาม จึงรู้ว่าแม่นมเฉิงได้เตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว พวกเขาจะอยู่ที่นี่เป็เวลาสองวันสามคืน พวกเขาตามแรงงานผู้ชายจากในหมู่บ้าน แม่นมเฉิงได้มอบเงินจำนวนสองร้อยตำลึงและผ้าอีกสิบกว่าผืนให้พวกเขา นอกจากนี้ยังมอบเครื่องประดับเงินให้หญิงวัยกลางคนคนละหนึ่งชิ้น และมอบลูกปัดคู่ให้เด็กหญิงตัวน้อยคนละหนึ่งคู่ เพื่อเป็การขอบคุณพวกเขาในการดูแลผู้าเ็ตลอดสองวันนี้ ทั้งยังมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้แก่หัวหน้าหมู่บ้าน โดยขอให้เขาควบคุมชาวบ้านไม่ให้พูดถึงเื่นี้ เพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติที่จะตามมา
หลังจากจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พวกเขาจึงออกเดินทางไปยังเมืองหลวง
ขบวนทหารมีความยิ่งใหญ่มาก ขบวนรถนำมีธงสองผืนโบกสะบัด ธงผืนหนึ่งมีคำว่า ‘แม่ทัพอวิ๋นฮุย’ และอีกผืนหนึ่งมีตัวอักษร ‘ซู’ ขนาดใหญ่ นอกจากรถม้าหลายสิบคันสำหรับขนส่งสินค้าแล้ว ยังรวมรถม้ารับจ้างบางส่วนที่ใช้ลำเลียงผู้าเ็สาหัสชั่วคราว
ขบวนทหารสง่างามยิ่งใหญ่ราวกับสายรุ้ง เ้าหน้าที่ทหารเกือบพันนายล้วนผ่านการต่อสู้ในสนามรบนองเื พวกเขามีท่าทางเข้มแข็ง ตามถนนหลัก ผู้คนที่เดินอยู่ด้านหน้าพวกเขาต่างหลีกทางให้ ผู้ที่เดินตามข้างทางต่างไม่กล้าเข้าไปใกล้เกินไป ตลอดทางพวกเขาจึงเดินทางได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว
รถม้าของซูตงเฉินอยู่ตรงกลางของขบวนทหาร ค่อนไปทางด้านหน้าเล็กน้อย ซึ่งได้รับการรักษาความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด เขานอนเป็ส่วนใหญ่ เมื่อตื่นขึ้นมาก็พูดคุยกับบุตรชายทั้งสอง ฟังพวกเขาอ่านหนังสือ และบางครั้งก็ฟังรายงานจากฟู่ิฮั่นเกี่ยวกับข่าวต่างๆ ของเมืองหลวง ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้ปิดบังบุตรชายของเขา ในสมัยโบราณ เด็กอายุสิบสองปีนั้นเกือบจะเป็ผู้ใหญ่แล้ว ซูตงเฉินจึงหวังว่า เมื่อพวกเขาฟังสิ่งเหล่านี้แล้วจะมีความระแวดระวังในใจ เพื่อไม่ให้ผู้อื่นหลอกลวงได้
ขณะที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงเป็ระยะทางสามวันจึงจะถึง พวกที่ฟู่ิฮั่นส่งไปสืบข่าวที่เมืองหลวงก็กลับมาและรวบรวมรายงานอย่างละเอียดให้เขา เขารีบไปที่รถม้าของซูตงเฉินเพื่อรายงานสถานการณ์เ่าั้ทันที
"สถานการณ์ปัจจุบันในเมืองหลวงซับซ้อนยิ่งนัก ท่านได้กลายเป็จุดสนใจ" ฟู่ิฮั่นกล่าวด้วยรอยยิ้ม "หนิงอ๋อง จิ้งอ๋อง ตวนอ๋องก็เป็ผู้ใหญ่แล้ว ฮ่องเต้ก็ทรงมีพระชันษามากกว่าครึ่งร้อยแล้ว ใน่ไม่กี่ปีที่ผ่านมากำลังวังชาของพระองค์ลดน้อยลงไป ดังนั้นท่านอ๋องทั้งสามและกองกำลังต่างๆ ล้วนวิตกกังวล ยังมีองค์หญิงใหญ่และองค์หญิงที่ร้อนพระทัย ท่ามกลางสถานการณ์ที่ซับซ้อนนี้ ทำให้วุ่นวายมากขึ้น ยากต่อการคาดเดาเป็อย่างยิ่ง
ตอนนี้ องค์ชายทั้งสามต่างชิงดีชิงเด่นกัน กองกำลังที่หนุนหลังพวกเขาต่างแสดงกำลังขับเคี่ยวกันมากยิ่งขึ้น แม้แต่ฮ่องเต้ก็ไม่กล้าไว้ใจขุนนางคนสำคัญเ่าั้ ครั้งนี้จู่ๆ ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้ท่านกลับเมืองหลวง และแต่งตั้งให้ท่านเป็แม่ทัพใหญ่แห่งค่ายทหารซีซาน เลื่อนตำแหน่งจากขุนนางระดับสามเป็ระดับสอง ทำให้ผู้คนแปลกใจอย่างมาก แสดงให้เห็นว่าท่านอยู่ในพระทัยของฮ่องเต้
ข้ารู้สึกว่า ประการแรก เป็เพราะท่านไม่มีพวกพ้อง ดังนั้นฮ่องเต้จึงไว้วางใจท่าน ประการที่สอง ท่านเคยเป็สหายที่เคยศึกษาร่วมกับรัชทายาทองค์ก่อน ประการที่สาม ท่านไม่เกี่ยวข้องกับกองกำลังขององค์ชายทั้งสาม และฮ่องเต้หวังใช้ท่านเพื่อถ่วงดุลอำนาจ ประการที่สี่ ท่านกล้าหาญ เก่งกาจในการต่อสู้ ทั้งยังเก่งกาจเื่การฝึกกองกำลังทหาร ยุทโธปกรณ์ทางทหาร สามารถส่งเสริมกำลังทหารให้แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งเป็การดีสำหรับฮ่องเต้"
ค่ายทหารซีซานเป็ค่ายที่สำคัญที่สุดในสามทหารค่ายใหญ่ของเมืองหลวง เป็ส่วนขององครักษ์รักษาพระองค์ พวกเขาจงรักภักดีและขึ้นตรงต่อฮ่องเต้ ยกทัพเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อช่วยเหลือฮ่องเต้ยามคับขัน มีเพียงราชโองการหรือตราปิงฝูของกองทัพที่อยู่ในมือของฮ่องเต้เท่านั้น จึงจะสามารถเคลื่อนกำลังพลของค่ายทหารซีซานได้ หากมีผู้ใดเคลื่อนกองกำลังทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือว่าเป็การสมรู้ร่วมคิดก่อความวุ่นวาย จะต้องถูกปะาทั้งตระกูล
ตำแหน่งที่สำคัญเช่นนี้ ไม่ว่าผู้ใดย่อม้า องค์ชายทั้งสามในเมืองหลวงจ้องแย่งชิงกันตาเป็มัน ผู้มีอำนาจทั้งสามต่างวางกลยุทธ์การเคลื่อนไหว สุดท้ายกลับไม่คิดว่า จู่ๆ ฮ่องเต้จะมีราชโองการมอบภาระหน้าที่นี้ให้ซูตงเฉิน ซึ่งเป็บุตรชายคนโตของอันกั๋วกงที่อยู่แดนไกลนับพันลี้ เื่นี้สร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้คนนับไม่ถ้วน
ฟู่ิฮั่นยกยิ้มอย่างเ็า "ขณะนี้ไม่รู้ว่ามีกี่คนที่วางแผนว่าจะทำอย่างไรจึงสามารถติดต่อให้ท่านมาเป็พวกได้ ตอนนี้ดูเหมือนสิ่งที่ง่ายที่สุดในการแทรกแซงคือการแต่งงานของท่าน ท่านยังไม่มีฮูหยิน ทั้งยังไม่มีสตรีที่หลับนอนและคอยรับใช้อยู่เคียงข้าง จึงทำให้ผู้อื่นคิดใช้โอกาสนี้ หลายคนเตรียมสตรีที่งดงามไว้แล้ว และกำลังจะมอบนางให้เป็นางบำเรอของท่าน
นอกจากนี้ยังมีขุนนางคนสำคัญและคนในตระกูลร่ำรวยที่หมายปองตำแหน่งฮูหยินของบุตรชายคนโตอันกั๋วกง ซึ่งพวกเขากำลังคัดสรรสตรีที่เพียบพร้อม โดยวางแผนจะให้แต่งงานกับท่านในฐานะนางบำเรอ นอกจากนี้ ฮองเฮา เสียนเฟย หรงเฟย ทั้งสามที่อยู่ในวังได้สั่งให้บุตรสาวในตระกูลของพวกนางแต่งงานกับท่าน หากท่านปฏิเสธ พวกนางจะคิดหาทางให้ฮ่องเต้พระราชทานงานสมรส ท่านต้องเตรียมแผนการว่าจะรับมือเื่นี้อย่างไร”
เมื่อพูดถึงเื่นี้ ฟู่ิฮั่นรู้สึกสงสัยเล็กน้อย "ตงเฉิน หรือว่าท่านวางแผนจะไม่แต่งงานใหม่จริงๆ ? แม้ตลอดมานี้ท่านไม่อาจลืมฮูหยินของท่านได้ ทว่าท่านสามารถมีนางรับใช้เคียงข้างเพื่อดูแลความเป็อยู่ของท่าน"
ฟู่ิฮั่นเป็ผู้มีพร์และเ้าชู้ เขาเคยชินกับการรักและดูแลสตรีอันเป็ที่รัก นอกจากฮูหยินแล้ว ยังมีนางรับใช้ในห้องนอนอยู่ข้างกายเขาเสมอ ข้างนอกก็ยังมีคู่รักในวัยเยาว์ เขามักจะไปที่หอชิงโหลวเพื่อร้องเพลงต่อกลอนกับเหล่าคณิกา ครอบครัวมีบุตรชายและบุตรสาวหลายคน และยังมีบุตรชายและบุตรสาวที่เกิดจากภรรยารองอีกมากมาย ครอบครัวใหญ่ซับซ้อนวุ่นวาย ในจุดนี้เขาแตกต่างจากซูตงเฉินอย่างสิ้นเชิง
ซูตงเฉินพิงหมอนใบใหญ่ ดื่มน้ำแกงถั่วแดง เก๋ากี้ และพุทราแดง เพื่อบำรุงพลังชี่ บำรุงปอด และบำรุงเื หลังจากฟังคำพูดของฟู่ิฮั่นแล้ว เขาก็แย้มยิ้มและส่ายศีรษะ "ข้าไม่ได้วางแผนแต่งงานใหม่ ข้าได้รับความทุกข์จากมารดาเลี้ยงของข้ามามากพอแล้ว ตอนข้ายังเด็ก ข้ารอดชีวิตจากการความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ได้รับความกดดันจากคำว่าลูกกตัญญู มัดมือมัดเท้าไม่อาจต่อต้านดิ้นรน ในวัยเยาว์ป่วยเป็หวัดจากไอเย็น มารดาเลี้ยงไม่ยอมเชิญหมอและไม่ยอมให้กินยาใดๆ บอกแค่ว่าอดอาหารเพื่อขจัดธาตุไฟ และไม่ยอมให้ข้ากินอาหารเป็เวลาสามวัน
หากไม่ใช่เพราะแม่นมและพี่เลี้ยงที่แอบซ่อนของกินไว้ ข้าคงตายไปั้แ่ตอนนั้นแล้ว ทว่าสุดท้ายข้าที่ไม่ได้ตายเพราะการเจ็บป่วย นางจึงไม่ต้องรับผิดชอบแม้แต่น้อย เกิดเหตุการณ์แบบนี้หลายครั้งจนนับไม่ถ้วน เช่นนั้นข้าจะแต่งงานตามแผนการที่วางไว้ได้อย่างไรกัน? ข้าเป็เช่นนี้แล้ว หญิงผู้นั้นก็ยังไม่ยอมปล่อยข้า นางซื้อตัวคนข้างกายและสังหารฮูหยินของข้า ทั้งยังคิดจะสังหารบุตรของข้าอีก
ข้าไม่้าให้บุตรชายของข้าต้องทนรับความผิดเหล่านี้ และไม่กล้าพาพวกเขาไปเสี่ยงอันตราย หากจะแต่งงานใหม่ ต้องรอให้บุตรชายแต่งงาน และลูกสะใภ้สามารถจัดการดูแลตนเองและหลานๆ ของข้าได้ ข้าจึงจะลองคิดดู ทว่ายังต้องรออีกสักสองสามปี อย่างที่เ้ารู้ ข้าไม่เก่งเื่พวกนี้ และทุกวันนี้ข้าก็ยุ่งมาก จะคิดเื่เ่าั้ได้อย่างไร? "
“นั่นก็จริง” เมื่อนึกถึงสิ่งที่ซูตงเฉินได้ประสบมา ฟู่ิฮั่นก็พยักหน้าและถอนหายใจเบาๆ “ชีวิตท่านยากลำบากจริงๆ ”
“ไม่มีอันใดหนักหนา ทุกอย่างล้วนผ่านไปแล้ว” ซูตงเฉินแย้มยิ้มเล็กน้อย “ตอนนี้ฮูหยินอันกั๋วกงผู้นั้นมีการเคลื่อนไหวอันใดที่ผิดปกติหรือไม่? ”
ฟู่ิฮั่นพูดอย่างประชดประชัน "เมื่อเร็ว ๆ นี้นางสนุกกับการแสร้งทำเป็มารดาที่แสนดี สาละวนไปทั่วเพื่อสอดส่องดูแลท่าน"
ริมฝีปากของซูตงเฉินเผยให้เห็นร่องรอยความรังเกียจ "นั่นคือความสามารถทั้งหมดที่นางมี"
ฟู่ิฮั่นนึกบางอย่างได้ และพูดอย่างจริงจัง "ใช่แล้ว ่นี้นางเพิ่งจัดงานหมั้นหมายให้บุตรสาวของนางเอง บุตรสาวคนที่สี่แห่งภรรยารองของจวนกั๋วกงกับบุตรชายคนเล็กของหวนเซียงโหวก็เหมาะสมกันดี พระชายาของหนิงอ๋อง คือบุตรสาวคนโตแห่งภรรยารองของหวนเซียงโหว ด้วยวิธีนี้ ตระกูลของท่านจะกลายเป็ญาติสนิทกับหนิงอ๋อง หูซื่อควรดูหนิงอ๋องให้ดี หาก้ายืนหยัดอยู่แถวหน้า หนิงอ๋อง้าผูกสัมพันธ์กับท่าน เมื่อไม่สามารถหาวิธีอื่นได้ก็ต้องจบลงด้วยการแต่งงาน หากตัดสินใจไปในแนวทางเดียวกันแล้ว ก็ต้องเป็ไปตามพิธีรีตอง โดยตกลงกันว่าเมื่อคุณหนูสี่มีอายุครบสิบหกปีในปีหน้าก็จะจัดการแต่งงานกัน"
หนิงอ๋องเป็องค์ชายองค์ที่สองที่เกิดจากเสียนเฟย เมื่อรัชทายาทจากไป เขาจึงถือว่าเป็องค์ชายคนโตของฮ่องเต้ จิ้งอ๋องคือองค์ชายสามที่เกิดจากหรงเฟย ไม่นับว่าเป็รัชทายาทและไม่นับว่าสูงศักดิ์ ตวนอ๋องเองซึ่งเป็องค์ชายสี่ แม้จะไม่ได้ถือกำเนิดจากฮองเฮา ทว่าได้รับการเลี้ยงดูจากฮองเฮา เนื่องจากมารดาผู้ให้กำเนิดเสียชีวิตไปนานแล้ว มารดาเป็เพียงสาวงามที่มีสถานะต่ำต้อย เป็เพียงคนในตระกูลขุนนางระดับล่าง ว่าไปแล้วไม่ควรนับเป็รัชทายาทแม้เพียงเสี้ยวหนึ่งด้วยซ้ำ เมื่อมองจากสถานการณ์นี้แล้ว หนิงอ๋องเป็ผู้ที่เหมาะสมที่จะนั่งในตำแหน่งนี้ที่สุด ดังนั้นจึงมีผู้คนมากมายเดิมพันในตัวเขา
ซูตงเฉินวางชามบนโต๊ะเล็กๆ ด้านข้าง ครุ่นคิดครู่หนึ่งและพูดอย่างเ็า "ด้วยสมองของนางคงทำได้เพียงสังหารเด็กที่อ่อนแอและทำตัวเป็ผู้ดีมีมารยาท ทว่าไม่อาจสังหารข้า ตอนนี้ช่างใจกล้ายิ่งนัก อยากได้อำนาจั ช่างโง่เขลานัก”
ในเมื่อหมั้นหมายแล้ว หากไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมก็ไม่อาจถอนหมั้นได้ เพราะเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของสตรีในจวนกั๋วกง ซูตงเฉินยังมีน้องสาวร่วมมารดาเดียวกันอีกสองคนซึ่งแต่งงานแล้ว หากชื่อเสียงของจวนกั๋วกงเสื่อมเสีย ชีวิตของพวกนางที่บ้านสามีก็จะยากลำบาก ซูตงเฉินกังวลใจ ทว่านี่ไม่ใช่เื่ใหญ่ เขาไม่สนใจความเป็ความตายของบุตรสาวที่เกิดจากมารดาเลี้ยงอยู่แล้ว
ฟู่ิฮั่นเข้าใจความคิดของซูตงเฉิน จึงแย้มยิ้มพอใจและไม่พูดถึงเื่นี้อีก เมื่อรู้สึกว่ารถม้ากำลังลดความเร็วลง เขาจึงยกมือเปิดผ้าม่าน หลังจากมองออกไปด้านนอกก็อดถอนหายใจด้วยความโล่งอกไม่ได้ "ถึงเมืองหลวงแล้ว"