“พักกินมื้อกลางวันก่อนก็ได้ครับ” กู่เซี่ยวจ้านบอกกับภรรยาเพราะั้แ่ที่ขึ้นเขามาตัดไม้ไผ่ เธอยังไม่ยอมหยุดพักเลยทำงานหนักกว่าผู้ชายบางคนเสียอีก
“ไอหยา ฉันลืมเวลาไปเลย…ขอโทษทีค่ะ คุณคงหิวแย่”เถาฮวาเหลยแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า พบว่าพระอาทิตย์อยู่ตรงกลางหัวพอดีโดยปกติแล้วเธอมักจะทำงานแข่งกับเวลา วันนี้เป้าหมายคือต้องตัดไม้ไผ่ เพื่อไปทำโต๊ะและเก้าอี้เ้าตัวจึงจดจ่อที่จำนวนของไม้ไผ่ที่ทั้งสองตัดมา
“ผมยังไม่ค่อยหิวหรอกครับ แต่คุณเพิ่งจะหายป่วย ควรพักให้มากๆ”กู่เซียวจ้านไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ ที่ภรรยาทำงานเอาเป็เอาตายเดิมทีตั้งใจจะพาเธอเข้าป่า เพื่อให้เธอคลายเครียด จะได้ไม่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในห้องเพียงเท่านั้นไม่คิดเลยว่าเธอกลับทำงานเอาเป็เอาตายแข่งกับเขาเสียอีก
“งั้นก็ล้างมือมากินข้าวกันเถอะค่ะ” เถาฮวาเหลยวางมือจากงานที่ทำจากนั้นก็ตัดไม้ไม้มาปูสำหรับนั่งพักกินมื้อกลางวัน
วันนี้เธอทำข้าวห่อเนื้อแบบง่ายเพราะง่ายต่อการเดินทาง อีกทั้งจะได้ไม่ต้องยุ่งยากหอบถ้วยชามมาเนื่องจากว่าขากลับต้องช่วยกันแบกไม้ไผ่กลับบ้านไปด้วย
“คุณไปซื้อเนื้อที่ไหนครับ?” กู่เซียวจ้านอดที่จะถามภรรยาไม่ได้เพราะรู้สึกว่า่นี้เขาจะได้กินเมนูจานเนื้อบ่อยมาก
“ก็วันที่เข้าไปซื้อผ้าแหละค่ะ มีคุณป้าใจดีแบ่งเนื้อให้เธอเห็นว่าฉันไม่มีคูปอง แล้วก็ไม่ได้สั่งของกับทางร้านค้าสหกรณ์ก่อน”เถาฮวาเหลยแต่งเื่ขึ้น แม้ว่าจะไม่ใช่เื่จริงทั้งหมด แต่อย่างน้อยเื่ที่เธอเจอกับคุณป้าท่านหนึ่งก็เป็เื่จริง
“งั้นหรือครับ ผมจะลองถามประธานหมู่บ้านดู ว่าสามารถหาคูปองเนื้อให้ได้บ้างหรือเปล่า”กู่เซียวจ้านพยักหน้าเข้าใจเื่ที่ภรรยาเล่าให้ฟังเพราะสิ่งที่เธอพูดนั้นเป็ความจริง เื่ที่ต้องใช้คูปองและสั่งจองเนื้อเอาไว้เสียก่อน
“ค่ะ” เถาฮวาเหลยไม่อยากจะพูดถึงเื่นี้อีกจริงทำเพียงพยักหน้าเข้าใจเท่านั้นหากขืนยังพูดเื่พวกนี้อีกสามีต้องจับได้เป็แน่ว่าเธอโกหก
หลังจากตัดไม้ไผ่ได้พอประมาณแล้วกู่เซียวจ้านจึงแบกไม้ไผ่กลับบ้านล่วงหน้าไปก่อน เขาไม่ยอมให้ภรรยาแบกของหนัก บอกเพียงว่าจะแบกไม้ไผ่พวกนี้เองได้ฟังสามีพูดแบบนั้นเถาฮวาเหลยก็จนปัญญา ดีเสียอีกเธอจะได้ไม่ต้องแบกของหนักๆ
ตอนนี้หญิงสาวกำลังง่วนอยู่กับการตัดหน่อไม้ที่กำลังแตกหน่อออกมาจำนวนมาก เธอนึกถึงหน่อไม้ดองในน้ำซุปก็รู้สึกเปรี้ยวปากจะว่าไปแล้วของกินในป่าแห่งนี้ ก็ยังพอมีให้ทำกินไม่จำเป็ต้องซื้อชาวบ้านแถวนี้จึงไม่มีใครเดือดร้อนเื่เงิน
“ฮวาเหลย คุณอยู่ไหนครับ”กู่เซียวจ้านหลังจากที่เอาไม้ไผ่ชุดแรกกลับเข้าบ้านไปแล้ว เขาจึงเข้ามาแบกอีกรอบ แต่ไม่เห็นภรรยาจึงได้ออกตามหาเกรงว่าเธอจะได้รับอันตราย
“ฉันอยู่นี่ค่ะ เซียวจ้านคะ คุณช่วยฉันได้หน่อยได้ไหมคะ”เถาฮวาเหลยขานรับสามีเสียงอ่อย เธอกำลังคิดอยู่เลยว่าจะหาทางออกจากที่นี่อย่างไรดี
“ขึ้นไปทำไมบนนั้นล่ะครับ” กู่เซียวจ้านกอดอกมองภรรยาพร้อมทั้งส่ายหน้าเบาๆเพราะแม่ภรรยาตัวดีปีนขึ้นไป้า แต่กลับลงมาไม่ได้
“ฉันเห็นว่าข้างบนมีหน่อไม้เยอะน่ะค่ะ แต่ไม่คิดว่า….”เถาฮวาเหลยพูดขึ้นอย่างอายๆ น่าขายหน้าจริงๆ ที่ต้องให้สามีเป็คนช่วย ทั้งๆ ที่ตอนไปก็ไม่เห็นว่าทางมันจะสูงชันอะไรเลย
“หึ…ลงมาสิครับ” กู่เซียวจ้านพูดขึ้นพร้อมทั้งยกยิ้มนึกอยากจะแกล้งภรรยา
“ฉัน คือว่าฉัน” เถาฮวาเหลยอยากจะะโใส่หน้าสามีจริงๆ ว่าถ้าเธอลงได้จะเรียกให้เขาช่วยทำไมกัน น่าโมโหยิ่งนักตอนนี้เธอก็กำลังปวดเบาอยู่ด้วย
“ทำไมครับ?” กู่เซียวจ้านยังคงทำหน้าตาใสซื่อไม่รู้ไม่ชี้เื่ที่ภรรยาติดอยู่บนนั้น
“ฉันลงไม่ได้ค่ะ คุณช่วยฉันหน่อยได้ไหมคะ?” ในที่สุดเถาฮวาเหลยก็พ่ายแพ้ให้กับอาการปวดเบาขั้นรุนแรงเพราะไม่อย่างนั้นเธอจะให้สามีเดินจากไปให้ไกลแล้วก็จะถ่ายเบาเสียตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอด
“หึ…ส่งมือมาสิครับผมจะช่วยรับคุณเอง” กู่เซียวจ้านพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่นเมื่อสังเกตให้ว่าบนหน้าของภรรยามีเหงื่อผุดออกมาเป็เม็ดๆ
“แต่ว่า….” แม้ว่าร่างนี้จะผอมแห้งแรงน้อยแต่สามีเธอเองก็หุ่นไม่ได้แตกต่างจากร่างนี้สักเท่าไหร่เธอจึงกลัวว่าอาจจะพลาดท่าทำให้าเ็ไปตามๆกัน
“เชื่อใจผมสิครับ ส่งมือมาผมจะรับคุณเอง”กู่เซียวจ้านอยากจะให้ภรรยาเชื่อมั่นในตัวของเขาโดยไม่มีข้อแม้ใดๆอยากให้เธอมั่นใจว่าเมื่อเขาบอกว่าปลอดภัยนั่นหมายความว่าเขาพร้อมที่จะปกป้องเธอด้วยชีวิตทั้งหมดที่เขามีเช่นกัน
“ค่ะ”
พรึ่บ
เถาฮวาเหลยยื่นมือ เพื่อไปแตะมือของสามี ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เมื่อเขาจับมือของเธอได้แล้วหญิงสาวรู้สึกว่าถูกแรงกระชากจากสามีทำให้ตัวของเธอลอยตกลงมา เธอไม่กล้าแม้กระทั่งจะดูสิ่งรอบข้างได้แต่หลับตาพร้อมรับแรงกระแทกที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน
“ปลอดภัยแล้ว” แต่แล้วเสียงกระซิบนุ่มหูกลับดังอยู่ข้างๆ เธอรับรู้ถึงแรงกระแทกแต่ไม่ได้รุนแรงเหมือนอย่างที่คิดเมื่อลืมตาขึ้นมากลับว่าตอนนี้เธอนั้นกำลังอยู่ในอ้อมกอดอบอุ่นของสามี
“…..”
“เจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ”กู่เซียวจ้านเริ่มไม่แน่ใจว่าแรงกระชากที่เขาทำนั้น อาจจะไปทำให้เธอเจ็บหรือเปล่าเพราะั้แ่ที่ลืมตาขึ้นมา เธอก็เอาแต่จ้องหน้าเขาไม่ยอมพูดอะไรออกมา
“…..”เถาฮวาเหลยทำเพียงส่ายหน้าปฏิเสธเท่านั้น เขาทำตามที่พูดทุกอย่างเธอไม่เจ็บเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังปลอดภัยดีอีกด้วย
“กลับบ้านกันเถอะครับ”กู่เซียวจ้านอุ้มภรรยาที่กำลังอยู่ในอาการใในท่าเ้าบ่าวอุ้มเ้าสาว เขาพาเดินออกไปยังลานกว้างของป่าช้าๆมีหน่อไม้ที่ภรรยาหามาได้อยู่จำนวนหนึ่ง
“ปล่อยฉันลงได้แล้วล่ะค่ะ” เถาฮวาเหลยเมื่อได้สติ พบว่าสามีกำลังจะอุ้มเธอเดินกลับบ้านจึงเอ่ยขึ้นเตือนเขาเสียก่อน
“หายใแล้วหรือครับ?” กู่เซียวจ้านวางภรรยาลงอย่างเบามือพร้อมทั้งถามด้วยสายตาเป็ห่วงแม้จะไม่มีคำพูดเอื้อยเอ่ยออกมาให้มากความแต่คนฟังก็รับรู้ได้ถึงความรักและความเป็ห่วงที่ส่งผ่านออกมาจากน้ำเสียงและสายตา
“ขอบคุณมากนะคะ” เถาฮวาเหลยพยักหน้าเบาๆพร้อมทั้งจ้องตากับสามีเป็ครั้งแรก ที่ต้องบอกแบบนั้น เพราะที่ผ่านมาเธอมักจะก้มหน้าเวลาพูดคุยกับเขาไม่กล้าแม้กระทั่งจะสบสายตาของเขาเลยด้วยซ้ำและเธอก็มักจะคอยหลบสายตาดุจเหยี่ยวนั้นอยู่เสมอ
“…”กู่เซียวจ้านไม่ได้พูดอะไร ทำเพียงสบตากับภรรยา เพื่อสื่อความหมายมากมายที่อยู่ภายในใจของเขาเท่านั้น
เถาฮวาเหลยมีหรือจะอยู่สู้สายตาคมคู่นั้นได้หลังจากที่เอ่ยขอบคุณเขาแล้ว เธอก็เดินฉับๆ ไปแบกกตะกร้าหน่อไม้ไว้ด้านหลังจากนั้นก็เดินนำสามีกลับบ้าน ตอนนี้เป็เวลาเพียง 15.00น.เท่านั้น เธอจึงตั้งใจว่าจะทำหน่อไม้ดองให้เสร็จเพราะขั้นตอนไม่ได้ยุ่งยากมากจนเกินไป อีกทั้งยังมีรสชาติอร่อยอีกด้วย
เถาฮวาเหลยเดินไปจนถึงลำธารหลังบ้านจากนั้นก็นำหน่อไม้ที่ตัดมาทำความสะอาด เนื่องจากว่ามีขนอ่อนๆ บนหน่อไม้ด้วย จึงจำเป็ต้องล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน
เมื่อกลับถึงบ้านเถาฮวาเหลยก็เข้าไปในครัว เพื่อก่อไฟ ทำการต้มหน่อไม้ เพื่อให้คายความขมออกมาต้มทิ้งไว้ราวๆ 20 นาทีระหว่างที่รอหน่อไม้ เธอก็มาเตรียมเครื่องปรุง รวมไปถึงเครื่องเทศซึ่งก็มีกระเทียม ขิง พริกแห้ง พริกไทยดำ ลูกกระวาน ใบกระวาน อบเชย โป๊ยกั๊ก เกลือรวมไปถึงน้ำตาลกรวด
หลังจากที่ต้มหน่อไม้ครบ20 นาทีแล้วก็นำไปเทน้ำออก ใส่ส่วนผสมที่เตรียมมาลงไปในการต้มครั้งนี้ด้วยจากนั้นก็ต้มทิ้งไว้ ราวๆ 30 นาทีระหว่างนั้นเถาฮวาเหลยจึงไปอาบน้ำ เพื่อชำระล้างร่ายกายเมื่อทิ้งหน่อไม้ที่ต้มได้ที่จนเย็นแล้ว หญิงสาวก็นำไปเก็บไว้ในกล่องปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 2 วันก็สามารถเอาออกมากินได้
“ผมเพิ่งรู้ว่าคุณทำอาหารได้หลากหลายขนาดนี้”กู่เซียวจ้านพูดขึ้นหลังจากที่เห็นอาหารตรงหน้า
“ยังมีอีกหลายอย่างที่คุณไม่รู้เกี่ยวกับตัวฉันค่ะ” เถาฮวาเหลยพูดขึ้นตอนนี้เธอรู้แล้วว่าไม่ควรหงอให้กับใคร รวมไปถึงสามีของเธอด้วย
เมนูหลากหลายที่สามีพูดถึงนั้นคือเธอทำแผ่นแป้งปอเปี๊ยสด กินคู่กับ ผัดมันฝรั่ง เห็ดเข็มทองนึ่งซอสพริก ผัดผักแม้ว่าจะไม่มีเมนูจานเนื้อแต่สามีก็ชมไม่ขาดปากว่าอร่อยเนื่องจากว่ามีเมนูผัดที่ใช้น้ำมันเป็ส่วนประกอบซึ่งใครต่างก็รู้ว่าน้ำมันนั้นมีราคามากเพียงใด
“อะไรบ้างล่ะครับ?” กู่เซียวจ้านชวนภรรยาคุยเพราะไม่อยากให้ระหว่างเขาและภรรยามีช่องว่างมากเกินไป
“วันนี้คุณดูพูดมากเป็พิเศษนะคะ”เถาฮวาเหลยเป็คนไม่ชอบพูดจึงอดที่จะค่อนขอดสามีไม่ได้
“ก็ฉลองให้กับโต๊ะและเก้าอี้ใหม่ของเราไงครับ”
ทั้งสองสามีภรรยากำลังนั่งกินข้าวในห้องนอนที่มีโต๊ะและเก้าอี้ไม้ไผ่ ที่ทั้งสองคนช่วยกันไปตัดมาในวันนี้กู่เซียวจ้านใช้เวลาไม่นานในการทำเถาฮวาเหลยพอใจในฝีมือการทำงานของสามีเป็อย่างมากเพราะเขาไม่ใช่คนทำงานเช้าชามเ็าม แต่เป็คนที่ละเอียดรอบคอบเป็อย่างมากอีกทั้งยังเอาใจใส่กับงานที่ทำจึงไม่แปลกใจหากเขาจะได้รับตำแหน่งกรรมการหมู่บ้านั้แ่อายุยังน้อย
เช้าวันถัดมาก่อนที่จะออกไปทำงานกู่เซียวจ้านตื่นั้แ่ตี 4 เพื่อที่จะมาทำเล้าหมูเนื่องจากว่าภายใน 1 เดือน พวกเขาจะมีวันหยุดเพียงแค่ 2วันเท่านั้น ชายหนุ่ม้าที่จะทำเล้าหมูให้แล้วเสร็จ ทันการแจกจ่ายลูกหมูในรอบแรกเลี้ยงก่อนก็ได้เปรียบก่อน เพราะตอนนี้ยังมีจำนวนชาวบ้านที่ลงชื่อไม่เยอะเท่าไหร่เนื่องจากทุกคนต่างคำนึงถึงปริมาณการกินและค่าใช้จ่ายเพราะนอกจากจะเลี้ยงให้มันโตแล้ว ต้องเลี้ยงให้มันอุดมสมบูรณ์ ไม่ต่างจากเลี้ยงลูกสักเท่าไหร่
“ทำไมลูกถึงทำคนเดียวล่ะ เมียของลูกหล่อนไปไหน” ท่านแม่กู่เห็นลูกชายกำลังตอกตะปูคนเดียวแม้ว่าตอนนี้คนในบ้านจะตื่นกันหมดแล้วแต่มีเพียงลูกชายคนเล็กของเธอเท่านั้นที่กำลังทำงานอยู่
“ผมให้เธอนอนพักน่ะครับ เมื่อวานขึ้นเขาไปตัดไม้ไผ่ทั้งวัน”กู่เซียวจ้านพูดเื่จริง เดิมทีภรรยาจะลุกขึ้นมาช่วยเขาทำงานแต่ชายหนุ่มปฏิเสธเสียงแข็ง พร้อมทั้งบังคับให้เธอนอนต่ออีกสักหน่อย ไม่ต้องรีบลุกขึ้นมาทำมื้อเช้า
“ไอหยา…ลูกก็ไปกับหล่อนด้วย วันนี้ก็ยังต้องไปทำงานที่ทุ่งนาอีกจะเอาเปรียบลูกเกินไปหรือเปล่า” ท่านแม่กู่รู้สึกไม่พอใจ เมื่อได้ยินคำตอบจากลูกชาย
“แม่ครับ ผมเป็ผู้ชาย แล้วผมก็เป็คนบอกให้เธอนอนพักไม่ใช่ว่าเธอเอาเปรียบผมหรอกครับ”กู่เซียวจ้านพูดกับผู้เป็แม่อย่างเหนื่อยใจไม่รู้ว่าทำไมแม่ของเขาถึงทำท่าจงเกลียดจงชังภรรยาของเขานัก ทั้งๆเมื่อก่อนเป็ตัวตั้งตัวตีที่จะให้เขาแต่งงานเสียด้วยซ้ำ
“แม่ขอโทษด้วยก็แล้วกันที่เข้าไปก้าวก่ายครอบครัวของลูกแต่อย่าถือหางกันให้มันมากนัก สงสารความรู้สึกของคนเป็แม่บ้าง” ท่านแม่กู่พูดจบก็เดินจากไป
1สัปดาห์ต่อมา ลูกหมูที่ชาวบ้านเฝ้ารอคอยก็มาถึงทางคณะกรรมการแจกจ่ายไปยังบ้านที่ลงชื่อเอาไว้ และแน่นอนว่าบ้านกู่ ได้ลูกหมูไปทั้งหมด4 ตัว ซึ่งถือว่าเป็จำนวนที่เยอะมาก หลายๆ คนต่างพูดเป็เสียงเดียวกันว่าบ้านกู่ไม่รู้จักประมาณตน เพราะกว่าจะเลี้ยงให้มันอ้วนพลีได้ต้องหมดอาหารกับหมูไปจำนวนเท่าไหร่
สำหรับกู่เซียวจ้านเขาได้รับลูกหมูทั้งหมด2 ตัวจากตอนแรกเข้าใจว่าได้เพียงแค่ 1 ตัวเท่านั้นเื่ที่บ้านกู่และลูกชายคนที่สี่แยกครัวยังไม่มีคนในหมู่บ้านทราบข่าวจึงไม่มีใครสงสัยเื่ลูกหมู อีกทั้งประธานกรรมการ ยังทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นเื่ที่เกิดขึ้นเพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่ได้แยกทะเบียนบ้านกัน ยังถือว่าเป็คนในครอบครัวจึงไม่ถือว่าผิดกฎระเบียบตามข้อตกลง
“ทำไมถึงมีลูกหมู 2 ตัวละคะ?” เถาฮวาเหลยเอ่ยถามสามีที่กำลังอุ้มลูกหมูมาทางเล้าหมูที่เธอกำลังเตรียมไว้สำหรับลูกหมูอยู่
“เศษเกินน่ะครับ น่าจะลงรายงานผิด" กู่เซียวจ้านเองก็ไม่รู้เหมือนกันเพราะเขาลงชื่อไปแค่ตัวเดียวเท่านั้น และทางฝั่งของบ้านใหญ่ก็จะเลี้ยงแค่ 4ตัว เดิมทีท่านพ่อกู่ลงไปแค่ 2 ตัว แต่ท่านแม่กู่บอกสามีให้เพิ่มไปอีกตามโควต้าที่ได้รับมา
“ก็ดีเหมือนกันค่ะจะได้มีเพื่อน” เถาฮวาเหลยเอ่ยขึ้นเธอตั้งใจจะเป็คนไปเกี่ยวหญ้ามาให้ลูกหมูนอกจากนั้นก็ยังมีพวกเศษอาหารในแต่ละวันรวมไปถึงรำข้าวอีกด้วย
“ผมนึกว่าคุณจะบ่นผมเสียอีกครับ”กู่เซียวจ้านกลัวว่าภรรยาจะบ่นเหมือนเช่นภรรยาคนอื่นๆแน่นอนว่าสำคัญเลยคือกลิ่นเหม็นของมัน นอกจากนั้นก็ยังมีเสียงร้อง ที่พวกมันมักจะส่งเสียงร้องทุกครั้งที่หิวโชคดีที่บริเวณหลังบ้านของเขา ยังมีพื้นที่กว้างอีกมากทำให้ไม่ต้องกังวลเื่กลิ่นเหม็นสักเท่าไหร่
“ฉันจะบ่นคุณทำไมล่ะคะ ได้มาหลายๆ ตัวสิคะดี จะได้แต้มค่าแรงเพิ่ม”เถาฮวาเหลยยกยิ้ม มีแต่คนี้เีเท่านั้นแหละที่บอกว่าสกปรกสำหรับเธอแล้วหนักกว่านี้ก็ผ่านมาหมดแล้วเพราะฉะนั้นเื่แค่นี้จึงไม่เป็ปัญหาอะไรเลย
“ว่าอย่างไรนะคะคุณแม่คุณแม่จะให้ฉันดูแลลูกหมูพวกนี้อย่างนั้นหรือคะ?” พี่สะใภ้รองร้องออกมาเสียงหลงเนื่องจากว่าเล้าหมูของทั้งสองบ้านอยู่ไม่ไกลกันมากนัก สองสามีภรรยาจึงได้ยินบทสนทนาชัดเจน
“ก็ใช่น่ะสิ ถ้าไม่ใช่หล่อนแล้วจะเป็ใครล่ะคนอื่นเขาก็ทำงานที่ทุ่งนากันหมด” ท่านแม่กู่พูด พร้อมทั้งมองหมูทั้ง 4 ตัวด้วยความชื่นชม เพราะต่อไปบ้านของท่านก็จะได้แต้มค่าแรงเพิ่ม
“ฉันไม่เอาด้วยหรอกค่ะสกปรกจะตาย ใครเป็คนต้นคิดก็ให้คนนั้นรับผิดชอบสิคะ”พี่สะใภ้รองกอดอก หันหน้าหนีไปทางอื่น เธอไม่แม้จะอยากมองลูกหมูสกปรกๆพวกนั้น
“ถ้าฉันบอกหล่อน ว่าฉันเป็คนคิดเื่ทั้งหมดนี้ แล้วหล่อนจะทำไม? อยู่บ้านสบายๆมาตั้งหลายปี งานที่ทุ่งนาก็ไม่ได้ไปทำหล่อนจะกินแรงพี่น้องไปถึงเมื่อไหร่?” ท่านแม่กู่สุดจะทนกับความเป็ผู้ดีของลูกสะใภ้คนรองทั้งๆ ที่ความจริงแล้วไม่มีตรงส่วนไหนที่บ่งบอกว่าเป็ผู้ดีเลยสักนิด
“คุณแม่ !!!” พี่สะใภ้รองอ้าปากค้าง เมื่อแม่สามีพูดออกมาไม่คิดเลยว่าคำพูดพวกนี้จะออกจากปากของท่าน
“ฉันทำไม…หล่อนน่ะสบายมามากแล้วอีกอย่างแม้กระทั่งหลานชายของฉันยังต้องออกไปเก็บผักที่ป่าเพื่อแลกแต้มค่าแรงแล้วหล่อนเล่าแม่สะใภ้รองทำอะไรที่มันเป็ชิ้นเป็อันบ้าง?” ท่านแม่กู่เอ่ยถามลูกสะใภ้ทุกวันนี้ลูกสะใภ้รองแทบจะยืนบนหัวท่านอยู่แล้ว ที่ผ่านมาเป็เพราะเกรงใจลูกชายคนรองที่เป็ทหารแต่พอนานวันเข้าก็เริ่มรู้สึกว่าลูกสะใภ้รองคนนี้ แทบไม่เหลือความเคารพแม่สามีเสียด้วยซ้ำคงต้องกำหลาบให้รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่เสียบ้าง
“คุณแม่ลืมที่พูดไว้กับเฟยหลิงสามีของฉันแล้วหรือคะ? หากว่าเขากลับมาพบว่าลูกเมียต้องทำงานลำบากแบบนี้คุณแม่ก็เตรียมเหตุผลที่ฟังขึ้นกับเขาสักข้อสองข้อก็แล้วกันค่ะ”พี่สะใภ้รองเถียงแม่สามีอย่างไม่ลดละ เื่อื่นเธออาจจะยอมลดราวาศอกได้แต่สำหรับเื่เลี้ยงหมูนี้เธอยอมไม่ได้เด็ดขาดอุตส่าห์ทำใจเื่ลูกชายทั้งสองได้แล้ว ไม่คิดว่าเื่จะลามปามมาถึงตัวเธอได้ถ้าหากเป็แบบนี้ เธอก็จะขอแยกบ้านด้วยเหมือนกัน คงอดทนรอสามีกลับมาไม่ไหวแล้ว
“เมิ่งหนี่ว์” ท่านแม่กู่เรียกชื่อลูกสะใภ้สุดเสียงไม่คิดว่่าหล่อนจะกล้าเถียงฉอดๆ ราวกับไม่กลัวส์ลงโทษเลยสักนิด
“ฉันขอยืนยันคำเดิมค่ะ ว่าไม่มีทางที่จะเลี้ยงหมูพวกนี้เด็ดขาดคนไหนรับมาคนนั้นก็ต้องดูแลเอง หากกดขี่ฉันมากๆ ฉันก็จะขอแยกบ้านเหมือนที่น้องสี่ทำบ้างพอถึงวันนั้นจะมาโทษว่าฉันอกตัญญูไม่ได้หรอกนะคะ” พี่สะใภ้รองพูดจบก็เดินจากไปทิ้งให้แม่สามียืนหน้าดำหน้าแดงคนเดียวที่ข้างๆเล้าหมู
ทางด้านเถาฮวาเหลย ที่ได้ยินและได้เห็นเหตุการณ์ต่างๆก็อดที่จะชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวของพี่สะใภ้รองไม่ได้ เธอช่างมีความกล้าเสียจริงหญิงสาวลองนึกย้อนหากว่าตนอยู่ในเหตุการณ์แบบพี่สะใภ้รองคงได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรม ต้องทำตัวแข็งกร้าวแบบนี้บ้างสินะ ถึงจะเอาตัวรอดได้
“ไม่ต้องไปสนใจหรอกครับ เราแยกบ้านออกแล้วปล่อยให้คนในบ้านเขาตกลงกันเองเถอะ” กู่เซียวจ้านบอกกับภรรยาไม่ใช่ว่าเขาไม่สงสารผู้เป็แม่ แต่เพราะพี่สะใภ้รองมีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่นมานานเธอเอาแต่คิดว่าพี่น้องทุกคนเป็หนี้บุญคุณพี่ชายคนรอง ทั้งๆ ที่ความเป็จริงแล้ว พี่น้องคนอื่นๆต่างหากที่ดูแลลูกเมียแทนพี่ชาย ที่จากบ้านไปนานเพื่อรับใช้ชาติ
“ค่ะ” เถาฮวาเหลยพยักหน้า ตอนนี้เธอมีสามีคอยปกป้อง ยังจะต้องกลัวเื่อะไรอีกคิก
“ยิ้มอะไรครับ?" กู่เซียวจ้านสังเกตเห็นภรรยายืนยิ้มอยู่คนเดียวจึงเอ่ยถามออกไป
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ฉันแค่ขำกับหน้าตาตลกๆ ของเ้าหมูพวกนั้น” เถาฮวาเหลยหลบสายตาสามีเพราะเธอกำลังโกหกเขาอยู่ จะให้บอกไปได้ไง ว่าเธอเห็นเขาเป็แม่หมีที่คอยปกป้องลูกหมูนั่นก็คือเธอ
“ออกไปเดินเล่นที่ริมน้ำกันดีไหมครับ กลับบ้านไปตอนนี้ก็ไม่สบายหูเปล่าๆ”กู่เซียวจ้านคิดว่าแม่ของเขาคงไม่จบเื่แต่เพียงแค่นี้แน่หากว่าแม่ของเขาได้ตัดสินใจไปแล้ว แน่นอนว่าวันพรุ่งนี้คนที่จะต้องมาให้อาหารหมูพร้อมทำความสะอาดเล้าหมูคงจะหนีไม่พ้นพี่สะใภ้รองอย่างแน่นอน
“ก็ดีเหมือนกันค่ะ ฉันทำอาหารเย็นรอคุณเอาไว้เรียบร้อยแล้ว”เถาฮวาเหลยพยักหน้าตอบรับ ออกไปเดินเล่นบ้างก็ดีเหมือนกัน
สองสามีภรรยาเดินไปเรื่อยๆตามทุ่งนา แม้ว่าตอนนี้จะเป็เวลาเย็นมากแล้วแต่พระอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้าดีเท่าไหร่ จึงส่งผลให้ตอนนี้บรรยากาศนั้นเย็นสบาย เหมาะแก่การเดินเล่นพักผ่อนเป็อย่างมาก
“ไกลสุดลูกหูลุกตาจริงๆ เลยนะคะ” เถาฮวาเหลยเอ่ยขึ้น่นี้ชาวบ้านกำลังเร่งดำนาให้แล้วเสร็จทำให้ทุ่งนาตอนนี้เต็มไปด้วยต้นข้าวที่เขียวขจีมองออกไปแล้วสบายตายิ่งนัก
“ไม่ใช่แค่ของหมู่บ้านเราหมู่บ้านเดียวหรอกครับ” กู่เซียวจ้านพยักหน้าจากนั้นก็อธิบายให้ภรรยาฟัง
“คุณเคยมีความฝันไหมคะ?” จู่ๆ เถาฮวาเหลยก็เอ่ยถามสามีตอนนี้ทั้งสองคนกำลังหยุดอยู่ที่ต้นท้อต้นหนึ่ง ที่กำลังผลิดอกสวยงามเป็อย่างมาก
“มีสิครับ” กู่เซียวจ้านยกยิ้มรับคำถามภรรยา แม้ว่าจะเป็เพียงรอยยิ้มเล็กๆก็ตาม
“อะไรคะ?” เถาฮวาเหลยอยากจะรู้ว่าหนุ่มบ้านนนอกธรรมดาๆคนหนึ่งวาดฝันชีวิตของเขาว่าอย่างไรในยุคที่อดอยากแบบนี้
“อยากจะมีเงินเยอะๆ คุณกับลูกจะได้ไม่ลำบาก”กู่เซียวจ้านพูดพร้อมทั้งมองหน้าสบตากับภรรยา ที่เขาให้ภรรยาเลิกทำงานที่ทุ่งนาจุดประสงค์อีกอย่าง คือเขา้าทายาทตัวน้อยเพื่อมาสืบสกุล ในบรรดารุ่นเดียวกัน คงจะมีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่ยังไม่มีลูกกับคนอื่นเขาเสียที
“งะ งั้นหรือคะ” เถาฮวาเหลยได้แต่ก้มหน้าเขินอายเมื่อสามีพูดถึงการมีลูก
ั้แ่ที่ได้มาอยู่ในร่างนี้เธอและสามียังไม่เคยร่วมหลับนอนด้วยกันเลยสักครั้งจะมีบ้างที่ตื่นเช้ามาแล้วเธออยู่ในอ้อมกอดของสามี แต่ก็ไม่บ่อยขนาดนั้นส่วนมากจะต่างคนต่างนอนเสียมากกว่า ยังดีหน่อยที่นอนเตียงเดียวกันนานวันเข้าเถาฮวาเหลยจึงไม่คิดระแวงสามีอีกซ้ำยังนอนหลับไปด้วยความสบายใจเสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อสามีพูดถึงเื่ลูกขึ้นมา ก็ทำเอาเธอเริ่มเป็กังวลขึ้นมาเสียอย่างนั้นจริงอยู่ว่าพวกเขาอาจจะเคยร่วมหลับนอนกันมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ไม่ใช่กับเธอ เพิ่งเข้ามาอยู่ในร่างนี้ได้เพียงไม่นานเท่านั้น
“รอให้ร่างกายคุณแข็งแรงกว่านี้ก่อนก็ได้ครับ คุณไม่ต้องกังวลไปหรอก”กู่เซียวจ้านเห็นสีหน้าภรรยาเริ่มไม่ดี เขาจึงพูดปลอบใจขึ้นคิดไปว่าเธออาจจะเสียใจ และตำหนิตัวเองอยู่ที่ไม่สามารถมีลูกให้เขาได้เสียที
“คุณอยากมีลูกมากขนาดนั้นเลยหรือคะ?” เถาฮวาเหลยกลั้นใจเอ่ยถามออกไป
สำหรับเธอที่เรียนมาน้อยไม่ได้มีความรู้มากมายอะไรนัก แต่สิ่งหนึ่งที่เธอคิดอยู่ตลอด ก็คือการมีลูกเมื่อพร้อมตราบใดที่เธอยังอดมื้อกินมื้อ ก็จะไม่มีวันเอาลูกมาเพื่อเป็ภาระ หรือมาลำบากแบบเธออย่างแน่นอนแม้ว่าหลายๆ คนจะมองว่า การมีลูกคือการเติมเต็ม เพื่อให้ชีวิตครอบครัวสมบูรณ์มากขึ้นก็ตามทีแต่สำหรับสาวโสดแบบเธอแล้ว มองว่าการมีลูกเมื่อไม่พร้อม คือการสร้างภาระไม่รู้จบสิ้นและเป็การผลักภาระให้กับคนรอบข้าง ที่ต้องคอยให้การช่วยเหลือ
“ใครบ้างจะไม่อยากมีลูกล่ะครับ หรือว่าคุณยังไม่อยากจะมี?” กู่เซียวจ้านลืมคิดถึงเื่นี้ไปเสียสนิท ไม่เคยถามความสมัครใจของภรรยาเลยสักครั้งว่าเธอ้าหรือไม่
“อยากค่ะ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้” เถาฮวาเหลยส่ายหน้า พร้อมทั้งบอกกับสามีไปตรงๆ
“ทำไมล่ะครับ?” กู่เซียวจ้านขมวดคิ้วในเมื่อเธอเองก็อยากจะมีลูกแต่ทำไมถึงไม่ใช่ในตอนนี้หากไม่รีบมีแล้วจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปเลี้ยงลูก ถ้าแก่กว่านี้ก็เกรงว่าจะไม่มีปัญญาเลี้ยงลูกแล้ว
“ฉันเพิ่งจะอายุ 19 ปี คุณเองก็เพิ่งจะ 20 ปี ยังมีเวลาเตรียมตัวอีกมาก คุณไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะการที่คนๆหนึ่งจะเกิดมา ไม่ใช่เื่ง่ายนะคะ อย่างน้อยๆ ฉันต้องเสียสละเวลาร่วม 10เดือน เพื่ออุ้มท้องเขาขึ้นมา นอกจากนั้นยังเสียเวลาอีกราวๆ 5ปี กว่าที่เขาจะโตและดูแลตัวเองได้คุณว่าระหว่างที่ฉันเสียเวลาอยู่นั้น เอาเวลาที่เสียไปไปทำอย่างอื่นไม่ดีกว่าหรือคะ?เสียเวลาหาเงินอีก 4-5 ปี แล้วค่อยมีลูกดีกว่าเสียเวลา 4-5 ปี แล้วค่อยหาเงินเลี้ยงลูกคุณว่าอย่างไหนมันจะฟังดูดีกว่ากันคะ?” เถาฮวาเหลยพูดให้สามีคิดตาม
“อืม…มันก็จริงอย่างที่คุณพูดนะครับ ผมเองก็ลืมคิดถึงเื่พวกนี้ไปเลย”กู่เซียวจ้านพยักหน้าเห็นด้วยกับภรรยา เขาตั้งใจว่าจะหาเงินให้ได้เยอะๆ เพื่อที่ว่าลูกเมียจะได้ไม่ลำบาก
ในตอนนี้ภรรยาของเขาแม้ว่าจะไม่ได้ทำงานที่ทุ่งนาแล้วแต่เธอก็ยังไม่ได้ชื่อว่าสุขสบายอย่างที่เขาเคยวาดฝันอยากจะให้เป็ถ้าเกิดว่าพวกเขามีลูกเพิ่มขึ้นมาอีก แน่นอนว่าลูกที่เกิดมาก็คงไม่ต่างจากพี่น้อง และหลานๆของเขาสักเท่าไหร่ที่ต้องประหยัดเพื่อให้ชีวิตอยู่รอดในแต่ละวัน ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาวาดฝัน อยากจะให้ลูกที่เกิดมาได้เป็อย่างแน่นอน